GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

อังกิด 1: I’ve done my time.

ผมทำครบตามเวลาแล้วครับ...?!?

สองอาทิตย์ที่แล้ว ป้าเจี๊ยบเป็นกรรมการประเมินผลฝึกงานนักศึกษาปีสุดท้ายของโปรแกรมวิชาเทคโนฯ ค่ะ  พอถึงกลุ่มซึ่งไปฝึกงานที่กรมอนามัย นักศึกษาก็เปิดซีดีสรุปผลงานโดยมีเสียงเพลงดังขึ้นว่า “I’m coming home, I’ve done my time..” แล้วก็ fade ลงไปเป็น background คลอเบาๆ ขณะที่มีเสียงบรรยาย  ป้าเจี๊ยบฟังแล้วก็รู้ว่าเพลงนั้นนักศึกษาตั้งใจจะส่งสารว่า ผมกลับมาบ้าน (มหาวิทยาลัย) แล้ว หลังจากฝึกงานครบเวลา (กำหนดไว้ 450 ชั่วโมง)

พอนักศึกษานำเสนอเสร็จ ป้าเจี๊ยบก็ถามว่า ไปฝึกงานครั้งนี้ ไม่ชอบหรือคะนักศึกษาทำหน้างงๆ บอกว่าชอบครับ ..” ป้าเจี๊ยบก็แหย่ต่อไปอีกอ้าว แล้วทำไมถึงรู้สึกเหมือนไปติดคุกมาล่ะคะทีนี้นักศึกษายิ่งทำหน้างงหนักขึ้นไปอีก  อาจารย์เอื้องกับอาจารย์บุญเที่ยงที่นั่งอยู่ข้างๆ ในฐานะกรรมการร่วมประเมินก็มองหน้าป้าเจี๊ยบด้วยความสงสัยเช่นกัน  ว่าจะมาไม้ไหนกับนักศึกษาเนี่ย..

รื่องนี้ก็เลยจำเป็นต้องขยายค่ะ
“I’ve done my time...” เป็นคำพูดที่ป้าเจี๊ยบพบว่ามีการใช้เฉพาะในความหมายที่คนพูดต้องการบอกว่าตนเองได้ชดใช้ความผิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปแล้ว   ดังนั้นเวลาที่ใครคนใดคนหนึ่งถูกตัดสินให้รับโทษจองจำ กักบริเวณ หรือต้องทำอะไรเพื่อชดใช้ความผิดที่ได้กระทำ  พอครบเวลาก็จะบอกว่า “I’ve done my time..” ซึ่งฟังแล้วดูดีกว่าพูดว่า “I’ve just got out from the prison” ตั้งแยะ จริงมั๊ยคะ  และถ้าใครดูหนังฝรั่งที่มีบทเกี่ยวกับคนที่เพิ่งพ้นโทษ หรือ ex-con จะพบว่ามีบทพูดประโยคนี้ให้ได้ยินบ่อยๆ

เพลงที่นักศึกษานำมาใช้มีชื่อว่า “Tie a Yellow Ribbon Round the Ole Oak Tree" ค่ะ  คำ ole ก็คือ old นั่นแหละค่ะ ส่วน round ก็มาจาก around ค่ะ เจ้าของลิขสิทธิ์เพลงคือ Irwin Levine และ L. Russell Brown  เป็นเพลงที่ดังมากในยุคที่ป้าเจี๊ยบกำลังเป็นสาว คือปี 1973 ติดอันดับเพลงฮิตที่สุดเพราะขายได้ถึง 3 ล้านแผ่นในเวลาแค่ 3 สัปดาห์ และมีคนทำสถิติว่าหลังจากนั้นต่อมา 17 ปี พบว่าสถานีวิทยุในสหรัฐเปิดเพลงนี้รวมแล้ว 3 ล้านครั้ง

เนื้อเพลงนี้เกี่ยวกับหนุ่มหนึ่งรำพันว่าไปติดคุกมา 3 ปี กำลังนั่งรถเมล์เพื่อเดินทางกลับบ้าน ก่อนจะออกจากคุกก็ส่งจดหมายไปบอกหวานใจว่าถ้ายังต้องการฉันอยู่  ก็ขอให้ผูกโบว์สีเหลืองหนึ่งเส้นไว้ที่ต้นโอ๊คริมทาง  ถ้าฉันไม่เห็นโบว์ก็แสดงว่าเธอไม่ต้องการฉันแล้ว  ฉันก็จะไม่ลงจากรถ  แต่พอไปถึงจุดนัดหมาย ไอ้หนุ่มก็แทบไม่เชื่อสายตาของตัวเอง เพราะต้นโอ๊คมีโบว์สีเหลืองผูกอยู่เป็นร้อยเส้นเลยค่ะ  เป็นอันว่าจบแบบ Happy ending!

