GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

คลังมั่นใจงบปี 50 เบิกจ่ายได้ตามเป้า มี.ค. พุ่ง 2 แสนล้าน

คลังมั่นใจงบปี 50

             อธิบดีกรมบัญชีกลาง เผยยอดเบิกจ่ายมีนาคม พุ่งถึง 2 แสนล้านบาท หลังค้างการเบิกจ่ายมานานหลายเดือน มั่นใจยอดเบิกจ่ายทั้งปีจะเป็นไปตามเป้าหมาย 93% หลังตั้งคณะกรรมการเร่งรัดการเบิกจ่าย       ที่มี ผู้ตรวจราชการทุกกระทรวงเข้าร่วม เร่งรัดทุกเดือน ขณะที่ปัญหาการเบิกจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์คลี่คลายเบิกจ่ายทันใจใน 1 วัน

 

            นายปิยพันธุ์ นิมมานเหมินท์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ขณะนี้หน่วยราชการได้แจ้งยอดที่จะ เบิกจ่ายเงินงบประมาณในเดือนมีนาคมนี้ จำนวนประมาณ 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่มี   ยอด เบิกจ่ายประมาณ 1.8 แสนล้านบาท โดยยอดเบิกจ่ายที่เพิ่มขึ้นนั้น เนื่องจาก พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2550   เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้ยอดเบิกจ่ายคงค้างเหลืออยู่จำนวนมาก   ทั้งนี้ ยอดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรวมล่าสุดอยู่ที่ 30% ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย 1.5 ล้านล้านบาท โดยการเบิกจ่ายงบประมาณลงทุนอยู่ที่ 15% ของวงเงินงบประมาณลงทุนทั้งหมด คาดว่า การเบิกจ่ายเงินงบประมาณจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 93% โดยยอดเบิกจ่ายที่ตั้งเป้าไว้ที่ 1.2-1.3 แสนล้านบาทต่อเดือน นั้นมีความเป็นได้สูงมาก เนื่องจาก กรมบัญชีกลางได้เร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น  "เราพยายามจัดการให้การเบิกจ่ายเป็นไปตามเป้าหมายมากที่สุด   โดยขณะนี้ เราได้เปลี่ยนคณะกรรมการติดตามการเร่งรัดการเบิกจ่าย จากเดิมที่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้เร่งรัดติดตาม แต่ตอนนี้ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามการเร่งรัดการเบิกจ่ายที่มาจากผู้ตรวจราชการทุกกระทรวง มีกรมบัญชีกลางเป็นเลขานุการ โดยจะมีการติดตามการเบิกจ่ายทุกเดือน ขณะที่ ปัญหาการเบิกจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็คลี่คลายลงไปมาก  ทั้งนี้ เมื่อเรื่องขอเบิกจ่ายเข้ามาที่กรมบัญชีกลางแล้ว กรมบัญชีกลางสามารถปลดล็อกให้เบิกจ่ายได้ภายใน 1 วัน"

 

            เขากล่าวด้วยว่า แม้การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินงบประมาณจะทำให้ยอดการเบิกจ่ายในแต่ละเดือนสูงขึ้น แต่ปัญหาสภาพคล่องของเงินที่จะเบิกจ่ายก็จะไม่มีปัญหา เพราะกรมบัญชีกลางได้วางระบบเตือนภัยสำหรับการใช้จ่ายเงิน โดยมีการติดตามยอดเงินคงคลังทุกวัน   ปัจจุบัน ยอดเงินคงคลังสุทธิอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาทต่อวัน ขณะที่การนำส่งรายได้ของหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะทยอยนำส่งเข้ามาในแต่ละเดือน โดยหลังจากเดือนมีนาคมนี้   ยอดการนำส่งรายได้จากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาก็จะเข้ามา ทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องของสภาพคล่อง

              ด้าน นายมนัส แจ่มเวหา รองอธิบดีกรมบัญชีกลางเปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้มอบหมายให้ ธนาคารกรุงไทยเป็นผู้จัดการกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อทำหน้าที่ในการปล่อยกู้เงินของกองทุนดังกล่าวแก่ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ที่นำไปใช้เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ระบบบำบัดน้ำเสีย อากาศเสีย ระบบกำจัดของเสีย ขจัดมลพิษ รวมถึงการป้องกันไม่ให้เกิดมลภาวะดังกล่าวด้วย โดยมีวงเงินกองทุน 2,000 ล้านบาท  "หน่วยงานต่าง ๆ สามารถขอสินเชื่อได้ที่สาขาของธนาคารกรุงไทยกว่า 700 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งตั้งเป้าหมาย การให้สินเชื่อไว้ในวงเงิน 2,000 ล้านบาท มีเงื่อนไขการให้สินเชื่อว่า หากเป็นส่วนราชการท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจ  กู้ได้ไม่จำกัดวงเงิน ผ่อนได้นานสูงสุด 10 ปี และ 7 ปี   กรณีภาคเอกชนกู้ได้ในวงเงิน 20% ของสินทรัพย์ถาวรไม่เกิน 400 ล้านบาท ผ่อนชำระไม่เกิน 7 ปี และยังจะได้รับการยกเว้นการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินต้น 5% ของเงินกู้      โดยทุกกรณีจะได้รับเงื่อนไขพิเศษ คือ ปลอดชำระเงินต้นใน 2 ปีแรก"

            เขากล่าวด้วยว่า การให้กู้เงินจากกองทุนนี้ จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะมีเม็ดเงินลงไปในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะส่วนท้องถิ่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการสร้างงานเพิ่มขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่จะมีสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

                                                       กรุงเทพธุรกิจ  เดลินิวส์ 3 มี.ค. 50

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): คลัง
หมายเลขบันทึก: 82163
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)