บันทึกนี้นำเสนอแนวคิด/ทฤษฎีในการสร้างพีระมิดแบบต่างๆ ที่เคยมีการเสนอกันมา
โดยไม่ได้กล่าวถึงทฤษฎีการหล่อปูนเพื่อผลิตหินแต่ละก้อน
ผู้สนใจทฤษฎีการหล่อปูน อาจเริ่มจากบทความ เหา หมา กอริลล่อย (1)
เขียนโดย คุณแทนไท ประเสริฐกุล ในโอเพ่นออนไลน์
มีใครเคยสงสัยไหมครับว่า คนอียิปต์โบราณนั้นท่านสร้างพีระมิดขึ้นมาได้ยังไง?
เรื่องนี้คนที่เชื่อว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริง และเคยมาทิ้งเชื้ออารยธรรมให้กับโลกในแนว “พระเจ้าจากอวกาศ” ก็อาจจะอธิบายง่ายๆ ว่า มนุษย์ต่างดาวนี่แหละที่ยกหินขึ้นไปเรียงทีละก้อนๆ ด้วยพลังมหัศจรรย์!

การ์ตูนล้อแนวคิดที่ว่ามนุษย์ต่างดาวสร้างพีระมิดโดยใช้พลังวิเศษยกหินไปจัดเรียงทีละก้อน
แต่อย่าได้ประมาทมันสมองและฝีมือคนอียิปต์โบราณไปเชียว เพราะคนอียิปต์นี่แหละที่มีความรู้ในศาสตร์แขนงต่างๆ อย่างน่าทึ่ง เช่น การทำมัมมี่ และการประดิษฐ์ภาษาเฮียโรกลีฟิกส์ซึ่งมีอิทธิพลต่อภาษาต่างๆ อีกจำนวนมาก ไม่เว้นแม้แต่ภาษาอังกฤษดังที่เคยเล่าให้ฟังไปแล้วในเรื่อง ถอดรหัส อักษรภาพไอยคุปต์
หินแต่ละก้อนที่ใช้สร้างพีระมิดหนักหลายตัน
เนื่องจากก้อนหินแต่ละก้อนที่ใช้สร้างพีระมิดหนักเป็นตันๆ อย่างก้อนหินที่ใช้สร้างมหาพีระมิดของฟาโรห์คูฟูนั้นเป็นหินปูน ก้อนเล็กที่สุดก็ปาเข้าไปตั้ง 2 ตัน ส่วนก้อนใหญ่ที่สุดหนักราวๆ 13 ตัน
ดังนั้น หากเชื่อว่าคนอียิปต์สร้างเอง ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าก้อนหินแต่ละก้อนนั้นเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งต่างๆ ได้ยังไง

การใช้ทางลาดแบบตรงๆ
มีผู้เสนอว่า น่าจะมีการใช้ทางลาดเพื่อลำเลียงก้อนหินเข้าทางด้านข้างของพีระมิด โดยแต่ละด้านก็ใช้ทางลาดแยกกันไป ทั้งนี้เมื่อพีระมิดสูงขึ้น ก็ต้องสร้างทางลาดให้ยาวขึ้นและมีฐานกว้างมากขึ้น ไม่งั้นก็จะกลายเป็นทางชันไปซะนี่!

