สังคมเป็นกลุ่มคนที่มีการจัดระเบียบในการใช้ชีวิตร่วมกัน มีความสัมพันธ์และการกระทำระหว่างกัน มีแบบแผนการดำเนินชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมและค่านิยมในรูปแบบเดียวกันและทุกคนมีความรู้สึกเป็นสมาชิกของสังคม ในทางสังคมวิทยาได้สะท้อนให้เห็นถึงการก่อเกิด การคงอยู่ การเปลี่ยนแปลง และการเสื่อมถอยของสังคม ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นพลวัตเกิดขึ้นอยู่เสมอและมีผลกระทบต่อสมาชิกในสังคมโดยรวม การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะมีลักษณะที่เริ่มจากสภาพโบราณล้าหลัง มีโครงสร้างแบบง่ายๆ ไปสู่โครงสร้างที่สลับซับซ้อนและไม่มีการสิ้นสุด โดยทั่วไปสังคมจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ สังคมชาวบ้าน (Folk society) และสังคมสมัยใหม่ (Modern society) โดยสังคมชาวบ้านเป็นสังคมที่ผู้คนมีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายมีความผูกพันธ์กันทางจิตใจสูง ลักษณะสังคมเป็นแบบครอบครัว (Familistic societies) มีการติดต่อสัมพันธ์กันของสมาชิกสังคมในสังคมแบบชาวบ้าน และเป็นไปในลักษณะชอบพอกันเป็นส่วนตัวมากกว่าที่จะติดต่อกันตามสถานภาพหรือตำแหน่งหน้าที่ทางสังคม ส่วนสังคมสมัยใหม่เป็นสังคมที่คนมีความสัมพันธ์กันตามหน้าที่การงานความสัมพันธ์กันในลักษณะส่วนตัวมีน้อย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีอย่างจำกัด อาจจะกล่าวได้ว่าสังคมสมัยใหม่มีลักษณะตรงกันข้ามกับลักษณะสังคมชาวบ้าน (ธรรมนูญ เพ็งทอง.2549)
ทั้งนี้ไม่ว่าลักษณะของสังคมจะเป็นแบบใด ปัจจัยสำคัญที่ทำให้สังคมดำรงอยู่ คือการถ่ายทอดความรู้ ประเพณี และวัฒนธรรมของสังคมนั้นๆ ไปสู่สมาชิกเพื่อดำรงและสืบทอดเผ่าพันธุ์ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าสังคมและวัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งที่คู่กัน เกิดขึ้นและวิวัฒนาการไปพร้อมๆกัน ทั้งนี้วัฒนธรรมเป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตของกลุ่มที่ได้ยึดถือร่วมกัน เสมือนเครื่องหมายหรือตราประจำกลุ่มที่คนอื่นเห็นแล้วรู้ได้ทันที เช่น ภาษา เครื่องแต่งกาย ขนบธรรมเนียมประเพณี โดยทั่วไปวัฒนธรรมแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ วัฒนธรรมทางวัตถุ (Material Culture) ได้แก่ วัฒนธรรมที่เป็นแบบอย่างทางวัตถุ เช่น สิ่งประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น และวัฒนธรรมที่ไม่ใช่วัตถุ (Non-Material Culture) ได้แก่ แบบอย่างพฤติกรรมและแบบอย่างทางความคิด ความเชื่อต่างๆ เช่น บรรทัดฐานทางสังคม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ค่านิยม ความเชื่อ อุดมการณ์ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งแต่ละสังคมจะมีวัฒนธรรมทั้งสองประเภทเป็นของตนเอง แตกต่างกันออกไปหรือมีความเป็นตัวของตัวเองทางวัฒนธรรม (cultural Autonomy) (สัญญา สัญญาวิวัฒน์ .2540)
