- การวิจัยกระบวนการ KM
- การใช้ KM เป็นเครื่องมือในการทำวิจัย
ขณะนี้เริ่มมีการใช้ KM ในส่วนของ storytelling แทนการทำ focus group เนื่องจากเรื่องเล่านั้นมีที่มาจากการปฏิบัติจริงของผู้เล่า แต่ข้อมูลที่ได้จาก focus group นั้น บางทีก็มาจากการนึกเอา คุณค่าจึงต่างกันมาก
การสร้างแบบจำลองเพื่อนำไปใช้ในการทำงานวิจัย KM นั้น หากถามว่าทำได้ไหม ถ้าจะให้ตอบแบบ KM ก็ต้องตอบว่า ได้ และ ไม่ได้ เพราะขึ้นอยู่กับคน และ บริบทที่นำไปใช้ ดังนั้นจึงต้องเป็นการใช้อย่างระมัดระวัง
ค่อประเด็นนี้ อาจารย์ไพฑูรย์กล่าวเสริมว่า การเรียนรู้ของคนในองค์กรก็ขึ้นอยู่กับคน และ บริบท สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ซึ่งเป็นตัวแปรที่เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
อาจารย์ยุวนุช ยกตัวอย่างว่า กรณีวิสาหกิจชุมชนจะทำได้กับชุมชนที่มีความพร้อมใกล้เคียงกันเท่านั้น
อาจารย์วิจารณ์กล่าวว่า เมื่อไหร่มีมนุษย์ก็มีการจัดการความรู้เกิดขึ้น แต่การวิจัย KM นั้นเป็นแบบแผนที่สร้างขึ้นมา
แบบแผนของการจัดการความรู้ที่ ดร. อาภา ยังประดิษฐ์ จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ใช้กับกลุ่มลูกศิษย์ซึ่งเป็นนักศึกษาพยาบาล ปี๔ ที่ลงเรียนในวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลในครอบครัวและชุมชน คือ การใช้ KM ในการเรียนการสอน เช่น ให้นักศึกษามา ลปรร. ด้วยการสรุปว่าวันนี้ได้เรียนรู้อะไร มีการให้นักศึกษาเขียนเล่าประสบการณ์ในรูปแบบของบันทึกอิสระ และมีผู้ผลัดเวียนกันบันทึกเรื่องที่ได้เรียนรู้ทุกครั้งที่มีการแลกเปลี่ยน เมื่ออาจารย์อ่านแล้วก็เขียนบันทึกเพิ่มเติม
ในวันสุดท้ายของการเรียนก็มีการนำเสนอประสบการณ์ให้กลุ่มอื่นๆได้ฟัง สุดท้ายก็อาจได้ตำราความรู้ปฏิบัติออกมาเล่มหนึ่งที่รวบรวมมาจากประสบการณ์ของทุกคน
รศ.ดร. ธำรงค์ อุดมไพจิตรกุล ผอ.โครงการ วทม. สาขาจัดการความรู้ มรภ. สวนดุสิต ผู้สนใจ KM เพราะทำให้คนเห็นคุณค่าในกันและกัน เล่าถึงการทำวิจัยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วยกระบวนการ KM ให้สอดคล้องกับขอบเขตการศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นเรื่องของอาหาร และสุขภาวะ ด้วยการคิดจากสิ่งที่มี กินจากสิ่งที่ทำและ ทำจากสิ่งที่คิด เป็นการสร้างชุมชนให้เข้มแข็งไปบนฐานของเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกิดขึ้นจากฐานของ action research
รศ.ดร. เนาวรัตน์ พลายน้อย จากมหาวิทยาลัยมหิดล ผู้มากด้วยประสบการณ์ด้านการเรียนรู้ของชุมชน ได้เสนอให้ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัย
๑. สร้างคนที่มีความมุ่งมั่น อยากเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน มีความอยากรู้ และใฝ่รู้ในการทำ knowledge production ให้กับสังคม ต้องสร้างคนที่มีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อสังคม และต้องแก้ปัญหาด้วยความรู้ ปัจจุบันนี้ระบบการศึกษาทำให้คนอยากได้ มากกว่าอยากรู้
๒. การทำวิทยานิพนธ์เป็นการสร้างความรู้ใหม่ ระดับปริญญาเอกต้องการ originality การทำวิทยานิพนธ์จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ และสร้างสร้างการเรียนรู้ของทั้งผู้ทำ และผู้คุมวิทยานิพนธ์
วิทยานิพนธ์แต่ละเล่มของบัณฑิตแต่ละคน ได้สร้างความรู้ใหม่อะไรให้กับสังคมบ้าง ถ้าดูอย่างนี้ มหาวิทยาลัยจะเป็นแหล่งผลิต Explicit knowledge อย่างดี วิทยานิพนธ์แต่ละเล่ม สร้างการเรียนรู้ได้ไหม และให้ความสำคัญกับปัญหาของสังคมไทยแค่ไหน