ที่กระดานข่าวคณะแพทย์ ม.อ. กำลังมี นศพ. ส่งกระทู้มาอภิปราย เรื่องที่เขาไปออก รพ. ชุมชน เห็นพี่หมอยอมจ่ายยาให้ผู้ป่วยมากเกินไป ขอนิด ขอหน่อยก็ให้ ถามว่าจะทำยังไงดี เราไม่ทำอะไรเลยหรือเรื่องนี่ แล้วก็ถามตรงๆกับผมว่า ถ้าเป็นผมจะทำยังไง
นี่คือสิ่งที่ผมตอบไป
บริบทมีความสำคัญต่อเรามากครับอาจจะมากกว่าที่เราเคยคิดไว้ก็ได้
อาทิในม.อ. นี่ที่ OPD ผมคงจะรู้สึกเป็นอิสระพอสมควรที่จะชี้แจงคนไข้ว่าจะไม่ให้ยาเพราะอะไร หลังจากที่เราได้ "สร้าง" ความสัมพันธ์อันดีกับคนไข้และคนไข้เกิดความ "ไว้เนื้อเชื่อใจ" ความไว้ใจความศรัทธาของผู้ป่วยต่อหมอเป็นสิ่งจำเป็นระดับ "รากฐาน" (ไม่ใช่พื้นฐานนะครับระดับรากเลย) ในการที่เราจะทำงานในลุล่วงประสบความสำเร็จ
แต่ที่ผมทำได้ไม่ใช่เพียงเพราะ "ผม" เป็นคนทำหรอกครับเป็นเพราะผมอยู่ที่ม.อ. ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญคือมีชื่อเสียงคณะแพทยศาสตร์ม.อ. รองรับไว้อย่างน้อยก็เป็นอาจารย์แพทย์ม.อ. แนะนำเป็นเพราะผมมีทีมที่ผมจะปรึกษาได้หาข้อมูลการแพทย์เชิงประจักษ์ได้ เป็นเพราะว่าเรามีคนเยอะ เราจึงมีเวลาให้ผู้ป่วยได้เยอะ อธิบายได้นาน ดังนั้นข้อมูลที่ผมได้ให้คนไข้ไปก็จะให้ด้วยน้ำเสียงที่มีความมั่นใจมี conviction ในเนื้อหาที่ผมพูดออกไปและเมื่อสิ่งที่ชี้แจงแนะนำไปยังไม่โดนใจผู้ป่วยผมก็จะทราบอยู่ในใจว่ายังมีคนแวดล้อมที่จะให้ expertise opinion อยู่การที่เราสามารถจะ "ดูดซึม" พลังจากสิ่งแวดล้อมทั้งหมดมาช่วยเหลือในการทำงานก็จะได้ตัวเราที่ถูก optimize ให้ดีที่สุดได้
แต่ผมคนเดียวกันนี้ถ้าถูกจับริดรอน "บริบทที่เอื้ออำนวย" ออกไปที่ละอย่างสองอย่างเพิ่มเติมบริบทที่ "กดขี่คุกคาม" อีกห้าอย่างสิบประการสิ่งที่เคยทำได้ในที่หนึ่งก็จะไม่สามารถทำได้ในอีกที่หนึ่งครับ
จากที่เคยคุยกันเป็นสิบนาทียี่สิบนาทีต้องคุยกันในหนึ่งหรือสองนาที
จากที่เคยมียามากมายให้เลือกใช้ก็เหลืออยู่ไม่กี่อย่าง
จากที่เคยมั่นใจว่าจะมีคนปรึกษาคนให้ความช่วยเหลืออยู่ใกล้มือใกล้ตัวกลายเป็นคนรับผิดชอบคนสุดท้ายในสถานที่นั้นๆ
องค์ประกอบที่ "ไม่เอื้ออำนวย" เหล่านี้ก็จะมีผลต่อ performance ครับไม่ว่ากับใครก็ตาม
เอาตัวอย่างที่ยกกันมาเช่นไม่ให้ยาจะออกมาตะโกนโวยวายหน้าห้องตรวจยกปืนแกว่งยกมีดดาบมาไกวถ้าในม.