ดังนั้นวัฒนธรรมจึงเป็นวิธีการดำเนินชีวิตของสังคม เป็นแบบแผนการประพฤติ และการแสดงออกซึ่งความรู้สึกนึกคิดในสถานการณ์ต่างๆ ที่สมาชิกในสังคมเดียวกันสามารถเข้าใจ ซาบซึ้ง ยอมรับและใช้ปฏิบัติร่วมกัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในสังคมนั้นๆ (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม. 2545) วิวัฒนาการทางสังคมจึงเป็นกระบวนการถ่ายทอดความรู้และวัฒนธรรมของคนในสังคมจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนในสังคมตั้งแต่เกิดจนตาย การพัฒนาสังคมมีความสัมพันธ์อย่างมากกับการถ่ายทอดความรู้ที่เรียกว่า “การศึกษา” โดยเป็นที่ยอมรับของสังคมว่า การพัฒนาบุคคลต้องอาศัยการศึกษาเป็นเครื่องมือกลไกที่สำคัญ ถ้าคนยังไร้การศึกษาไม่สามารถอ่านออกเขียนได้ การประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ รวมทั้งวัฒนธรรมและความเป็นอารยธรรมก็จะไม่เกิดขึ้น นอกจากจะถ่ายทอดวัฒนธรรมที่เป็นหลักดีงามแล้ว การศึกษายังต้องนำการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่ดีมาจากภายนอกมาสู่ชุมชนอีกด้วย (ฤดีมน ศรีสุพรรณ. 2543)
สำหรับประเทศไทย การศึกษาในอดีตได้ถูกจัดโดยครอบครัว ชุมชน หรือสถาบันทางศาสนา ที่มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้หรือภูมิปัญญาที่เชื่อมโยงบนรากฐานประเพณีและวัฒนธรรมที่สั่งสมมาของสังคม ทำให้ความรู้เหล่านั้นคงอยู่และถ่ายทอดสืบสาน จากรุ่นสู่รุ่น จวบจนสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แนวคิดการพัฒนาของโลกตะวันตกที่อยู่ภายใต้กระบวนทัศน์หรือฐานคิดของวิทยาศาสตร์เชิงปริมาณ วัตถุ ที่มองโลกแบบแยกส่วน ลดส่วน (reductionist) และแบบกลไก (mechanistic) ที่ให้ความสำคัญและยอมรับ "ความรู้" เฉพาะกับสิ่งที่ ชั่ง ตวง วัด คำนวณได้ และทดลองได้ด้วยหลักการและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) เท่านั้น ความรู้อื่นๆ ที่ชั่ง ตวง วัด คำนวณไม่ได้ หรือพิสูจน์ให้ประจักษ์ (Empirical) หรือเห็นแบบชัดเจน (Positivism) ไม่ได้ เช่น ความเชื่อทางด้านศาสนา จิตวิญญาณ ความรู้สึกด้านจิตใจ อารมณ์ เป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นความรู้ดั้งเดิมที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น ซึ่งอธิบายด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในแบบที่กำหนดไม่ได้ แม้จะใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ก็ไม่ได้รับการยอมรับว่าเป็น "ความรู้" ทำให้การจัดการศึกษามีแนวคิดลักษณะแยกส่วน ลงลึก แต่ขาดความเชื่อมโยงกับสภาวะจริงของโลกที่เป็นองค์รวม ผู้เรียนขาดโอกาสเรียนรู้ในส่วนที่ถูกกำหนดว่า "มิใช่ความรู้" หรือมิใช่สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตในสังคมที่ทันสมัย หลักสูตรการศึกษาที่จัดขึ้นตามคำนิยามนั้น จึงมีความคับแคบไม่เชื่อมโยง เพราะ "ความรู้" ถูกระบุให้มีอยู่เฉพาะในโรงเรียน สถานศึกษาและผู้เป็นครูอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ ทำให้แหล่งความรู้และเนื้อหาความรู้อื่นๆ ที่มีอยู่เดิมมิใช่ความรู้อีกต่อไป (อรศรี งามวิทยาพงศ์. 2545)
สอดคล้องกับ ชูพินิจ เกษมณี (2542) ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า ในช่วงหลังปี พ.ศ. 2510 เป็นต้นมา การจัดการศึกษาในประเทศไทย ได้ถูกวิพากษ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นส่วนที่แปลกแยกไปจากชุมชนท้องถิ่น และเป็นเครื่องมือนำไปสู่ตัวแบบของสังคมแบบวัตถุนิยม เมื่อพิจารณาย้อนหลังไปเมื่อครั้งที่ประเทศไทยมุ่งหวังจะมีแผนชาติเป็นครั้งแรกที่ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า ประชากรของไทยนั้นถูกครอบคลุมไปด้วยความโง่เขลา ความยากจนและความเจ็บป่วย เพื่อเอาชนะสิ่งเหล่านี้จึงได้เสนอแนะว่าประเทศไทยจำเป็นต้องละทิ้งวิถีชีวิตตามประเพณี ซึ่งก็คือ วัฒนธรรมตามจารีตประเพณี และมุ่งเป้าหมายไปยังตัวแบบของสังคมตะวันตกซึ่งถูกมองว่าเป็นโลกที่พัฒนาแล้ว