ตั้งใจว่าจะว่างเว้นสัก 3 เดือนค่อยเขียนเรื่องใหม่ แต่พอกลับจากดูหนังเรื่อง “พระนเรศวร” ก็มีแรงบันดาลใจ มหาศาลอยากจะเขียนอะไรสักอย่างให้สมกับที่ตั้งใจ!! ดิฉันติดตามหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ภาคแรก จนถึงภาค 2 ที่กำลังฉายในขณะนี้ สองภาครวมกันแล้วเกือบ 6 ชั่วโมงได้ จะให้เขียนทั้งหมดคงต้องนั่งอ่านกัน 3 วัน 3 คืน ..... ขอหยิบเอาแค่ 5 นาทีประทับใจ ที่เห็นเหมาะเห็นควรแก่การหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง .. ให้รู้สึกตื้นตันประทับใจ เหมือนที่ดิฉันรู้สึก

ความว่า สมเด็จพระนเรศวร นำพาชาวสยามและชาวมอญหนีข้ามแม่น้ำสะโตง โดยจัดทัพให้ออกพระราชมนู ผู้ซึ่งเป็นทั้งพระสหายแต่วัยเยาว์และเป็นนักรบคู่ใจ อยู่ทัพหน้า คอยสกัดทัพพม่าไว้ไม่ให้ตามขบวนทัน ออกพระราชมนู รั้งพม่าไว้จนสุดจะต้าน ถูกตีจนแตกและตกอยู่ในวงล้อม พร้อมถูกยิง !!! พอสมเด็จพระนเรศวรทรงทราบท่านมิได้รอช้า แม้จะถูกเหล่าทหาร ห้ามมิให้ไปช่วย แต่ด้วยเลือดนักรบและท่านทรงเป็นยิ่งกว่าผู้นำ ยิ่งกว่าเพื่อน กลับมิได้นิ่งดูดายที่จะไปช่วย ออกพระราชมนู ผู้เป็นทั้งเพื่อนและผู้ช่วยกิจการงานสงคราม และในที่สุดท่านช่วยพระสหาย รอดปลอดภัยได้ แลยังเป็นคนที่อยู่รั้งท้ายข้ามแม่น้ำสะโตงเป็นคนสุดท้ายด้วย !!! (ต้องไปดูเอง)

ความรู้สักในตอนนั้น ดิฉันรู้สึกเหมือนมีแรงดันอะไรสักอย่าง ค่อย ๆ เคลื่อนขึ้นมา จนรู้สึกแน่นหน้าอก แทบหายใจไม่ออกมัน ค่อย ๆ ขยับขึ้นผ่าน คอ จมูก หูอื้อ หัวหนักอึ้ง แล้วน้ำตาก็ซึมออกมา .... อาการนี้เรียก ตื้นตันใจ กระมังค่ะ!!
- ดิฉันประทับใจในความกล้าหาญ เด็ดเดียว และความเป็นผู้นำ ของท่านเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
- ดิฉันประทับใจความเฉลียวฉลาด ความมีสติ และมองการณ์ไกล ของท่านเป็นที่สุด
- ดิฉันประทับใจในความเป็นผู้นำที่มิได้ทอดทิ้งประชาราช แม้ตอนข้ามแม่น้ำสะโตง ก็รอข้ามเป็นทัพสุดท้าย
- ดิฉันประทับใจในมิตรภาพระหว่างเพื่อน แม้ต้องเสี่ยงภัยยังทรง ฝ่าอันตราย ไปช่วยเพื่อนมิได้หนีเอาตัวรอด
ในยามที่คับขันเช่นนี้ ท่านจะหนีเอาตัวรอดเสียก็ยอมได้ มิมีใครว่ากระไร !!! แต่ด้วยท่านทรงเป็นบุรุษที่เหนือกว่าแม่ทัพทั้งปวง เป็นยิ่งกว่าผู้นำธรรมดาทั่วไป ท่านทรงรบเคียงบ่าเคียงไหล่เหล่าแม่ทัพและอาณาประชาราชของท่าน ในยามที่บ้านเมืองคับขัน ในยามที่ภัยจวนตัว ในยามที่ทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจ หรือแม้ในยามสุข ก็มิได้ทอดทิ้งไพร่ฟ้าประชาชน <p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"></p><p style="margin: 0cm 0cm 0pt" class="MsoNormal"> ดิฉันคิดว่าแต่ปางก่อน คงเคยเกิดเป็นทหารของท่านเป็นแน่แท้ ชาตินี้จึงเกิดมาแล้วได้มีโอกาสทำงานรับใช้ท่านภายใต้นาม“มหาวิทยาลัยนเรศวร” แม้จะเป็นแค่กำลังเล็ก ๆ ไม่ใช่แม่ทัพใหญ่โต ดิฉันก็จะพยายามทำงานและหน้าที่ของตนให้เต็มความสามารถ ให้สมกับที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย !!!</p><p></p>
อ่านแล้วซาบซึ้งครับ...
