....ท่ามกลางสับสนของชีวิตในโลกทุกวันนี้ ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการเมือง สำหรับบางคนก็ยังมีปัญหาส่วนตัวอีก จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ความรู้สึกเหล่านั้น จะโยงไปมีอิทธิพลต่ออารมณ์ของใครต่อใครในที่ทำงานด้วย...

 

แล้วยิ่งการทำงานในปัจจุบัน ไม่สามารถทำแบบเช้าชามเย็นชามดั่งเช่นแต่ก่อน  ทุกหน่วยงานและตัวคน ต้องมีการพัฒนาไปสู่คุณภาพ ต้องถีบตัวเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย   ให้บรรลุตามเกณฑ์   กระนั้น.การทำอะไรให้บรรลุตามเกณฑ์ ก็เป็นเพียงแค่บอกว่าคุณผ่านไม่ผ่าน ถ้าหากจะให้ดีกว่านั้น จะต้องไปเทียบเคียงกับคนอื่น นั่นคือ ต้องได้คะแนนที่สูงกว่าคนอื่น  หรืออย่างน้อย..ก็ไม่ใช่ต่ำเป็นที่โหล่

กระบวนการเหล่านี้ จึงหลีกหนีการแข่งขันไม่พ้น  ต่อให้ไม่ได้แข่งเพื่อเป็นที่หนึ่ง แต่แข่งเพื่อไม่ให้เป็นที่สุดท้าย.. มันก็ต้องถีบตัวเอง เพื่อให้ชนะอยู่ดี

การทำงาน..ด้วยความสุข ด้วยความรัก ที่มาจากหัวใจ มักจะทำให้เราทำสิ่งๆนั้นออกมาได้ดี แต่ในปัจจุบันนี้ แค่นั้นบางครั้งก็ไม่เพียงพอแล้ว เพราะต้องเหลียวมองคนรอบข้าง หรือหน่วยงานรอบข้าง ที่เขามีผลงานออกมามากกว่า มีคะแนนประเมินออกมาเยอะกว่า ..หรือไม่ก็.. การแข่งขันกับตัวเอง กับเป้าที่ต้องตั้งให้สูงขึ้นกว่าเดิม

 

 

 

บางครั้งฉันก็อดคิดไม่ได้ว่า

 " จะว่าไปพวกเราก็เหมือนม้าแข่งนะ   ตอนแรกเราซ้อมเราวิ่ง เราย่อมสามารถเพิ่มความเร็วในได้ช่วงแรก ช่วงที่ทำความเร็วเพิ่มขึ้นได้ เรามีกำลังใจ รู้สึกฮึดสู้ แต่ฝีเท้าม้าแต่ละตัวมันก็ย่อมมีจำกัด อย่างว่าแต่ม้าก็เป็นสิ่งมีชีวิตมีเลือดเนื้อ  หากมีแต่ให้เร่งฝีเท้า โดยไม่ยอมให้ชะลอความเร็วลงพัก  สักวันก็คงกระอักเลือดหมดแรงตายอยู่กลางสนาม..

การทำงานที่พยายามให้ถึงเป้านั้น ย่อมเป็นเรื่องสมควร แต่ก็ต้องยอมรับบ้างว่า เพราะคนทำนั้นก็มีชีวิตและเลือดเนื้อ ไม่ใช่เครื่องจักร  มันจึงอาจจะมีบางช่วงที่เกิดการชะลอ หรือถอยหลัง เพื่อตั้งหลักแล้วค่อยพุ่งไปข้างหน้าใหม่  เพียงแต่หลายครั้งที่พอเกิดการชะลอ คนควบม้าก็ยิ่งหวดแส้แรงเพื่อเร่งม้า  ถ้าม้าบางตัวพอมีแรงก็จะถีบตัววิ่งต่อ แต่สำหรับม้าที่มันล้าสุดๆ และมีฝีเท้าจำกัดล่ะ.. มิล้มลงขาดใจตายอยู่ตรงนั้นหรือ ? "

 

จึงมีหลายครั้งที่ฉันรู้สึกเหมือนม้าที่กำลังจะขาดใจ  มิใช่เราไม่พยายามจะทำงานให้ออกมาดีๆ เพียงแต่หลายต่อหลายครั้ง ที่เรารู้สึกว่าเราวิ่งไม่ทันแล้ว เราเหนื่อยมากๆ ขอหยุดพักแล้วค่อยวิ่งใหม่ได้ไหม

คำว่าหยุดพัก  ไม่ใช่การพักร้อน  หรือหยุดพักผ่อน 

เพราะการพัฒนาคุณภาพ ไม่มีคำว่าการหยุด หรือชะลอ  เพราะเพียงแค่การไม่เดินหน้า มันคือการอยู่กับที่  ไม่ใช่ความหมายของคำว่า "พัฒนา" ที่หมายถึงการทำให้ไปข้างหน้า

 

 

และเพราะสาเหตุหลายอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเอง  .. จึงนำมาซึ่งความรู้สึกเหนื่อยหน่าย อ่อนล้า  ท้อแท้  ทำให้ในหน่วยงานจึงเกิดคนทำงานที่ยังฮึดวิ่งไปข้างหน้า ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีคนที่เหนื่อยและขอชะลอ  กับคนที่บอกว่าไม่ไหวแล้ว ขอนอนแล้ว และเมื่อทีมไม่ไปด้วยกัน สิ่งที่เกิดตามมา คือความไม่ร่วมมือร่วมใจ