การใช้ทางลาดแบบบันไดเวียนรอบ
อีกคนก็บอกว่า งั้นก็ปรับปรุงทางลาดซะใหม่ ทำเป็นทางเวียนไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ (คล้ายๆ กับบันไดขึ้นภูเขาทองที่วัดสระเกศ) ทางลาดบันไดเวียนแบบนี้มีคนชอบใจเยอะเหมือนกัน โดยบางคนเสนอว่าให้ราดน้ำลงไปที่พื้นจะได้ลื่นๆ เข็นก้อนหินง่ายขึ้น
ส่วนบางคนก็เสนอเครื่องมือซับซ้อน ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้
ทฤษฎีการลากหินขึ้นทางลาดโดยไม่ใช้ล้อ

ทฤษฎีการเคลื่อนก้อนหินไปทีละกระดึ๊บ
สำหรับแนวคิดที่ว่า คนอียิปต์อาจใช้ปั้นจั่น (คล้ายๆ กับปั้นจั่นที่ใช้ในการสร้างตึกสูง) เพื่อยกก้อนหินขึ้น โดยอีกฝั่งหนึ่งถ่วงด้วยก้อนหินหนักๆ นั้นไม่มีใครเชื่อ เนื่องจากอียิปต์โบราณไม่น่าจะมีไม้ที่แข็งแรงพอที่สามารถรับน้ำหนักของหินแต่ละก้อนได้
หินแต่ละก้อนที่อยู่ด้านล่างของพีระมิดย่อมโดนแรงกดทับมหาศาล แต่ภายในโครงสร้างยังต้องมีทางเดิน มีห้องหับเก็บรักษาสิ่งของต่างๆ อีกด้วย เรื่องนี้วิศวกรโบราณที่ชาญฉลาดได้ออกแบบให้ภายในพีระมิดมีผนังรับน้ำหนัก โดยผนังที่ว่านี้มีความสูงลดหลั่นกันลงไปจากศูนย์กลางไปถึงด้านนอก
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แกนกลางของพีระมิดที่ดูประหนึ่งมีผิวนอกค่อนข้างเรียบนั้น แท้จริงแล้วเป็นพีระมิดแบบขั้นบันไดทำหน้าที่เป็นโครงสร้างหลักอยู่นั่นเอง

ไส้ในของพีระมิดเป็นพีระมิดแบบขั้นบันได
อีกเรื่องหนึ่งที่มีคนเชื่อกันมากก็คือ อียิปต์ใช้แรงงานทาสในการสร้างพีระมิด อย่างในหนังบางเรื่องจะเห็นผู้คุมลงแส้กับทาสที่ทำงานช้า

คนงานกำลังสร้างพีระมิด
อย่างไรก็ดี เรื่องการใช้แรงงานทาสนี่ผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบันบอกว่าไม่น่าจะใช่ แต่ที่เป็นไปได้มากกว่าก็คือ แรงงานนับหมื่นนับแสน ที่สร้างพีระมิดนี้อาจจะเป็นพวกชาวไร่ชาวนาที่ถูกว่าจ้างมา เพราะในฤดูร้อนน้ำจะท่วมไร่นา ทำให้ไม่มีงานทำ มารับจ้างขนหินสร้างพีระมิดเอาตังค์ดีกว่าอยู่เปล่าๆ ว่างั้นเหอะ! ;-)
มีแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ คนอียิปต์อาจรอใช้ช่วงน้ำท่วมให้เป็นประโยชน์ในการขนย้ายก้อนหิน ลองดูภาพเคลื่อนไหวต่อไปนี้สิครับ

ภาพแสดงการใช้ช่วงน้ำหลากให้เป็นประโยชน์ ตามแนวคิดของ Andrzej Bochnacki
ที่มา : http://www.world-mysteries.com/mpl_2_1.htm
ได้ฟังทฤษฎีของคนอื่นไปกันพอสมควรแล้ว....
เพื่อนๆ ชาว GotoKnow ละครับคิดว่า พีระมิดอียิปต์นี่สร้างขึ้นมาได้อย่างไร?
