..”เกษตรนี่แหยจริงๆ ผู้หญิงอย่าไปรู้จัก เกษตรนี่แย่ยิ่งนัก ถ้าใครหลงรักเป็นหนี้หัวโต”

 

เนื่องจากการทนอยู่กับสภาพโง่ จน เจ็บ ในภาคเกษตรอย่างช้ำเลือดช้ำหนองมานาน การแก้ไขปัญหาใดๆไม่เป็นผลเท่าที่ควร ทำให้คนที่อยู่ในภาคการเกษตรต้องประสบเคราะห์กรรมอย่างแสนสาหัส ทำนาปีมีแต่หนี้กับซัง ทำนาปรังมีแต่ซังกับหนี้ทำให้ชาวบ้านเริ่มคิดถึงอนาคตของตนเองมากขึ้น แน่นอนชาวบ้านก็มีสมอง มีความคิด มีความพยายามที่จะต่อสู้กับปัญหา ไม่ใช่จะใจฝ่อใจถอยกันทั้งกะปิ จากการที่เฝ้าติดตามความคิดของชุมชนคนเก่งของตำบลนี้ พบว่าเขามีวิธีใช้เกียร์ถอยจากการปลูกพืชล้มลุกเปลี่ยนไปเป็นไม้ยืนต้น นาข้าวหลายแห่งจึงเปลี่ยนไปเป็น นายางพารา นายูคาลิปตัส นาปลูกอ้อย  

สัดส่วนพื้นที่นาข้าวลดลงประมาณ30%และนับวันจะเปลี่ยนเป็นอื่นไปเรื่อยๆ ถ้าชาวบ้านค้นพบทางเลือกใหม่เช่นที่หมู่บ้านโคกสูง บ้านโนนสมบูรณ์ ตำบลสะแก อำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ แทบทุกครัวเรือนหันไปฝึกฝนทำตุ๊กตาส่งออกญี่ปุ่น อย่างขะมักเขม้น แบ่งหน้าที่กันทำเหมือนระบบโรงงาน พ่อทำส่วนตัวตุ๊กตา แม่ทำหัว ลูกหลานทำแขนทำขา เลือกมุมเหมาะๆก้มหน้าก้มประกอบวิสาหกิจในครัวเรือน ถ้าใครสนใจติดตามไปสอบถามนายจรรยง ฤทธิรณ เป็นหัวหน้ากลุ่มผลิตตุ๊กตาส่งออกได้ 

การที่แยกตัวออกมาทำกิจกรรมเหล่านี้ เกิดข้อเปรียบเทียบระหว่างอาชีพเก่า กับอาชีพใหม่ ชาวบ้านให้น้ำหนักเรื่องความเสี่ยงเป็นอำดับแรก ทำแล้วมีคนซื้อไหม มีการประกันราคาไหม คุ้มค่าแรงหรือเปล่า เรียนรู้เรื่องมาตรฐานสินค้าและคุณภาพสินค้า ความละเอียดอ่อนและรับผิดชอบ ตัวแทนชาวบ้านเล่าว่า มีสินค้าชุดหนึ่งไปถึงญี่ปุ่นแล้วมีตำหนิ ผู้สั่งสินค้าเข้าถึงกับมาเอาตัวช่างในหมู่บ้านขึ้นเครื่องบินไปนั่งแก้ไขสินค้าที่ญี่ปุ่น นี่ก็เป็นประสบการณ์ตรงในการริเริ่มเรียนรู้การค้าเพื่อการส่งออกระดับชุมชน 

