แท็ก 1 : ผมไม่ชอบนอนคนเดียวครับ
  
     นี่ก็สิบสามปีมาแล้ว ที่ผมเริ่มต้นชีวิตของการนอนกันสองคน นึกแล้วยังอดขำตัวเองไม่ได้ ในช่วงที่แต่งงานใหม่ๆ ความไม่คุ้นเคยกับการมีอีกคนมาอยู่ใกล้ๆเวลานอน เลยทำให้รู้สึกว่ามือไม้ มันเก้งก้างไปหมด นอนไปนอนมา รู้สึกเหมือนกับมือข้างหนึ่งเป็นส่วนเกินเสมอ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปเก็บไว้ตรงไหนดี ใหม่ๆ ก็ชอบนอนกอดกัน กอดกันไป กอดกันมา แล้วก็นอนไม่หลับ จัดท่ากันยังไงก็ยังรู้สึกไม่ถนัด ก่อนที่สุดท้ายจะพบคำตอบให้ชีวิต ว่าท่านอนที่สบายที่สุดคือการนอนหันหลังให้แก่กัน ไม่รู้เป็นไงเหมือนกัน นอนหันหลังให้กันแล้วนอนหลับสบายถึงเช้าเลย
     แม้จะนอนหันหลังให้กัน แต่ก็มีความรู้สึกของการมีเพื่อนนอนอยู่ด้วยกันเป็นสิบปี ทำให้ผมอาจจะติดบรรยากาศอย่างนี้จนรู้สึกเหมือนกับตัวเองนอนคนเดียวไม่ได้ ผมจะนอนไม่หลับทุกครั้งที่ต้องนอนคนเดียว ไม่ชิน รู้สึกแปลกๆ บอกไม่ถูก จะบอกว่าแปลกที่ก็ไม่เชิง แต่สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการนอนไม่หลับทุกครั้งที่ต้องนอนคนเดียว
     ดังนั้นเวลาที่ต้องไปไหนคนเดียว ผมมักจะปฏิเสธเสมอ ยิ่งต้องค้างคืนด้วยแล้ว หากไม่จำเป็นผมก็จะไม่พยายามไปเลย ไม่อย่างนั้นหลายคนก็จะเห็นผมตาดำเป็นหมีแพนด้า ไปทำงานด้วยความสะโหลสะเหล สะง๊อกสะแง็ก ขาดสมาธิทั้งวัน นั่นเพราะนอนไม่หลับทั้งคืน นี่ขนาดผมไปอยู่ญี่ปุ่นคนเดียวมาสองครั้งรวม 6 เดือนใน 1 ปีแล้ว ผมก็ยังไม่ชินกับการนอนคนเดียวครับ คิดถึงการที่จะได้นอนสองคนเสมอครับ

แท็ก 2 : ผมไม่กลัวผีครับ แต่ฟังเล่าเรื่องผีทีไร ขนลุกทุกที
  
     ผมไม่ใช่คนกลัวผีครับ ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะที่ทำงานของผมอยู่เหนือห้องดับจิต หรือห้องเก็บศพของโรงพยาบาลขึ้นมาเพียงสองชั้น เดินเข้าเดินออกก็ต้องผ่านห้องดับจิตทุกวัน แล้วผมก็มาทำงานกลางค่ำกลางคืนบ่อยๆ ยิ่งช่วงที่ผ่านมา อาทิตย์ละ 3-4 วันที่ต้องกลับบ้านดึกๆ โดยเดินผ่านห้องดับจิต ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ไม่คิดอะไรทุกอย่างเป็นปกติ ไม่แตกต่างจากการเดินในโรงพยาบาล
     แต่เป็นเรื่องแปลกที่ทุกครั้งที่ได้ฟังเรื่องผี ไม่ว่าผีชนิดไหน ได้ฟังปุ๊บขนลุกปั๊บ การทำขนลุกนี่ ไม่ใช่อยู่ๆก็ทำได้นะครับ จะเรียกว่าเป็นความสามารถพิเศษเฉพาะตัว ฟังดูก็เกินไป เพราะผมเองก็บังคับให้ขนลุกไม่ได้ แต่ไม่รู้เป็นไง เวลาฟังเรื่องเล่าพวกนี้ทีไร ขนแขนสะแตนอั๊บทุกครั้งไป ใครอยากเห็นผมขนลุกล่ะก็ ลองเล่าเรื่องผีให้ฟังซิครับ ได้เห็นแน่ๆ