ขุมทรัพย์ทางปัญญา
ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ขอแนะนำ
- Pyramid Construction ที่ http://www.civilization.ca/civil/egypt/egca12e.html
- Pyramid Construciton Theory ที่ http://members.aol.com/aditt48670/pyramid.html
- Construction of the Great Pyramid ที่ http://www.world-mysteries.com/mpl_2_1.htm
ประวัติของบทความ
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ ท่องเวลา-ผ่าอารยธรรม เซ็คชันจุดประกาย เสาร์สวัสดี นสพ. กรุงเทพธุรกิจ วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม 2550
ขอบคุณค่ะ
วิธีนี้น่าสนใจค่ะ
ทฤษฎีการเคลื่อนก้อนหินไปทีละกระดึ๊บ
กราบสวัสดีครับอาจารย์
ผมเคยจำได้ว่าดูรายการ discovery เขาแสดงให้เห็นว่าใช้ว่าวกับแรงลม เป็นตัวยกหินครับอาจารย์ แล้วก็อาศัยแรงทาสซึ่งไม่ได้มีจำนวนมากนัก มาช่วยกำหนดทิศทางวางหินไปในทิศทางที่ต้องการครับ
กราบสวัสดีอาจารย์อีกรอบครับ
เมื่อกี้ไปวิกีมาครับ มายืนยันว่าที่ผมจำได้นั้นไม่ผิดครับอาจารย์ ในวิกีบอกว่า 23 มิย 2001 อาจารย์จาก Caltech ได้แสดงการยกหินหนัง 3.1 ตัน ยกสูง 3 เมตร ความเร็วลม 35 กม ต่อ ชั่วโมงครับ และใช้เวลา 25 วินาทีครับ
http://en.wikipedia.org/wiki/Egyptian_pyramids_construction_techniques
เรียนพี่ชิว
ต้องนับถือคนสมัยโบราณนะครับ มีวิธีการทำงานและงานทางวิศวกรรมที่ทันสมัย
เคยดูสารคดีทาง UBC เกี่ยวกับการทดลองทำสิ่งประดิษฐ์ หรือสิ่งก่อสร้างจำลอง โดยเลียนแบบวิธีการแบบดั้งเดิมที่มีการบันทึกไว้ในจารึกหรือเอกสารโบราณต่างๆ ซึ่งบางวิธีทำยากมากขนาดใช้อุปกรณ์สมัยใหม่เข้าช่วยก็ยังยากอยู่ดี
บางตอนมีการเลียบแบบการสร้าง catapult , การถมทรายในสุสานฟาโรห์ , การลากหินมาสร้าง stonehenge เป็นต้น ซึ่งทุกครั้งจะทำเลียนแบบคนโบราณได้ยากมากๆๆ จนนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่เข้าร่วมปวดหัวไปตามๆกัน
นับถือคนโบราณจริงๆครับ
ขอบคุณพี่ชิว ที่นำเรื่องดีๆมาให้อ่านอีกแล้วครับ
ขอขอบคุณอาจารย์บัญชา...
สมมติฐาน...
(1). น่าจะมีการทำแอ่งน้ำ หรืออ่างน้ำขนาดใหญ่
(2). ขนหินมาทางเรือ โดยใช้แรงงานเชลย ทาส อะไรทำนองนี้
(3). ปล่อยหินจากเรือให้จมลงไปที่พื้น
(4). จบงานแล้วระบายน้ำออก
สมมติฐานนี้เพิ่งคิดได้ตอนดูรูปเคลื่อนไหวที่อาจารย์จันทวรรณแสดงไว้ในข้อคิดเห็นครับ...