นักศึกษาที่นำเพลงนี้มาใช้ ถามแล้วก็ไม่รู้หรอกค่ะว่าเพลงชื่ออะไร  บอกว่าทำนองสนุกถูกใจก็เลยเลือกมาใช้ในการนำเสนอ  ป้าเจี๊ยบจึงถือโอกาสฝากข้อคิดไว้ว่า ต่อไปจะใช้เพลงอะไรประกอบการนำเสนอ ต้องศึกษาบริบทความเป็นมาของเพลงด้วย  และทีหน้าทีหลังถ้าไม่ได้ไปติดคุกมาก็อย่าไปบอกใครว่า “I’ve done my time” อีกล่ะ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 81695
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 8
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (8)

  • เพิ่งทราบเลยครับ ขอบคุณครับ
  • แล้วต้องใช้ว่าอะไรถึงจะถูกครับ?

ขอบคุณมากค่ะป้าเจี๊ยบ   ขอสารภาพว่าเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบฟังเพลงฝรั่ง แต่บางทีไม่ค่อยรู้ความหมายที่แท้จริง ของเพลงเท่าไรนัก  แหะๆ   :)

ป้าเจี๊ยบครับ เพลงนี้สัมยก่อนผมก็ชอบฟังเหมือนกันครับ ของ Tony Orlando & Dawn  ที่ผมชอบมีหลายเพลง เช่น Knock Three Times, Candida, He Don't Love You  ระหว่างพิมพ์ชื่อ เสียงเพลงก็แทรกเข้ามาในความคิดเลยครับ เพราะจัง

เคยฟังเพลงนี้กับเพื่อนและเขาได้เล่าให้ฟังถึงความหมายของเพลง ได้อ่านข้อความของป้าเจี๊ยบเลยเป็นการตอกย้ำความเข้าใจ ขอบคุณมากเลยค่ะ

ชอบเพลงนี้ค่ะ เคยฟังเมื่อสมัยวัยรุ่นค่ะ ประทับใจที่แฟนเค้าผูกโบว์สีเหลืองเต็มต้นโอ๊ค เพราะคิดว่าหนุ่มคงคาดว่าจะมีเพียงหนึ่งโบว์ หรือไม่มีเลย แต่พอเห็นเต็มต้นเลย ทำให้เราประทับใจไปด้วย....เหมือนๆ จะมีภาพยนต์ไทย หรือภาพยนต์อะไรสักอย่างสร้างคล้ายเนื้อเรื่องอย่างนี้ด้วยค่ะ
  • เหมือนอ่านนิทานเลยครับ
  • ตอนจบ ป้าเจี๊ยบได้ให้ข้อคิดไว้ว่า

ต่อไปจะใช้เพลงอะไรประกอบการนำเสนอ ต้องศึกษาบริบทความเป็นมาของเพลงด้วย  และทีหน้าทีหลังถ้าไม่ได้ไปติดคุกมาก็อย่าไปบอกใครว่า “I’ve done my time” อีกล่ะ

ช้อบชอบ

เป็นเพลงที่ ลูกสาวจะเลือกให้แม่ เวลาไปเกะ   ความจริงร้องได้จบโดยไม่ดูเนื้อค่ะ

ขอบคุณค่ะ ทราบว่าใช้กับหลังพ้นโทษ แต่เพิ่งทราบว่าใช้กับกรณีอื่นไม่ได้

ไม่รู้จักเพลงนี้แต่ซึ้งจังเรื่องโบว์ค่ะ ทนไม่ไหวชอบมากบล็อกนี้ขอเซฟเข้าคลังแพลนเน็ตด้วยคนค่ะ ^ ^