ผังนาปู่จารย์

ดิฉันไปกับคุณสมดา เจ้าหน้าที่สปก. เห็นนาปู่จารย์ครั้งแรกก็รู้ทันทีว่า ปู่จารย์เป็นคนพิเศษ  ปู่จารย์จัดการไร่นาได้งดงาม พรั่งพร้อมด้วยของอยู่ ของกิน ของใช้ ของขาย  เป็นสวรรค์น้อย ๆ  ยามเข้าไปในสวน นั่งที่ศาลาริมน้ำ ได้ยินเสียงลมพัดต้องใบไผ่ ซู่ ซ่า เบา ๆ ลมต้องน้ำไหวเป็นระลอก สบายใจ สบายกายอย่างที่สุด

ดิฉันหาเวลาคุยกับปู่จารย์ว่า

อยากจะทำงานกับชาวบ้านให้ชาวบ้านได้ทำไร่ ทำนา ให้เป็นที่พึ่งของตนเองได้......  ว่าไปเรื่อย.....


ว่าที่จริงปู่จารย์มีครบหมดแล้ว เว้นแต่เพื่อนที่จะทำเหมือนปู่จารย์ หรือทำได้เท่าปู่จารย์อาจจะยังไม่มี เฉพาะมิตรสหายในหมู่บ้านปู่จารย์มีเพียบ รวมทั้งเพื่อนผู้นิยมน้ำเมาด้วยกัน ทุกคนยอมสยบให้ปู่จารย์ กับความขยันขันแข็งต่อไร่ต่อนาไม่มีใครเปรียบ  ใจกว้างเลี้ยงเหล้าเพื่อนไม่อั้นถ้ามี แม้ไม่มีก็เซ็นไว้ ปู่จารย์เครดิตดี ใจใหญ่ ใจหนักแน่น ไม่สนใจเรื่องจุกจิก ดำเนินชีวิตให้มีความสุข มีปัญหาก็แก้ปัญหาไป

...บ่เป็นเต๋อ เฮาเอ็ดไปเรื่อย บ่ต้องหยุด.... เป็นภาษาย้อ
...บ่เป็นหยัง เฮาทำไปเรื่อย บ่ต้องหยุด.... เมื่อแปลเป็นภาษาลาว 
คำพูดที่ปู่จารย์ชอบบอกกับเพื่อนเวลาจะปิดประชุม
....ให้เฮาพากันเอ็ด พากันทำ สิ่งได๋ดีที่เพิ่นบอก เพิ่นสอน ให้พากันเอ็ด....
คนขยันบอกได้แค่นี้เอง
ให้พากันทำนะ....ให้พากันทำ...ให้พากันทำ...

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ใช่เรื่องหนักหนา ไม่ตำหนิ ไม่ด่า ไม่ว่าใคร
ปู่จารย์จึงอารมณ์ดีเป็นนิจ ไร่นาของปู่จารย์ก็สะท้อนวิถีของปู่จารย์ให้เห็นชัดเจน

ปู่จารย์สนใจสิ่งที่ดิฉันพูด แต่ก็มิได้แสดงความรู้สึกตื่นเต้นหรือกระตือรือล้นใด ๆ  เพียงแต่พูดง่าย ๆ  ว่า
...ทำก็ทำ จะชวนเพื่อนลองดู...
ดิฉันดีใจ

วันหลังดิฉันตามไปในพื้นที่อีก ดิฉันยังจำทางเข้านาปู่จารย์ไม่ได้ พอดีเห็นคนกำลังถางหญ้าอยู่ข้างทาง จึงจอดรถถาม
รู้จักทางไปนาปู่จารย์พรมมา ไหมคะ

ชายคนนั้นมองหน้าดิฉัน ถอดหมวกออกแล้วว่า
ผมนี่แหละปู่จารย์

อ้าว  ซวยไหมล่ะ  ดิฉันจำปู่จารย์ไม่ได้

วันนั้นปู่จารย์พาไปพบเพื่อนอีกคน พ่อพงษ์ศักดิ์ ... ชวนทำงานด้วยกัน พ่อพงษ์ศักดิ์ก็ไม่ว่ากระไร
... ทำก็ทำ...