เรียน อาจารย์วัลลภ
เป็นแนวคิดที่สุดยอดเลยครับ และน่าจะมีความเป็นไปได้มากซะด้วย เพราะน่าจะง่ายในทางปฏิบัติ
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ทุกท่าน
คุณไปอ่านหนังสือ : ขอบคุณมากครับ ทฤษฎีการใช้ว่าวนี่น่าสนใจจริงๆ ไม่เคยได้ยินมาก่อนครับ เดี๋ยวผมหาข้อมูล + ภาพประกอบได้เมื่อไร จะเอามาแปะไว้ให้คุยกันต่อได้ ;-)
คุณหมอวัลลภ : คุณหมอเป็นยอดนักคิดจริงๆ ครับ นับถือๆ
พอดีในเว็บอ้างอิงที่ให้ไว้ ก็มีคนคิดในแนวคล้ายๆ กันนี้ไว้ โดยบอกว่า คนอียิปต์ใช้ฤดูน้ำหลากให้เป็นประโยชน์ครับ เดี๋ยวผมจะนำไปใส่ไว้ในเรื่องเลยก็แล้วกัน (เป็น GIF animation)
น่าสนใจมากเลยค่ะอาจารย์
คนสมัยก่อนมีอะไรที่น่าทึ่งจริงๆ
แต่ก็ไม่แน่..อีกพันปีให้หลัง คนในอนาคต ก็อาจจะนึกทึ่งกับคนสมัยนี้ด้วยก็ได้นะ
บางทีก็อดนึกไม่ได้ว่า เราจะมีอะไร ที่จะเอาไว้ใช้โชว์ลูกหลานในอนาคตของเราได้บ้างหนอ
ขอเสริมข้อมูลคุณไปอ่านหนังสือนิดหนึ่งครับ
เรื่องการยกหินนั้น ที่จริงเป็นการยกเสาหินขึ้นตั้งโดยใช้ว่าวและรอกครับ มีเรื่องและรูป จาก National Geographic ให้อ่านต่อ
ผมอยากเชื่อว่ามีการใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังจิต (ซึ่งสูญหายไปแล้วเพราะถ่ายทอดเฉพาะในหมู่นักบวชชั้นสูงเท่านั้น) ในการยกครับ
ต่อจากนั้นหนึ่งในนักบวช (โมเสส) ได้พาชาวยิวหนีไปอิสราเอล โดยใช้เทคโนโลยีเดียวกันนั้นในการเปิดทะเลให้คนเดินผ่าน
พล๊อตเหมือนหนังเรื่องอะไรสักเรื่องแล้วนะ....
สวัสดีครับ ทุกท่าน
ชักจะสนุกใหญ่ซะแล้วซี :-)
คุณ k-jira ครับ : ผมดันไปนึกถึงฉากจบของหนังเรื่อง Planet of the Apes (พิภพวานร) ตอนสร้างครั้งแรก ที่มีเทพีเสรีภาพล้มอยู่บนผืนทราย...
ถ้าเป็นผม ผมจะสรุปว่า อารยธรรมสมัยเรานี้ "บูชาเทพอัคคี" ครับ เพราะคุณเทพีเธอถือคบเพลิง.... ;-)
คุณ Conductor ครับ : ขอบคุณมากสำหรับข้อมูลนี้ :-)
อาจารย์เหน่ (ดร.ธวัชชัย): พี่ก็ชักๆ จะเชื่อออกแนวนี้ซะแล้ว หรือบางทีอาจจะใช้เทคโนโลยีจากคนที่หนีมาจากทวีปแอตแลนติส ก็ได้นะครับ พวกนี้เลยกลายเป็นเทพเจ้าของไอยคุปต์แต่ละองค์ไปเลย
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ผมเคยเมลไปชักชวน ดร.บัญชา (ไม่ได้บ่นนะครับ ความจริงอยากชวน MTEC แต่ไม่รู้จักใคร เอาอีเมลมาจากหนังสือ Know-how Know-why ครับ) ให้มาดูเรื่องกำลังลมเผื่อว่าเอาไปทำอะไรต่อได้ -- เป็น paper research จากคนที่ไม่ได้อยู่ในฟิลด์ครับ
แล้วยังมีเรื่องว่าวบรอดแบนด์ ใช้สำหรับการสื่อสารฉุกเฉินในกรณีเกิด multiple infrastructure failure (ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีระบบสื่อสาร) ครับ
สวัสดีครับ คุณ Conductor
ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ link ไว้นะครับ ค้นคว้ามาละเอียดดีครับ :-)
ต้องขออภัยที่ขอเรียนตามตรงว่า ผมจำไม่ได้จริงๆ ครับว่าได้ตอบไปอย่างไร หรือแม้แต่ได้รับ e-mail นั้นหรือเปล่า....
