ในการเพาะเห็ดนั้น ผู้เพาะต้องเข้าใจคำว่าเห็ด และต้องหาวัสดุเพาะที่เป็นอาหารอย่างเหมาะสม

ครั้นโรงเรือนเห็ดกำลังจะเสร็จ  จึงเกิดคำถามตามมามากมาย หลังจากที่ทีมนักศึกษาพัฒนบูรณาการศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมกับชุมชน และมหาชีวาลัยอีสาน ได้สร้างโรงเรือนเพาะเห็ดสำหรับการเรียนรู้เรื่องเห็ดครบวงจร แล้วก็พบว่ามีคำถามตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น

1. เราจะเพาะเห็ดอะไรกันดี

2. เพาะอย่างไรบ้าง

3. ใช้วัสดุอะไรในการเพาะ

4. เพาะแล้วจะจัดการกับผลผลิตอย่างไร

ฯลฯ

นี่เป็นเพียงคำถามเบื้องต้นที่เราขบคิดกันอยู่นาน ....จึงมีความเห็นสอดพ้องกันว่า แล้วเราจะเรียนรู้ และจัดการความรู้กันอย่างไร และแล้วจึงมีคำตอบที่ต้องรอการพิสูจน์ความจริงกันว่า เอาหละในประเด็นที่ 1 เราจะเพาะเห็ดอะไรนั้นเราต้องมามองในเรื่องของวัฒนธรรมการกินของคนในพื้นที่ก่อนครับว่าชาวบ้านเราชอบกินเห็ดอะไร ประเภทไหน ปริมาณเท่าไหร่ ตลอดทั้งมีสรรพคุณอย่างไร และแล้วก็ได้ข้อสรุปออกมาในเบื้องต้นว่า เอาหละคนแถวนี้ชอบกินเห็ด ขอนขาว เห็ดบด เห็ดหูหนู ตีนแรด แต่เห็ดที่ชอบมากอีกพวกหนึ่งแต่ไม่แน่ใจว่าจะเพาะได้หรือไม่คือ เห็ดปลวก (เห็ดโคน) เห็ดระโงก เห็ดผึ้ง และเห็ดเผาะ ก็เป็นอันว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นเราต้องเพาะเห็ดต่างๆ ตามที่กล่าวมา

เพาะอย่างไรบ้าง? นี่ก็นับว่าเป็นคำถามที่ปราบเซียนมาแล้วนักต่อนัก เพราะว่าการที่จะบอกว่าเพาะอย่างไรนั้นเป็นหัวใจ และรายละเอียดปลีกย่อยที่มีบริบทที่แตกต่างกันค่อนข้างมากในแต่ละพื้นที่ คงไม่มีสูตรสำเร็จเหมือนการเปิดปลากระป๋องนะครับ จึงทำให้เกิดวัฎจักรการเวียนว่ายตายเกิดในอาชีพนักเพาะเห็ดให้เห็นร่องรอยไม่น้อยทีเดียว และจากแนวทางที่เห็นวิธีการเพาะที่พอที่จะนำมาเป็นประเด็นการเรียนรู้ในเบื้องต้นสามารถดำเนินการได้คือ

1. รูปแบบการเพาะเห็ดฟาง

2. การเพาะเห็ดในถุงพลาสติก

3. การเพาะเห็ดในขอนไม้

4. การเพาะเห็ดเลียนแบบธรรมชาติ

ใช้วัสดุอะไรในการเพาะ ครั้นเมื่อถึงประเด็นนี้จึงคิดกันค่อนข้างมากเพราะในพื้นที่บุรีรัมย์มีวัสดุอะไรบ้างที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของเห็ด ทุกคนต่างขบคิด จึงมีความเห็นว่าฟางข้าวไง มีมากทีเดียวทั้งตอซัง และปลายฟาง อีกทั้งมีขี้เลื่อยไม้เบญพรรณอีกมากมายจากโรงเลื่อยที่มีอยู่ไป และมีค่อนข้างมาก

 

เอาหละซิ...เกิดปัญหาแล้วซิครับพอพูดถึงขี้เลื่อยที่ใช้ในการเพาะเห็ดในถุงพลาสติกเราเคยได้ยินแต่เขาเอาขี้เลื่อยไม้ยางพารามาใช้ในการเพาะ แต่บ้านเรามีแต่ต้นยางนาและยางพารา ไม่มีขี้ (เลื่อย) แต่มีขี้เลื่อยไม้ชนิดอื่นๆ (ไม้รวม) ซึ่งก็ไม่เคยเอามาใช้ในการเพาะอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จึงชักไม่แน่ใจว่าจะได้หรือไม่

ความท้าทายจึงเกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นครั้นยังไม่มีใครทำเราต้องเรียนรู้วิธีการใช้ และทำ ทีมงานจึงได้ตัดสินอย่างไม่รอช้าไปเอาขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณที่มีอยู่ค่อนข้างมาก และได้มาฟรีๆ อีกต่างหาก แต่เราต้องไปขนเอาเอง เพื่อเตรียมความพร้อมการในการเพาะเห็ดต่อไป และสำหรับเห็ดในท่อนไม้ และเห็ดป่าเราก็คุยกันในเบื้องต้นแล้วว่าเราจะเพาะทั้งหมดทุกอย่างเพื่อให้เกิดชุดความรู้ในระบบการผลิตเห็ด ที่จะสอดแทรกเข้าไปในระบบเกษตรกรรมแบบประณีต ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องตามบริบทของแต่ละคนต่อไป

ขอบคุณครับ

อุทัย อันพิมพ์

14 มีนาคม 2550

โปรดติดตามตอนต่อไป....