แท็ก 3 : ตั้งแต่เช้ายันเย็น ผมสถิตอยู่บนที่นอนได้ครับ

        คงเป็นมาตั้งแต่เด็กแล้วกระมัง ที่เมื่อมีเวลาว่างแบบไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องทำอะไร ผมก็มักจะสถิตอยู่บนที่นอน ตั้งแต่เช้า แบบตื่นนอนแล้ว ไม่ต้องแปรงฟัน ไม่ต้องอาบน้ำ นอนเกลือกกลิ้งไปมาบนที่นอน ดูทีวี ดูหนัง ปล่อยตัวเองให้ใช้พลังงานให้น้อยที่สุด ในสภาพอย่างนี้ ปกติก็จะไม่กินข้าว อยู่อย่างนั้นจนมีเสียงบ่น เสียงว่าตามมา ตอนเด็กๆ แม่จะคอยส่งข้าว ส่งน้ำให้ ไม่บ่น ไม่ว่าสักคำ ส่วนพ่อก็จะบ่นให้ได้ยินเสมอๆ ว่ามันไม่ทำอะไรเลย แล้วก็มักจะมีอารมณ์ตอนเวลากินข้าว บางครั้งตอนเหลืออด ก็จะตะโกนขึ้นมาให้ได้ยินว่า “ไอ้เทวดา…. ลงมากินข้าวได้แล้ว” ทุกครั้งที่ได้ยินประโยคนี้ ไม่ว่าหนังจะน่าดูขนาดไหน ก็ต้องรีบปิดทีวี หรือวีดีโอ แล้วลงไปกินข้าวด้วยกัน โดยไม่ต้องแปรงฟัน เสร็จแล้วก็รีบกลับขึ้นมาดูหนังต่อ  ผมเป็นอย่างนี้บ่อยๆเมื่อมีโอกาส จนทุกวันนี้ บางครั้งก็ยังเป็นอยู่ครับ เพียงแต่นานๆครั้ง กลัวเป็นแบบอย่างที่ดีของเด็กๆในบ้านอีกสองคน

แท็ก 4 : ผมเป็นสัตว์ประเภทที่กินโปรตีนเป็นภักษาหารครับ
        หลายคนเรียกผมว่าผมเป็น carnivore หรือสัตว์ประเภทที่กินเนื้อเป็นอาหาร ซึ่งแตกต่างจาก herbivore หรือสัตว์ที่กินผักเป็นอาหาร ทั้งนี้อาจเนื่องจากผมไม่ชอบกินผัก  ไม่ว่าจะผักชนิดไหนก็ตาม ไม่อยู่ในรสนิยมของการกินเลยสักชนิด ผมไม่ชอบกินผักมาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ก็ไม่เคยบังคับให้กิน ดังนั้นอาหารประจำวันของผมที่ผมพาไปโรงเรียนทุกเช้าในช่วงเด็กๆ คือ ไข่ดาว กับหมูทอด กับข้าวเปล่าแล้วก็ซีอิ๊ว  กินอย่างนี้เป็นปีได้โดยไม่เบื่อเลย ทุกเช้าแม่จะทำอาหารให้กิน และอาหารที่ทำก็มักจะไม่มีผัก อาหารที่มีผักเป็นส่วนประกอบทุกชนิด จะมีเพียงพ่อกับแม่เท่านั้นที่กิน เด็กๆในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นพี่หรือน้องของผมทุกคน ไม่มีใครกินผักซักกะคน ผมเริ่มมาหัดกินผักก็ตอนที่มาจีบคุณสมจินนี่แหละ ความที่คุณสมจินชอบกินผักเป็นชีวิตจิตใจ มาเจอกับคนที่กินผักแล้วท้องเสียอย่างผม แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ สุดท้ายผมก็เลยต้องค่อยๆหัดกินผักเป็นเพื่อนเธอ ใหม่ๆหัดบริการ ตักผักให้กับเธอก่อน แล้วค่อยตักเนื้อให้ตัวเอง ตักผักให้เธอเยอะๆ ผมจะได้ไม่ต้องกินผักไง จนถึงตอนนี้พอจะกินผักได้หลายอย่างบ้างแล้ว แต่ถ้าให้ผมเลือก ผมก็ยังเลือกกินโปรตีนเป็นภักษาหารอยู่ดีครับ เสียดายที่เจ้าน้ำฝนกับน้ำฟ้า ไม่ติดนิสัยกินผักของแม่มาเลย ได้นิสัยกินโปรตีนของผมไปเต็ม….เฮ้อ…เรื่องมันน่ากลุ้มนะ …..ว่ามั้ย

