ช่วงนี้ผมมีภารกิจเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย     ไม่สามารถสนองคำเชิญหรือคำขอต่างๆ ได้ทั้งหมด     ผมจึงคิดจัดระเบียบตัวเอง    เพื่อให้ชีวิตวันละ ๒๔ ชั่วโมงมีประโยชน์ที่สุดต่อสังคม    และไม่ก่อความทุกข์ยากแก่ตนเองและคนรอบข้างมากเกินไป

         ผมหาทางจำแนกกิจกรรมที่มีผู้ขอเชิญเข้ามา     ว่าผมควรอนุโลมการดำเนินการตามที่เขาขอให้ผมทำ      หรือผมจะขอปรับการดำเนินการบ้าง      ส่วนหนึ่งผมขอปรับการดำเนินการ      โดยมีหลักการดังนี้

         ๑. เน้นหลีกเลี่ยงการบรรยาย    ให้ผู้ต้องการเรียนรู้เรื่องนั้นๆ (ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง KM) ซึมซับจากการตีความปรากฏการณ์หรือกิจกรรมด้วยตนเอง      และผ่านการแลกเปลี่ยนการตีความร่วมกันเป็นกลุ่ม    
         ๒. พยายามให้ผู้ต้องการเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ค้นคว้ามาเองส่วนหนึ่ง     เอาข้อมูลและความเข้าใจมา ลปรร. กันในกลุ่ม     ผมไปช่วยตั้งคำถาม  และชี้ให้เห็นจุดหรือประเด็นสำคัญ     โดยผมไม่เน้นทำตัวเป็น "ผู้รู้"     แต่ทำตัวเป็นผู้เรียนรู้ร่วมไปกับผู้ที่ต้องการมาเรียนรู้เรื่องนั้นๆ  
         
          ผมจะปฏิเสธการเชิญ หรือบางครั้งยกเลิกการรับเชิญ ในกรณีที่
             ๑. ผม"ได้กลิ่น" ความด้อยคุณภาพของการจัด     ไม่ว่าจะด้อยคุณภาพด้านใดก็ตาม
             ๒. ผมเห็นว่าการไปร่วมของผม คงจะเพิ่มคุณค่า (หรือมูลค่า) ที่แท้จริงได้ไม่มาก     ซึ่งอาจเกิดจากข้อจำกัดของผม หรือข้อจำกัดของผู้เข้าร่วม หรือข้อจำกัดของผู้จัด     ผมก็จะจัดเรื่องนั้นไว้ที่ลำดับความสำคัญต่ำ  
              ๓. เห็นว่าผู้มาขอความช่วยเหลือ หรือมาเชิญ มีการทำงานแบบไม่ช่วยตัวเอง     หวังแต่พึ่งคนอื่น    เอาแต่จะให้คนอื่นเป็นผู้ทำงานหรือออกแรง      โดยที่ตนเองรอเป็นฝ่าย "อ้าปาก" รอให้ป้อน

           คนที่มีเวลาเหลือเฟือ ก็คงไม่ต้องจัดระเบียบตัวเอง     คนที่กิจการรัดตัว ก็ต้องดิ้นรนปรับตัว      นี่คือส่วนหนึ่งของหลักการในการปรับตัวของผม

วิจารณ์ พานิช
๒๘ ก.พ. ๕๐