ยิ่งอ่านคำว่า "กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว" นี่ ก็เลยไพล่นึกไปว่าสงสัยจะ 6-7 ปี แต่มานึกดูว่า หนังสือ Know How & Know Why มีเพียงเล่มเดียวที่มี e-mail address ของผมอยู่ (เล่ม กฎพิสดารฯ 2) ซึ่งออกมาเมื่อมีนาคม 2549 ก็แสดงว่า e-mail ที่ส่งมาย่อมไม่เกิน 1 ปี พอดี แต่เมื่อผ่านมาไม่ถึงปี แล้วทำไมจำไม่ได้...สงสัยจะเป็น Alzheimer's ซะแหล่ว.... ;-P
แต่เรื่องนั้นผ่านไปแล้ว เริ่มใหม่ดีกว่า จริงๆ แล้วติดต่อทางข้อความแบบนี้ เสี่ยงต่อการเข้าใจผิดได้แยะเหมือนกัน ผมเสนอให้โทรศัพท์คุยกันดีกว่าครับ เพราะหากผมจะนำ idea นี้ไปคุยกับเพื่อนร่วมงานที่อาจจะสนใจ จะได้บอกเขาได้ว่า เรากำลังคุยกับใครได้อย่างชัดเจน...ดีไหมครับ :-)
เบอร์โทรของผม :
Tel : 02-564-6500 ต่อ 4406
Mobile : (081) 42-42-010
สวัสดีค่ะพี่ชิว
อ่านเรื่องพีระมิดแล้วรู้สึกอยากเล่นเกมฟาโรต์ขึ้นมาทันใด (ขออนุญาตนอกเรื่องนะคะ *_*)
ชอบความคิดที่ว่า แกนกลางของพีระมิดที่ดูประหนึ่งมีผิวนอกค่อนข้างเรียบนั้น แท้จริงแล้วเป็นพีระมิดแบบขั้นบันได บอกเป็นนัยว่า ว่าเชื่อในสิ่งที่เราเห็น แท้จริงอาจมีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลัง (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย อิอิ)
ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ค่ะ :D
..ณิช..
สวัสดีครับ ณิช
Comment ของณิช ทำให้พี่คิดถึงปรัชญาเซนที่บอกไว้ทำนองนี้...
"ก่อนศึกษาเซน เห็นภูเขาเป็นภูเขา แม่น้ำเป็นแม่น้ำ ต้นไม้เป็นต้นไม้"
"ระหว่างศึกษาเซน ภูเขาไม่เป็นภูเขา แม่น้ำไม่เป็นแม่น้ำ ต้นไม้ไม่เป็นต้นไม้"
"เมื่อเข้าถึงเซน ภูเขากลับเป็นภูเขา แม่น้ำเป็นแม่น้ำ ต้นไม้เป็นต้นไม้"
เกี่ยวกันไหมนี่? ;-P
เรื่องพีระมิดขั้นบันไดนี่ก็น่าสนใจนะครับ เพราะอารยธรรมโบราณในอเมริกาใต้ก็มี นี่แหละทำให้คนที่เชื่อในทฤษฎีอารยธรรมแอตแลนติส บอกว่า ทั้งอียิปต์โบราณ และอารยธรรมในอเมริกาใต้ ต่างก็รับเทคโนโลยีจากแอตแลนติสไปทั้งสิ้น
พี่ชิว
เพิ่งได้เข้ามาเยี่ยม...
นอกประเด็นนิด...เคยอ่านหนังสือบางกอกรายสัปดาห์ตอนเด็กๆ หัว ข้อตะวัน71 ตอบปัญหา หรืออย่างไรนี้แหละ...มีคนหนึ่งเขียนไปถามว่า..
ทำไมเมืองไทยจึงไม่มีสิ่งมหัศจรรย์ระดับโลก เช่น ปิรามิต กำแพงเมืองจีน สวนลอย...
ตะวัน71 ตอบออกไปเป็นมุมกลับว่า...สิ่งเหล่านั้น สร้างมาจากรอยเลือดและคราบน้ำตาของคน... สร้างขึ้นมาเพื่อสนองความทะยานอยากของผู้มีอำนาจเท่านั้น... ดังนั้น เมืองไทยควรจะพูมใจได้ที่ไม่ได้มีสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้.. เพราะผู้นำมีเมตตา ไม่ทำอะไรเพียงเพื่อสนองความทะยานอยากของตน ....อะไรทำนองนี้...