ประเทศด้อยพัฒนาได้รับการบอกกล่าวให้เปลี่ยนจากสภาพสังคมแบบประเพณีที่มีฐานะทางการเกษตรไปสู่สังคมอุตสาหกรรมอันทันสมัย เท่าที่ผ่านมาการศึกษาได้รับใช้ในฐานะเป็นเครื่องมือตระเตรียมสมาชิกในประเทศด้อยพัฒนาเหล่านี้ให้เป็นหน่วยผลิตที่มีความสามารถในโลกของสังคมอุตสาหกรรม การศึกษาถูกวางไว้ในมือของผู้ทรงอำนาจห่างไกลไปจากผู้คนส่วนใหญ่ที่อาศัยในภาคชนบท ทำให้ระบบการศึกษากลายเป็นเรื่องของการรวมศูนย์ ผลที่เกิดขึ้นคือโรงเรียนมิได้ผลิตนักเรียนที่ชำนาญในภาษาท้องถิ่น กฎระเบียบ จารีต ประเพณี และรูปแบบอื่นใดของภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่กลับเป็นว่าพวกที่เรียนจบจากโรงเรียนถูกคาดหวังให้มีงานทำที่ห่างไกลไปจากไร่นาและชุมชนของตัวเอง
ดังนั้นการศึกษาของไทยที่รับอิทธิพลทางความคิดและปรัชญาในการจัดการศึกษาจากตะวันตกที่มีบริบททางสังคมและวัฒนธรรมแตกต่าง นำมาปรับใช้โดยขาดการเชื่อมโยงวิถีชีวิต สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม ซึ่งถือเป็นความรู้และภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้การศึกษาของไทยขาดรากฐานที่มั่งคงในการต่อยอดและนำความรู้จากภายนอกที่มีบริบทแตกต่างมาปรับใช้ ทำให้เด็กไทย เก่ง ฉลาด แต่ขาดคุณธรรม จริยธรรม และไม่มีความรู้ในภูมิปัญญาและประวัติศาสตร์ของตนเอง
การศึกษาจึงเป็นการแข่งขันเพื่อให้ได้รับความรู้ที่เป็นเลิศเหนือคนอื่น โดยมีเป้าหมายเพื่อเข้าสู่ระบบการผลิตที่สนองตอบนโยบายในการพัฒนาประเทศไปสู่ระบบทุนนิยมเสรี จนกระทั่งมาสู่ยุคปัจจุบันที่เรียกว่า “โลกาภิวัตน์” การศึกษาไทยก็ยังมีทิศทางที่ไม่แตกต่างจากอดีตที่ผ่านมา แม้ว่าจะเกิดการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่ปรับเปลี่ยนในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงกฎหมายทางการศึกษา การปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานทางการศึกษาที่มีผู้บริหารระดับสูงมากขึ้น มีตำแหน่งเพิ่มมากขึ้น การปรับปรุงและพัฒนาบุคลากร การปรับปรุงหลักสูตรการสอนและกระบวนการเรียนการสอน รวมทั้งการบริหารจัดการหรืองบประมาณ ฯลฯ แต่ดูเหมือนว่าผลของการปฏิรูปดังกล่าวยังไม่ได้ส่งผลไปที่เป้าหมายที่แท้จริง นั่นคือ “เด็ก” และ ผู้ปกครอง” ที่ยังคงมีวิถีที่ไม่แตกต่างไปจากอดีตเท่าใดนัก
เอกสารอ้างอิง
ธรรมนูญ เพ็งทอง.2549. วิวัฒนาการและโครงสร้างเกี่ยวกับสังคม Online Available: http://e-learning.tapee.ac.th/
ชูพินิจ เกษมณี. 2542. การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น: ปัญหาและโอกาส. ภาควิชาพื้นฐานของการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ .เอกสารอัดสำเนา
สัญญา สัญญาวิวัฒน์ .2540. ทฤษฎีสังคมวิทยา : เนื้อหาและแนวการใช้ประโยชน์เบื้องต้น. กรุงเทพฯ: เจ้าพระยาการพิมพ์
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม. 2545. ความหมายของวัฒนธรรม. [Online] Available: http://www.culture.go.th/knowledge/mean/02.htm
ฤดีมน ศรีสุพรรณ. 2543. สังคมวิทยาการศึกษา. ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยรามคำแหง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง)
อรศรี งามวิทยาพงศ์. 2545. ปฏิรูปการศึกษา: มุมมองทางกระบวนทัศน์และบริบทสังคมไทยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน Online Available: http://www.midnightuniv.org/midculture44/newpage4.html