พวกเรามักประชุมกลุ่มกันที่ศาลาน้อย ซึ่งเป็นทั้งที่พักผ่อน รับแขก และห้องอาหารของปู่จารย์ ในศาลาจะเห็นการบันทึกข้อมูลของปู่จารย์เต็มไปหมดในพื้นที่ว่าง ตามขื่อ ตามตง ตามเสา ตามแปทั้งหลาย เป็นเรื่องเงินจากนายฮ้อยขายวัว ขายควาย วันผสมพันธ์สัตว์ บันทึกวันฝนตกหนักแต่ละปี วันเผาถ่าน จิปาถะ รวมทั้งวันนัดประชุม ปู่จารย์เป็นนักข้อมูลที่แท้จริง

แม่กองมณีแม่บ้านปู่จารย์ ช่วยดูแลเรื่องอาหารให้พวกเรา ช่วงที่มีข้าวใหม่ก็ได้กินข้าวหลามเผากัน

แม่กองมณี เป็นคนร่างท้วม นุ่มนิ่ม หน้าอิ่มยาวรี แย้มยิ้มอยู่เป็นนิจ เป็นคนใจดี ที่เพื่อน ๆ แม่บ้านของสมาชิกพวกเราบอกว่า ดีไม่มีใครเสมอเหมือนได้เลยในบ้านเหล่า ดูแลพ่อบ้าน การเรือน ไม่เคยตำหนิด่าว่ากล่าว รวมทั้งแบกรับภาระไร่นาสวนเคียงบ่าเคียงไหล่ปู่จารย์ แม้ยามที่ปู่จารย์เมามายนอนกลางบ้าน ก็บอกลูก
สู เอาล้อไปยู้พ่อสูมาแหมะ  นอนอยู่กลางบ้านโน่น

ภายหลังแม่กองมณีเสียชีวิต เนื่องจากเบาหวานขึ้น
 .....บ้านก็ไม่เป็นบ้าน สวนก็ไม่เป็นสวนแล้ว.....

ปู่จารย์เลาะกินเหล้ากับเพื่อนอยู่ประมาณ ๓-๔ เดือน พอหลังปีใหม่ พวกเรารู้ข่าวอีกที ปู่จารย์บวช เป็น หลวงปู่จารย์พรมมาแล้ว.....

ท่านเล่าว่า
ไม่ไหว เลาะกินเหล้าอยู่อย่างนี้ พอเมาแล้วก็ไม่มีใครดูแลเรา  ตายแน่ ๆ  บวชดีกว่า ก็เลยบวชเลย หยุดหมดทุกอย่างกินเหล้าเมายา

เมื่ออยู่ในเพศภิกษุ ท่านก็ยังคงความขยันขันแข็ง พัฒนาวัด  ช่วงนั้นคนกำลังบ้าดอกจำปา หรือที่รู้จักกันว่า ลีลาวดี  ก็มีคนมาขอซื้อต้นที่วัดที่มีอายุไม่ต่ำกว่า ๕๐  ปี มีอยู่ ๒ ต้น ให้ราคาเป็นหมื่น หลวงปู่ไม่ขาย ราคาก็ขึ้นไปเรื่อย ๆ  จนได้ราคา ๒ ต้น ๑แสนบาท  (คนซื้อ บ้าไหมนี่....)  หลวงปู่ก็เลยขาย เงินที่ได้เป็นส่วนสำคัญทำให้ศาลาวัดนั้นเสร็จได้ แล้วหลวงปู่ก็เพาะชำจำปาขยายใหม่ปลูกไว้รอบวัดเลย เผื่อรุ่นลูกหลานมีคนมาถามซื้ออีก....

วัดพัฒนาเป็นอันมาก ต้นไม้เพิ่มขึ้น ทั้งไม้ดอก ไม้กินได้ ไม้ใช้สอย ญาติโยมซึ่งชอบทำบุญกันอยู่แล้วโดยนิสัย ก็มีศรัทธามากขึ้น ท่านพาทำอะไรก็ให้ความร่วมมือ ส่วนหลวงปู่ทรัพย์สมบัติมีเท่าไร เหลือจากการใช้หนี้ ก็แบ่งมาพัฒนาวัดจนหมด รวมทั้งเงินทองที่ลูกหลานถวายให้  เวลาพวกเรามีการพาดพิงถึงปู่จารย์ทีไร ชาวบ้านก็จะพากันยิ้มด้วยความรักเทิดทูน แล้วก็จะบอก ใช่ ใช่ หลวงปู่เป็นแบบนั้น ทำอะไรทำจริง เป็นคนจริง.....