อาตมารู้สึกว่าคำตอบนี้ กินใจ..
เจริญพร
กราบนมัสการหลวงพี่พระมหาชัยวุธ
มุมมองของคุณตะวัน71 น่าสนใจและเป็นไปได้ครับ
อย่างไรก็ดี ผมขออนุญาตคิดซนๆ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า คำตอบของคุณตะวัน71 นี้ถูกต้องภายใต้เงื่อนไขใดบ้าง?
ผมขอเสนอว่าเงื่อนไขที่จะสรุปเช่นนั้นได้ต้องมีอย่างน้อย 3 ข้อดังนี้ครับ
สมมตินะครับว่า ในการสร้าง พีระมิดนั้น...
- อียิปต์มีเทคโนโลยีที่ช่วยผ่อนแรง (คือ 1 ไม่จริง) ก็แสดงว่า คนที่ทำงานอาจไม่ต้องเสียเลือดเนื้ออะไรมากนัก
- แรงงานที่ใช้เป็นแรงงานที่ว่าจ้างมา มิใช่การบังคับทาส (ดังเช่นที่เล่าไว้ในเรื่อง) แบบนี้นักเศรษฐศาสตร์อาจจะมองว่าดีด้วยซ้ำ เพราะทำให้เกิดการจ้างงาน คือ คนมีงานทำในช่วงที่ทำการเกษตรไม่ได้ (คล้ายๆ การจ้างแรงงานสร้างอาคารหลังใหญ่ๆ ในปัจจุบัน)
ทีนี้ลองคิดถึงกรณี กำแพงเมืองจีน ดูบ้าง...
- แม้ว่าจะมีคนเสียชีวิตไปจำนวนไม่น้อยระหว่างการสร้างกำแพง แต่จุดประสงค์หนึ่ง ก็เพื่อป้องกันการรุกรานจากชนเผ่าทางตอนเหนือ
- นั่นคือ จุดประสงค์ของการสร้างสิ่งมหัศจรรย์ของโลก (ในยุคกลาง) อย่างกำแพงเมืองจีน จึงมิใช่เพื่อการสนองตัณหาของผู้นำ (จิ๋นซีฮ่องเต้) ล้วนๆ
กลับมามองที่ไทยดูบ้าง....
- ในความคิดเห็นของกระผม สิ่งก่อสร้างบางอย่างอาจนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ระดับโลกได้เหมือนกัน เช่น พระปรางค์วัดอรุณ และวัดพระศรีรัตนศาสดารามและพระบรมมหาราชวัง
- แต่การที่ฝรั่งไม่นับสิ่งใดของไทยเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่มีทรราชในประวัติศาสตร์ไทย
โดยส่วนตัวแล้ว ผมจึงคิดว่า แม้คำตอบของคุณตะวัน71 จะฟังเข้าเค้า แต่ก็ได้สรุปเกินเลยไปสักหน่อย เพื่อเอาใจคนไทย (ฟังแล้วเข้าหู)
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดเห็นของผม ณ ปัจจุบันครับ
จึงกราบนมัสการมาด้วยความเคารพ
บัญชา
สวัสดีครับ น้อง Man In Flame
เรื่องชีวิตมนุษย์นี่ บางคนบอกว่ามองได้อย่างน้อย 2 แง่ครับ
- เดินได้ คิดได้ กินได้ ทำอะไรต่างๆ ได้มากมาย...น่ามหัศจรรย์จริงๆ
- แต่ถ้ามองว่า คนทั้งโลกมีกว่า 6,000 ล้านคน และหากนับรวมมาตั้งแต่อดีต ก็มีมากกว่านี้ ก็ดูเหมือนเป็น "เรื่องธรรมดา" ครับ เพราะไปที่ไหนก็เจอ
ถ้าประเทศอื่นมีสิ่งมหัศจรรย์กันหมด ประเทศที่ไม่มีก็เป็นที่น่ามหัศจรรย์