อ. คงเกิดยากเกิดแล้วก็ใช่ว่าเราต้องสั่งยาที่ไหนเพราะมันต้องสั่งผ่านคอมพิวเตอร์เราก็ยังสามารถเอาตัวรอดออกจากสถาการณ์นั้นๆโดยที่คงในหลักการณ์ที่จะไม่จ่ายยาที่จำเป็นได้อยู่ดีมีทางออกเยอะแต่ถ้าเราอยู่ตัวคนเดียวในโรงพยาบาล 30 เตียงข้างนอกมีคนไข้คลุ้มคลั่งที่ไม่คำนึงไม่กลัวคุกกลัวตะรางกลัวบาปกรรมพร้อมจะฆ่าเราทำร้ายเราผมคิดว่าการเลือกเอาชีวิตรอดโดยยอมสั่ง paracetamol เป็น good and wise choice เหมือนกันครับถามว่าจะทำให้สูญเสียศักดิ์ศรีหมอมากไหมตรงนี้คงจะแล้วแต่ตัวบุคคลกระมังแต่เราก็รอกมานึกย้อนได้ครับว่าเราคิดว่าศักดิ์ศรีเรายัง intact หรือไม่แต่ถ้าเราตายไปบาดเจ็บไปเรื่องนี้ก็อาจจะเป็นโศกนาฎกรรมสั้นๆอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ไมกีวัน
ถามว่าจริงๆเกิดแบบที่ว่าสักกี่เปอร์เซนต์? ที่จะเอาดาบเอามีดเอาปืนมาขู่มาโวยวายนี่น่ะผมว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ evidence-base level ไหนๆหรอกครับตอนที่เราไปออกเยี่ยมนศพ. ที่ immersion แค่ไม่กี่วันช่วงสั้นๆก็มีเรื่องที่น้องๆมาเล่ากันมากมายทุกปีว่าได้เผชิญความตื่นเต้นในรูปแบบต่างๆกันมากน้อยแค่ไหน
การแก้ปัญหามีสองระยะคือระยะเผชิญหน้าและระยะยาวถ้าเมื่อไรก็ตามที่ลงเอยถึงขนาด relationship breakdown มี confrontation แล้วนั้นผมแนะนนำให้หาทางออกรอดชีวิตไว้ก่อนครับระยะยาวมานั่งให้หายเหนื่อยหายตื่นเต้นมาใคร่ครวญว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น
@ เราพูดอะไรไม่ดีกับผู้ป่วยไปบ้างหรือไม่?
@ เรา "เข้าใจ" ในความรู้สึกความกังวลของผู้ป่วยจริงหรือไม่และทุกเรื่องรึเปล่า?
@ ทำไมเขายังกังวลอยู่หัลงจากที่เราอธิบายกังวลขนาดไม่มีอะไรมาให้กินจะไม่หาย?
@ สิ่งที่เขากังวลนั้นเขาเสแสร้งหรือ? ส่วนใหญ่คนไม่เสแสร้งเพื่อจะได้ฟันหัวหมอเล่นๆหรือแสดงกิรกิยาป่าเถื่อนในที่สาธารณะในรพ. ในสถานที่ราชการถ้าเขาเป็นอย่างนั้นมันคงจะมีอะไรบางอย่างและถ้าเราไม่สามารถ empathy ได้แสดงว่าเรายังไม่ได้ share ความรู้สึกความทุกข์ทั้งหมดของผู้ป่วยครับ
@ คนไข้ "ผ่านอะไร" มาบ้างก่อนที่จะถึงจุดระเบิด? รอคิวมาสามชั่วโมงถูกแซงคิวหิวข้าวไม่ได้กินอะไรมาหลายวันครอบครัวก้ไม่มีอะไรจขะกินถ้าเขาต้องป่วยหลายวันเขาอาจจะคิดว่ากินยาทำให้หายเร็วขึ้นสักวันจะได้ไปหาเงินมาเลี้ยงลูกได้เร็วขึ้นฯลฯ
ฯลฯ
ฯลฯ
ถ้าเราไม่มีข้อมูลต่างๆเหล่านี้เราก็จะขาด "empathy" หรืออตฺตานํอุปมํกเรไม่สามารถเอาใจเขามาใส่ใจเราได้
เราอาจจะ apply absolute rule ว่าฉันไม่สนฉันไม่ care ว่าแกรู้สึกอย่างไรแต่ฉัน "ถูก" ในการที่จะใช้หลักการนี้นั้นแต่การที่หมอไม่ care ว่าเขารู้สึกอย่างไรนั้นเป้นสิ่งถูกต้องหรือไม่? จริงหรือที่มี absolute rule หรือกฏสัมบูรณ์เพราะกฏสัมบูรณ์หมายถึงกฏที่จะไม่อิงบริบทเป็นความจริงตลอดกาลนานมนุษย์เรานั้นเป็นสัมบูรณ์หรือเป็นสัมพัทธ์กันแน่?
