ในระยะนี้ครอบครัวของครูอ้อยจะมีงาน 2 งานที่จะต้องแจกซองบอกบุญไปยังญาติมิตร 
ซึ่งการกระทำอย่างนี้  สืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนานแล้ว  
งานแรกนั้นเป็นงานผ้าป่าสามัคคี  ที่จังหวัดนครราชสีมา บ้านเกิดของพ่อบ้านของครูอ้อย  ครูอ้อยเป็นภรรยาก็ต้องช่วยเหลือหาทุนเพื่อสร้างวัดบ้านเกิดของเธอ  เท่าที่ทำได้ 
เพื่อนที่อยู่ต่างจังหวัดไม่สะดวก  จึงไม่ได้บอกบุญ...ก็คงบอกแต่เพื่อนฝูงในโรงเรียน  เพื่อนฝูงที่เรียนด้วยกันที่มหาวิทยาลัยเท่านั้น  
ตามแต่ศรัทธาและกำลังที่มีอยู่ของแต่ละคน  สำหรับครูอ้อยไม่ค่อยกล้าที่จะบอกบุญใคร  นอกจากคนที่เคยบอกบุญครูอ้อยเท่านั้น  
แต่ปีนี้  ลองดูสิว่า   ถ้าใส่ชื่อครูทั้งหมดเป็นกรรมการ  ซึ่งบางคนครูอ้อยก็ขออนุญาตก่อน  แต่บางคนครูอ้อยก็ละเมิดเอาชื่อของเธอไปลง  
ลองดูค่ะ 
มีจำนวนไม่มาก..และก็จริงดังที่คาดไว้..  ภาษีสังคม...อยู่ที่ใจจริงๆค่ะ 
ครูอ้อยใจไม่เข้มพอ  หากไม่ได้รักและไม่อยากมักจี่ด้วย  จะไม่ไปขอซองคืนเลย 
เรื่องเล่านี้เป็นเรื่อง...ความศรัทธา  เชื่อว่า  ทำบุญกุศล  เหมือนฝากธนาคารไว้กินในภายภาคหน้า  
ลองมาดูอีกมุมหนึ่งค่ะ 
ในชั่วโมงสอนภาษาอังกฤษชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ห้องหนึ่ง 
ครูอ้อยลองดูอีกค่ะ    " นักเรียนคะ นักเรียนก็จะเลื่อนชั้นขึ้นไปเรียน ป.5แล้วนะคะ หนังสือเรียนเล่มนี้ ถ้า...นักเรียนไม่มีน้อง  ไม่ได้ยกให้ใคร  คุณครูจะขอบริจาคได้ไหมคะ
นักเรียนคนหนึ่งมองหน้าครูอ้อย  และพูดว่า  " หนังสือของหนูขาดแล้วค่ะ จะมีใครเอาหรือเปล่าคะ
ครูอ้อยรีบบอกว่า  " เรานำมาซ่อมแซมก่อนค่ะ
นักเรียนหลายคนตอบว่าได้  ครูอ้อยเลยบอกต่อว่า  " ถ้าใครจะบริจาค  ให้นำหนังสือที่จะบริจาคนั้นมาใส่ลงในกล่องนี้นะคะ "  
ลองดูอีกค่ะ  ว่า  เด็กสมัยนี้  จะรู้จักการบริจาคหรือไม่