ผู้เขียนคิดว่าในยามที่ประเทศใช้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ต้องใช้วิธีลดรายจ่ายด้านการบริโภคยาให้เหลือเท่าที่จำเป็น และต้องจัดระบบการบริการสาธารณสุขใหม่

         เช้าวันหนึ่งผู้เขียนได้พบคนไข้รายหนึ่งมาด้วยเรื่องปวดหลัง แต่สิ่งที่น่าสนใจและตกใจมากกว่าอาการที่พาคุณป้ามาหาหมอ นั่นคือในกระเป๋าใบย่อมของคนไข้ที่เอามาให้ผู้เขียนดู บรรจุไปด้วยยาสารพัดชนิดนับรวมได้กว่า 30 ขนาน มาจากโรงพยาบาล3 แห่ง คลีนิกเอกชนอีก 2 แห่งและที่ซื้อจากร้านขายยาอีก 2 แห่ง มีทั้งยา ความดัน ยาแก้เครียด ยาแก้ปวด ยากระดูก ยากระเพาะ ยาแก้เวียนหัวฯลฯซึ่งเป็นคนไข้หนึ่งในกรณีศึกษาที่ผู้เขียนพบว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการปฏิรูประบบประกันสุขภาพของประเทศขึ้นมาใช้ในปี 2543 เป็นต้นมาโดยผู้ป่วยจ่ายเงิน 30 บาทรักษาได้ทุกโรค และรัฐบาลใหม่ได้เปลี่ยนมาเป็นรักษาฟรีหมดทุกโรคในปัจจุบัน               

         คนไข้ที่ผู้เขียนพบข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการบริโภคยามากเกินไป ผู้เขียนอยากใช้คำว่าวิกฤติการณ์บริโภคยา  เราพบว่าการรายจ่ายเพื่อสุขภาพของคนไทยเพิ่มจากร้อยละ3.8ของ GDPในปี 2523 เป็นร้อยละ 6.1 ของ GDPในปี 2545 ซึ่งเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเพิ่มของ GDP โดยในปี 2545 ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งสิ้น 333,798 ล้านบาทคิดเป็น 5,336 บาทต่อคนโดยมีรายจ่ายจากยาเป็นสัดส่วนถึง ร้อยละ 30 และคิดเป็น ร้อยละ 7.5 ของงบประมาณประเทศ  โรงพยาบาลหลายแห่งขาดสภาพคล่อง ต้องเป็นหนี้บริษัทยา  และยังไม่มีทีท่าว่าจะหาได้เงินมาจ่ายได้เมื่อไร  ผู้เขียนเห็นว่าสภาพดการณ์เช่นนี้คงต้องอยู่ต่อไปและมีท่าว่าจะหนักขึ้นเรื่อยๆ  หากปล่อยให้สภาพสาธารณสุขเป็นไปเช่นที่เป็นอยู่               

          ปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ผู้บริหารต้องคิดหาทางแก้ไขโดยด่วน  ทางแก้นั้นอาศัยควมร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

         ผู้เขียนคิดว่าในยามที่ประเทศใช้นโยบายเศรษฐกิจพอเพียง ต้องใช้วิธีลดรายจ่ายด้านการบริโภคยาให้เหลือเท่าที่จำเป็น และต้องจัดระบบการบริการสาธารณสุขใหม่              

       ระบบหนึ่งที่ผู้เขียนสนใจและเคยเสนอแนะก็คือ การใช้ระบบเวชระเบียนแห่งชาติ โดยอาศัยเทคโนโลยี่การสื่อสารเข้าช่วย ดังนี้จะทำให้ข้อมูลของผู้ป่วยที่ณ. จุดใดของประเทศสามารถใช้ในการพิจารณาในการตรวจรักษา จ่ายยา ลดการซ้ำซ้อนของการจ่ายและบริโภคยาของผู้ป่วยให้หมดไปได้ จะช่วยให้ประหยัดการใช้ยาได้ส่วนหนึ่ง  ยกตัวอย่างคนไข้ที่ไปรักษาที่จังหวัดเชียงใหม่หากมีระบบเวชระเบียนแห่งชาติhttp://gotoknow.org/blog/Doctorchai2/53751คนไข้จะสามารถไปรักษาต่อที่ หนองคาย ที่หาดใหญ่ได้โดยสามารถเรียกดูเวชระเบียน จะทำให้แพทย์สามารถทราบข้อมูลการใช้ยา ลดการซ้ำซ้อนในการจ่ายยาได้ 

            มีวิธีอีกมากมายในการลดการใช้จ่ายยาของประเทศ และทุกคนต้องร่วมกันคิดหาทางออก ก่อนที่วิกฤติการณ์ยาจะรุนแรงมากกว่านี้