ที่สำคัญที่สุดอีกอย่างที่เราน่าจะช่วยคุณหมอในสถานการณ์เช่นนี้คือ เราน่าจะมีสื่อที่สามารถช่วยเพิ่มขวัญกำลังใจและเป็นที่ปรึกษาทั้งทางภาคปฏิบัติและทางใจแบบนี้ในเวลาอันรวดเร็วด้วยนะคะ
เห็นด้วยกับอาจารย์อย่างมากว่า เราควรจะให้แง่คิดเรื่องการเอาศักดิ์ศรีหรือหลักการไปผูกติดกับชีวิต ต้องคิดให้ยึดหยุ่นและยาวไกลหน่อยนะคะ คุณหมอ 1 คนสามารถช่วยคนให้มีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้อีกจำนวนหลายเท่าตัว อย่าเอา 1 ชีวิตไปเสียสละกับเรื่องที่ไม่ควรเลยนะคะ สมัยนี้ ที่คนดีๆต้องเสียชีวิตโดยเหตุอันไม่สมควรนั้นมีมากเกินพอแล้ว หากปกป้องตนเองได้ แม้จะต้องย่อหย่อนอะไรไปบ้างก็ยอมเถอะค่ะ
ที่คุณโอ๋พูดมานั้นสำคัญมากทีเดียวครับ กำลังใจสำหรับคนที่กำลังจะผิดหวังเพราะการยึดมั่นในหลักการเป็นเรื่องสำคัญมากๆ คนๆนั้นอาจจะ "ทน" อยู่ได้พักหนึ่ง แต่ของพรรณนี้มักจะมีมาตอกย้ำให้โยกเยกได้ทุกบ่อยๆ
สิ่งหนึ่งที่เราต้อง encourage ก็คือ อย่าผูกมัดอะไรแบบ linear หรือเชิงเดี่ยวเกินไป เช่น ศักดิศรีแพทย์ไม่ได้จำเป็นต้องผูกกับการไม่สั่งยาเมื่อไม่จำเป็นเท่านั้น เรื่องราวทั้งหลายแหล่มันเป็นองค์รวม มันซับซ้อน เป็น matrix ที่มี interconnectedness อย่างมากทุกๆเรื่องไป (ขออภัยที่เหมือนแผ่นเสียงตกร่องเรื่องนี้ แต่กำลังชอบและศึกษาเรืองความเชื่อมโยงอยู่ครับ)
ปัญหาคือสื่อมักจะทำหน้าที่ทับถมมากกว่าเกื้อกูล ข่าวดี ข่าว พระ ข่าวหมอ ถ้าเป็นเรื่องดีๆมักจะอยู่หน้าสี่ หน้าห้า หน้าแปด อะไรทำนองนั้น แค่ถ้าเป็นคดีเมื่อไรก็หน้าหนึ่งแน่นอน
อ่านคำตอบประโยคสุดท้ายที่อาจารย์ตอบพี่โอ๋แล้วนึกถึงคำนี้ค่ะ "ข่าวร้ายลงฟรี ข่าวดีเสียเงิน" เป็นเรื่องแย่แต่จริง - - " เห็นตำตาอยู่ทุกวันแต่แก้ไม่ได้เพราะเราเสียงดังไม่พอ