แล้วเมื่อขาดความร่วมมือร่วมใจ  งานที่ต้องทำด้วย team work จึงมีเพียงแต่คนกลุ่มเล็กๆที่ยังมีแรงฮึด ฉุดไปเพียงลำพัง

แต่แรงฮึดของคน.. จะมีได้นานสักแค่ไหน สุดท้ายคนเหล่านั้นก็ต้องหมดแรง แล้วพังพาบไปเหมือนคนอื่นๆเช่นกัน

 เมื่อเหนื่อย เมื่อล้า เมื่อท้อแท้ เมื่อไม่มีคนลุกขึ้นสู้  .. เมื่อกำลังกายเหือดแห้ง กำลังใจก็พลอยแห้งขอดตาม

วิกฤติจึงปรากฏให้เห็นลางๆ... แล้วจะมีทางใดเล่า ? ที่จะมาแก้ไขเหตุการณ์เหล่านี้ได้ 

 

 

 

มีหลายครั้งที่เห็นว่า ..ผู้บริหารใช้วิธีการเพิ่มรางวัล  อาจจะเป็นการเพิ่มเงินค่าตอบแทน  มีการตั้งรางวัลเพื่อกระตุ้นแรงใจ

แต่สิ่งที่ฉันพบ..และฉันเห็นจากคนที่ทำงานอยู่รอบข้าง (บางครั้งก็อาจจะมีฉันเองที่พ่วงติดไปด้วย)  ถ้าเมื่อใดที่จิตใจอ่อนล้าและท้อแท้แล้ว   รางวัลล่อใจก็ไร้ความหมาย  ส่วนการลงโทษก็เหมือนแส้ที่ลงหวดให้ม้าวิ่ง  หากม้าตัวนั้นมันเหนื่อยล้าจริงๆ ยิ่งหวดแส้ก็เหมือนยิ่งเร่งความตายให้มัน

สำหรับเงินค่าตอบแทน ที่ระดมให้เพื่อเป็นกำลังใจ  จริงอยู่ที่หลายคนชอบ แต่ว่ามันเหมือนยาที่ให้ไม่ถูกโรค รักษาไม่ตรงอาการ  เหมือนกับคนป่วยที่ปวดท้อง จากมีก้อนหรือมีการอักเสบในช่องท้อง  การให้ยาแก้ปวดมอร์ฟีน แค่ช่วยระงับปวด บรรเทาที่ปลายเหตุเท่านั้น  ตราบใดที่สาเหตุของโรคไม่ได้รับการแก้ไข  คนป่วยก็จะปวดอยู่อย่างนั้น แล้วอาจจะปวดขึ้นเรื่อยๆ  ต้องการมอร์ฟีนฉีดถี่ขึ้นจนรู้สึกไม่พอ สุดท้ายก็ติดมอร์ฟีนไปในที่สุด

 

 

ฉันคงไม่สามารถไปวินิจฉัยคนอื่น และรักษาคนอื่นได้  แต่ตอนนี้ฉันกำลังวินิจฉัยตัวเอง และอยากจะรักษาตัวเอง  ว่าที่แท้อาการปวดของฉันในเวลานี้ มันมีสาเหตุจากอะไรกันแน่  ฉันไม่ต้องการมอร์ฟีนอีกแล้ว เพราะฉันรู้ว่าหมอคงมีลิมิตในการให้ หากเมื่อใดที่ฉันเกิดอยากได้ยามากกว่าลิมิตที่หมอกำหนดไว้  ฉันคงต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บปวดไม่สิ้นสุดอย่างแน่นอน

 

 "จิตใจที่ท้อแท้..มีทางใดช่วยฟื้นฟู"

คนที่ไม่เคยท้อแท้ ย่อมไม่เข้าใจว่าอะไรคือความท้อแท้  เปรียบเหมือนกับคนที่ไม่เคยปวด ย่อมไม่เข้าใจว่า ความปวดเป็นอย่างไร    ..การนำเอาสิ่งที่เคยอ่าน นำเอาทฤษฎีหรือหลักธรรมะ มาตอบ อาจสามารถช่วยชี้ทางแก้ไขได้  แต่ย่อมไม่เทียบเท่ากับสิ่งที่มาจากประสบการณ์จริง ที่จะชวนให้ยิ่งน่าเชื่อถือมากกว่า

เหมือนกับการที่คนป่วยซึ่งเคยป่วยจริงๆแล้วได้รับการรักษาหายแล้ว มาคุยเล่าการปฏิบัติตัวของตนเองว่าหายจากโรคนั้นได้อย่างไร นั่นจะทำให้คนที่กำลังป่วยด้วยโรคนั้น รู้สึกเชื่อถือและอยากปฏิบัติตามมากกว่า 

จึงอยากขอเชิญร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผู้ที่เคยมีประสบการณ์จริงๆมาก่อน ว่าท่านทำอย่างไรกันบ้างหนอ ?

 

ขอบคุณค่ะ..

^___^