ต้องเปลี่ยนงานถึง 8 ครั้ง และในจำนวน 8 ครั้งที่ต้องเปลี่ยนงานนั้น มี 3 ครั้งหรือ 3 งานที่จำเป็นต้องทำ โดยไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องทำ

ความเป็นจริงของชีวิตคนในประเทศอเมริกา : ผู้เขียนไม่เคยไปเรียน ไม่เคยไปอยู่ ไม่เคยไปเที่ยวประเทศอเมริกาหรอกครับ แต่เคยทำงานกับโครงการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติมาหลายประเทศ คือ เยอรมัน แคนาดา สก๊อทแลนด์ เนเทอร์แลนด์  เดนมาร์ก ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น และอเมริกา เลยมีโอกาสเรียนรู้ระบบคิด ระบบการทำงานของเขาเอามาปรับใช้ของเราบ้าง ทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มีเพื่อนร่วมงานเป็นชาวออสเตรเลียที่มีภรรยาเป็นคนไทยครับ ชื่อ คุณ ปีเตอร์ ได้ให้ข้อมูลที่ดีกับผู้เขียนว่า  

มีงานวิจัยที่ประเทศอเมริกาเรื่องหนึ่ง ศึกษาถึงชีวิตการทำงานของคนอเมริกันดังต่อไปนี้ ค่าเฉลี่ยของการศึกษาพบว่า เมื่อคนอเมริกันคนหนึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วออกหางานทำ และทำงานจนเกษียณนั้นต้องเปลี่ยนงานถึง 8 ครั้ง และในจำนวน 8 ครั้งที่ต้องเปลี่ยนงานนั้น มี 3 ครั้งหรือ 3 งานที่จำเป็นต้องทำ โดยไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะต้องทำ 

 ผู้เขียนจำได้ว่าคุณปีเตอร์คุยกับผู้เขียนก่อนที่ประเทศไทยจะพบวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ในการพูดครั้งนั้นคุณปีเตอร์ เพิ่มเติมว่า เมื่องานวิจัยพบข้อเท็จจริงนั้น ระบบการศึกษาเขาจึงปรับเปลี่ยนไปเป็นการเตรียมคนเพื่อเผชิญปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย  เขาปรับเปลี่ยนอย่างไรครับ การปรับเปลี่ยนก็คือ

 ต้องเตรียมคนที่มีความรู้วิชาชีพมากกว่า 1 ด้าน  เพื่อเปิดโอกาสในการทำงานให้มีมากขึ้น มิเช่นนั้นคนตกงานจะมีโอกาสน้อยในการไปหางานอื่นทำ  ความจริงข้อนี้ปรากฏในระบบการศึกษามหาวิทยาลัย ปัจจุบันคนเรียนจบปริญญาโท 2 ใบขึ้นไปมามากขึ้น และปริญญา 2 ใบนั้นต่างสาขากันด้วย หรือแม้แต่ปริญญาเอกมีหลายคนที่เรียนจบมากกว่า 2 ด้านมากขึ้น  

ข้อเท็จจริงของเมืองไทย: และเพียง 2 ปีให้หลังที่เราคุยกันเรื่องนี้ ประเทศของเราก็พบวิกฤตเศรษฐกิจคนจำนวนหลายพันคนในระดับปริญญาตรีขึ้นไปตกงานครั้งใหญ่ที่สุด  และบางคนหางานทำไม่ได้จนถึงปัจจุบัน หลายคนปรับตัวครั้งใหญ่ที่ต้องไปเดินเร่ขายสินค้า จากเดิมเป็นเถ้าแก่องค์กรที่มีเงินทุนนับพันล้านมาก่อน  เพื่อนชาวออสเตรเลียกับผู้เขียนต่างแยกย้ายไปทำงานต่างองค์กรกันและมาพบกันอีกครั้งหนึ่งที่เชียงใหม่ จึงมาคุยกันต่อว่า  ต่อไปนี้สังคมไทยควรที่จะเตรียมคนรุ่นใหม่เพื่อรองรับสถานการณ์ระบบ Periphery theory และระบบ Globalization ใน 3 องค์ประกอบพื้นฐานขั้นต่ำดังนี้  

·       จะต้องมีความรู้วิชาชีพระดับ professional

·       จะต้องมีความรู้ ICT ระดับดีมาก

·       และจะต้องมีความรู้ภาษาต่างประเทศอย่างน้อยอีก 1 ภาษา โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ 

ทั้งสามข้อนี้เป็นขั้นพื้นฐานของคนที่จะใช้ชีวิตในสังคม Globalization  มิเช่นนั้นประเทศจะขาดกำลังคนที่มีคุณภาพสำหรับพัฒนาประเทศและเท่าทันสากล ข้อเท็จจริงนี้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป และผู้ที่ทำธุรกิจทางด้านการศึกษาก็เห็นช่องทางทันที เปิดโรงเรียนนานาชาติมากมาย แม้ต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ นครราชสีมา สระบุรี และขอนแก่น ภูเก็ต ฯ  แม้แต่มหาวิทยาลัยก็ยังเปิดเป็นแบบ International มากขึ้น

 ทิศทางของระบบการศึกษาหันหน้าออกสากลอย่างเดียว: ผู้เขียนเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว และการปรับเปลี่ยนของประเทศก็มิได้นิ่งเฉย ตรงข้ามกลับปรับตัวได้รวดเร็วมากด้วย แต่เป็นการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับระบบ Globalization เสียมากกว่า อาจเป็นเพราะมันสามารถทำธุรกิจทางด้านนี้ได้ จึงเกิด International High school หรือ International University มากขึ้น แต่ระบบการศึกษาที่หันกลับเข้าสู่ประชาชนระดับล่าง หรือชนบทก็มีเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี แต่มันเงียบเชียบเสียจนคนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่ามีระบบการศึกษานี้อยู่ เช่น วิทยาลัยชุมชน  มหาวิทยาลัยชีวิตของดร.เสรี พงษ์พิศ  ผู้เขียนยังไม่ได้ศึกษารายละเอียดแต่เดาว่าจะเป็นส่วนสำคัญสำหรับเตรียมตัวประชาชนในยุค Globalization ในระดับรากหญ้านี้ 

หากเป็นจริงก็น่าที่จะเป็นทิศทางการศึกษาที่หันหน้าเข้าสู่ความเป็นตัวตนเองของสังคมเรา   ผู้เขียนเป็นห่วงมากเพราะระบบการศึกษาที่หันหน้าออกจากสังคมสู่สากลนั้นมีพลังมากเหลือเกิน และใครต่อใครก็ทุ่มเทสู่ส่วนนั้น มาตรฐานใหม่ที่ผู้เขียนรายงานไปนั้นมันห่างไกลจากดงหลวงมากนัก แล้วพี่น้องเชื้อคำฮด และวงษ์กะโซ่ที่ดงหลวงนั้นจะไปยืนอยู่ที่ตรงไหนของประเทศนี้เล่า