บันทึกนี้ต่อจากบันทึกที่แล้ว ลิ้งค์ ซึ่งบันทึกนี้เป็นการสะท้อนความเห็นของที่ประชุมเครือข่ายการพัฒนาภาคประชาชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีต่อบทบาท กศน.ในการเป็นเครื่องมือให้กับการพัฒนาภาคประชาชน ในเรื่องการถอดบทเรียน สกัดความรู้ บันทึกความรู้ เผยแพร่ความรู้ ครับ

ที่ประชุมอภิปรายกันถึงการลำเลียงความรู้ การไหลความรู้ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจากหน้างานของคน กลุ่มคน องค์กร หรือเครือข่ายการพัฒนาต่างๆ ว่า กศน.น่าจะคือเพื่อนเรียนรู้ช่วยเหลือเขาได้ในเรื่องนี้ คาดหวังให้ กศน.ได้ทำบทบาทนี้  เพราะความรู้ชาวบ้านมีแล้วเกิดขึ้นกับชาวบ้านแล้ว แต่เกิดขึ้นแล้วก็จริงแต่ถ้าไม่ได้บันทึกไว้ก็หาร่องรอยและจับต้องอะไรไม่ได้เหมือนกัน อาจจะมีแต่เรื่องเล่าของใครบางคน ในที่สุดก็จะเลือนหายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย  แต่ในเรื่องดังกล่าวนี้ก็ปรากฏว่าชาวบ้านก็ประสบปัญหาในการลำเลียงหรือไหลความรู้ อาจจะเนื่องจากทักษะการเขียนหรืออะไรก็แล้วแต่ จึงเหล่หาตัวช่วยมาที่ กศน. ผู้ใหญ่โกเมศว์ ทองบุญชู ประธานเครือข่ายแผนชุมชนพึ่งตนเองภาคใต้  ได้ให้เหตุผลและคาดหวังเรื่องนี้มาก สามารถสกดที่ประชุมให้เห็นคล้อยได้หมด ทุกคนปรบมือชอบใจกับคำอภิปรายของผู้ใหญ่โกเมศว์ ทองบุญชู

ผมเป็นบุคลากรในซีกของทางราชการ กศน.เพียงคนเดียวในที่ประชุม  รู้สึกเหมือนถูกต้อนเข้ามุมอับ ซึ่งส่วนตัวผมแล้ว ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งและก็พยายามช่วยชาวบ้านในเรื่องนี้อยู่ไม่ว่าจะในโครงการพัฒนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้อาชีพชาวบ้าน ที่ กศน.อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชทำอยู่ โครงการทดลองนำร่องจัดการความรู้เรื่ององค์กรการเงินชุมชนในพื้นที่ 3 ตำบลของอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น ทำได้ไม่ได้ ทำผิดทำถูก ก็ไม่อาจทราบได้ ได้สกัดความรู้ ถอดบทเรียน บันทึกความรู้ เผยแพร่ความรู้ อยู่แล้ว กำลังเรียนรู้เรื่องนี้อยู่เหมือนกัน  และยินดีไปเรียนรู้อย่างเพื่อนเรียนรู้ในเรื่องนี้ เพราะภาคประชาชนเขานั้นเก่งๆเรื่องนี้กันทั้งนั้น คงจะเข้าไปคลุกคลีเรียนรู้ร่วมกันอย่างแน่นอน แต่ ชาว กศน.ท่านอื่นๆเขาจะคิดเห็นเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบเหมือนกัน เวทีเสมือนอย่างนี้ก็น่าจะสะท้อนมุมมองกันได้

ผมคิดว่าความรู้ทื่สกัด ถอดออกมาได้นี้ ไม่ว่าจะได้จัดเก็บไว้ในรูปของบันทึกเอกสาร หรือวีดิโอคลิป คงจะมีประโยชน์ต่อชุมชนเอง และในระดับเครือข่ายที่กว้างขึ้น เมื่อได้จัดเก็บเป็นระบบก็เข้าถึงได้ง่าย งานหน้างานของชาวบ้าน และรวมทั้งของ  กศน.ที่กล่าวไปในบันทึกที่แล้วด้วย ก็จะได้มีร่องรายหลักฐานบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ

ยิ่งดีขึ้นไปใหญ่ที่ชาวบ้านลงทุนลงแรงทำงานลงมือเรียนรู้ตามสภาพปัญหาและบริบทของตนเองจนเกิดเป็นองค์ความรู้ เราเพียงแต่เข้าไปช้อนหรือตักประสบการณ์ องค์ความรู้นั้นขึ้นมาเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้สำหรับเขา ไม่ว่าจะช่องทางเทียบความรู้ประสบการณ์หรือช่องทางอะไรก็แล้วแต่

พอดีได้อ่านบันทึกของ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช  KM (แนวปฏิบัติ) วันละคำ : 219. KM เพื่อพัฒนาสังคม (๔) : จากเรื่องเล่า สู่หนังสั้น สู่ RootTube     http://gotoknow.org/blog/thaikm/65337  ก็จะยิ่งเห็นเครื่องมือตัวใหม่ที่จะนำมาใช้สำหรับลำเลียงความรู้หรือไหลความรู้หน้างานของชาวบ้าน ผู้เรียน หรือกลุ่มเป้าหมายออกมาได้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขอบคุณที่คาดหวัง กศน.ในบทบาทใหม่ครับ