อยากให้คนไทยทุกคนรู้สึกอย่างนี้เหมือนกัน...
ผมก็รู้สึกเหมือนคุณครับ...
จึงอยากทำงานตอบแทนแผ่นดินบ้าง...
โอเคเป็นลูกพระพายก็ได้ครับ
ยังไม่ได้ดูเลย แต่ตั้งใจเต็มที่ ว่างเมื่อไหร่ไปดูให้ได้
ยังไม่ได้ดูเลยครับแต่รู้ว่าภาคแลกนะเกี่ยวข้องกับไก่
เลยภาคภูมิใจ เพราะเราเลี้ยงไก่ (เกี่ยวกันไหมเนี้ย)
ชอบในวีรกรรมท่านครับ
ยังไม่ได้ไปดูเลยครับ แต่ดูเบื้องหลังแล้ว กะว่าวันเสาร์นี้จะไปดู ได้ตั๋วฟรีมา 2 ใบ
เมื่อได้อ่านแล้วชอบมากครับพี่น้อย ผมคนหนึ่งครับที่ไปดูมาแล้วภาคแรกนะ แต่ภาคสองยังไม่ได้ไปแต่เห็นเพื่อนบอกว่ายิ่งใหญ่กว่าภาคแรกมาก จริงไหมครับพี่น้อย
ขอบคุณที่ช่วยนำเรื่องดี ๆ มาเล่าสู่กันฟัง รู้สึกภาคภูมิใจที่ทำงาน ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร
ดีใจกับความน่ารักของ "กระบี่สีชมพู" นำสิ่งดีๆ มาให้กลับไปคิด (กระตุ้นเตือน)
สำนึกในพระองค์ท่านเสมอ มาอยู่มข. นำรูป postcard ของท่านมาเป็นกำลังใจในการเรียน จะได้กลับไปรับใช้เมืองพิษณุโลก บ้านเกิด :-)
ยังไม่ได้ดู ทั้ง 2 ภาค เลยครับ
แต่แค่ 5 นาที ที่ได้มา อ่าน วรรณกรรมข้างฝา แล้ว
รู้สึกได้เลยว่า เย็นนี้ อยากไปนั่งตื้นตันใจ กับ ตำนานสมเด็จพระนเรศวร
พี่น้อย ทำงาน ที่ มหาวิทยาลัยนเรศวร คือ ทหาร
อุลตร้า ได้มีโอกาส มาเรียน ที่นี่
ดังนั้น อุลตร้าจะเป็น ลูกทหารเอก หรือ เป็น ชาวบ้านดีล่ะ
ผมชอบประโยคที่ว่า
"หากเราทิ้งขุนพลคู่กายที่ยอมตายแทนเราได้ เราจะมีหน้าเป็นเจ้าอยู่หัวได้อีกหรือ" .. ฟังแล้วสะอึก ครับ
"หากเราทิ้งขุนพลคู่กายที่ยอมตายแทนเราได้.... เราจะมีหน้าเป็นเจ้าอยู่หัวได้อีกหรือ"
สะอึก และ อึ้ง โดน!!! ใจ
ประทับใจหนังจากฉากและประโยค"หากเราทิ้งขุนพลคู่กายที่ยอมตายแทนเราได้.... เราจะมีหน้าเป็นเจ้าอยู่หัวได้อีกหรือ"
เช่นกันกับ..ใจที่กลมเกลียวของชาวมน...