เมื่อผลิตสินค้าชำนาญขึ้น ความต้องการมีมากขึ้น ระยะเวลาที่จะมารับสินค้ากระชั้นมากขึ้น ทำให้คนทั้งหมู่บ้านแทบไม่ได้ออกไปไหน และไม่ต้องคิดอะไร ทำตัวเป็นประหนึ่งเครื่องจักรผลิตตุ๊กตากันทั้งวันทั้งคืน ดังนั้นเมื่อเรามาจัดกิจกรรมอบรมเศรษฐกิจพอเพียงเชิงการเกษตร สิ่งที่ชาวบ้านสะท้อนคิดจึงน่าสนใจมาก เขามองว่าเศรษฐกิจพอเพียงคือรายได้ที่พอจุนเจือให้ครอบครัวมีงานทำ ไม่เสี่ยงกับธรรมชาติ เป็นงานในร่ม ไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่อื่น ตื่นขึ้นมามีเวลาก็ลงมือทำๆ ทำจนเป็นความเคยชิน บางครั้งก็ละเลยเรื่องอื่นๆ กลายเป็นกลไกวิสาหกิจชุมชนที่มีชีวิต  

คนอีสานส่วนใหญ่เข้ามายึดครองกรุงเทพ ประกอบอาชีพสารพัดชนิด ขับรถแท็กซี่ร้อยละ65เป็นคนอีสานบ้านเฮา ขายอาหารรถเข็น ลาบ ก้อย ส้มตำรสแซบครองใจนักชิมไปทั้งกทม.ก็เป็นคนอีสาน คนงานก่อสร้าง ล้างรถ ล้างจาน ทำงานบ้าน ชกมวย ขายหวย เสริมสวย ช่วยเสิร์ฟ ขายของหน้าร้าน พนักงานเฝ้าหมู่บ้าน  นักร้อง นักแสดงตลก มัคทายก หลวงพ่อ หลวงพี่ดังๆ ก็เป็นคนอีสาน นักกฎหมาย ครูบาอาจารย์ นักการเมือง ดังธรรมดาเสียที่ไหนเล่า  

แสดงว่าคนในภาคเกษตรเริ่มถอยออกจากท้องไร่ท้องนา กลับคืนมาปักหลักในอยู่ในชุมชน ความนิยมชมชอบอาชีพเกษตรกรนับวันจะหดหายไป  ตอนนี้ชาวบ้านเคลื่อนย้ายไปสังกัดกระทรวงพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มากขึ้นๆ ไม่แน่หรอกนะถ้าเจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรไม่มีความรู้ใหม่  ไปแก้ไขปัญหาทางการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มเกษตรกรในสังกัดก็จะเหลือน้อยลง ในที่สุดก็อาจจะยุบกระทรวงลงมาเป็นแค่ระดับกรมก็เป็นได้ กรมการเกษตรต๊อกต๋อยเพราะไม่มีความหมายและความสำคัญต่อเกษตรกรอีกต่อไป กลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเขาก็หนีไปสังกัดกระทรวงพานิชและกระทรวงอุตสาหกรรม กลุ่มชุมชนที่เปลี่ยนวิธีประกอบการเชิงนิเวศก็ไปสังกัดกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และสิ่งแวดล้อม  

ใครละจะทนอยู่กับกระทรวงเกษตรที่ชวนทำแต่เรื่องโหล้ยโท้ย เป็นหนี้เป็นสิน อนาคตเหี่ยวเฉา ถูกเอารัดเอาเปรียบ ต้องร้องแรกแหกกระเชอเดินขบวนขายผลผลิต ประกันราคาอะไรสักอย่างก็ทำลับๆล่อๆ จะส่งเสริมอะไรสักอย่างก็ทำแบบตาบอดคลำช้าง ลองเอาไปคิดก็แล้วกัน ว่าจริงไหม แล้วเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของกระทรวงเกษตรเชิงประจักษ์นั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่ใช่คิดได้แค่วิ่งไปแจกเม็ดพันธุ์ผักให้ปลูกหน้าบ้านตำบลละหนึ่งแห่ง ถ้าคิดได้แค่นี้ เพลงที่เคยร้องสุดฮิต เกษตรนี่หล่อจริงๆ ผู้หญิงเขาอยากรู้จัก เกษตรนี่หล่อยิ่งหนัก ถ้าใครรู้จักกินผักฟรีๆ ก็อาจจะมีคนแปลงเนื้อร้องเป็น..”เกษตรนี่แหยจริงๆ ผู้หญิงอย่าไปรู้จัก เกษตรนี่แย่ยิ่งนัก ถ้าใครหลงรักอกหักฟรีๆ