แท็ก 5 : ผมหยิ่งครับ  ผมไม่ชอบคลุกเข่างอนง้อขอความช่วยเหลือจากใคร
  
        ความสามารถหลายๆด้านของผม อย่างเช่นคอมพิวเตอร์ การเขียน Lettering การตกแต่งภาพ ฯลฯ ไม่ใช่สิ่งที่ผมได้มาจากความชอบครับ แต่เกิดจากความพยายามที่ไม่อยากไปขอพึ่งพาชาวบ้าน ผมเขียนโปรแกรมด้านฐานข้อมูลได้ก็เนื่องจากความที่ไปขอพึ่งพาโปรแกรมเมอร์คนหนึ่งให้เขาช่วยเขียนโปรแกรมฐานข้อมูลให้เพื่อใช้งานในหน่วยงาน แต่ได้รับการเมินเฉย ความที่จำเป็นต้องใช้ แล้วพึ่งพาชาวบ้านไม่ได้ ก็ไม่เห็นต้องง้อเลย ทำเองก็ได้ ผมซื้อหนังสือด้านการเขียนโปรแกรมฐานข้อมูล Access เวอร์ชั่น 2 มานอนอ่านเล่น บอกได้เลยครับว่าอ่านไม่รู้เรื่อง ทั้งในเรื่องของการออกแบบฐานข้อมูล และการใช้โปรแกรม  ความหยิ่งของผมทำให้ผมไม่เคยคิดงอนง้อใคร ไม่รู้เรื่องตรงไหน ก็หาหนังสือมาอ่านเพิ่ม ซ้ำไปเรื่อยๆ ด้านการออกแบบฐานข้อมูล อ่านเล่มแรกไม่รู้เรื่อง ก็หาเล่มที่สองมาอ่าน เล่มที่สองอ่านแล้วยังงง ก็ไปหาเล่มที่สามมาอ่าน อ่านไปเรื่อยๆจนกว่าจะรู้เรื่อง ส่วนการใช้โปรแกรมก็เช่นเดียวกัน หนังสือในยุคนั้นไม่ค่อยมีเรื่องการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา access basic ผมก็เลยต้องรื้อตัวอย่าง solution ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ให้มากับโปรแกรมอยู่แล้ว มารื้อดูวิธีการเขียน code ดูไปทีละคำสั่ง ดูไปทีละบรรทัด จนเริ่มพอจะเข้าใจว่าที่เขาเขียนกันนั้นหมายความว่าอย่างไร จากนั้น ก็ลองเขียนฟอร์มให้เหมือนกับในตัวอย่าง แล้วเขียน code เลียนแบบตัวอย่างนั้น ให้สามารถใช้งานในฟอร์มที่ทำเองได้ ค่อยๆทำไปทีละฟอร์มจนหมด ก็เลยพอจะเข้าใจวิธีการเขียน code ของโปรแกรม Access ได้ จากนั้น ก็ลองไปรับอาสาเขียนโปรแกรมการจัดการครุภัณฑ์ให้กับหน่วยจ่ายกลาง ภาควิชาพยาธิวิทยา แม้จะยังใหม่มากสำหรับผม แต่ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรงครับ ตัวโปรแกรมแม้จะมี bug อยู่บ้างแต่ก็สามารถใช้งานได้ดีครับ หมดงานแรก ก็หางานที่สองมาเขียนอยู่เรื่อยๆ จนสุดท้ายก็เลยเขียน Access basic ได้ ต่อมาก็เลยเรียนรู้เรื่องการเขียน Visual basic ก็เพื่อให้สามารถเขียนโปรแกรมบน Access ได้ดีขึ้น จนถึงตอนนี้ ถ้าผมไม่หยิ่ง ผมก็คงไม่มีวันเขียนโปรแกรม Access ได้ครับ การใช้ Lettering ก็เช่นเดียวกันครับ Lettering เป็นอุปกรณ์การเขียนแบบ ผมเคยเห็นเพื่อนที่เรียนสถาปัตย์ใช้อยู่ ขอให้เขาช่วยสอน เขาก็ไม่สอน จนผมได้มาเห็นอุปกรณ์ชิ้นนี้ที่ภาควิชาพยาธิวิทยา ก็เลยขอยืมมาลองใช้ จนใช้เป็น และได้มีโอกาสทำโปสเตอร์นำเสนอในงานต่างๆโดยการใช้ Lettering นี้เอง เพราะในขณะนั้นคอมพิวเตอร์ยังไม่เป็นที่นิยม และยังใช้กันแต่ Dos เท่านั้น ความหยิ่งของผม ทำให้ผมขวนขวายที่จะเรียนรู้ เพราะไม่ต้องการคลุกเข่าอ้อนวอนใคร ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือเปล่า แต่ผมก็ได้ความรู้หลายอย่างจากความที่ไม่อยากอ้อนวอนใครให้ช่วยเหลือ สำหรับสิ่งที่ผมรู้แล้วนั้น ผมไม่ชอบเก็บไว้คนเดียวครับ มีอะไรที่ผมช่วยเหลือได้ ผมก็มักจะช่วยเหลือเสมอ
     ผ่านไปแล้วครับสำหรับการแท็ก ต่อไปผมก็ขอส่งไม้ต่อให้เพื่อนๆ ที่อยากรู้จักอีกหลายคนครับ เช่น อาจารย์หมอสมบูรณ์  คุณกฤษณา  ครูอ้อย คุณ sompornp แล้วก็ น้องนิครับ หลายท่านอาจจะเขียนกันไปแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะแท็กต่ออีกครับ ลองวิ่งกันอีกสักรอบ จะเป็นไรไป