นายบอนยังไม่ได้ไปพบ หรือไป F2F กับพี่หนิง [email protected] นะครับ เพียงแต่วันนี้ พี่ท่านโทรมาถามว่า จะมาเมื่อไหร่

 

P
   

โทรมาทวงด้วยตนเองเลย กลัวนายบอนเบี้ยว

 (ความจริงก็ไป มมส. อยู่บ่อยๆ แต่ไ่ม่ได้แวะเข้าไปหาก็เท่านั้นเอง)

หลังจากนั้นพี่หนิงได้เล่าเรื่องราวให้ฟังหลายเรื่อง นับตั้งแต่เรื่องที่ DSS งานสนับสนุนนิสิตพิการ กับความพยายามในการพัฒนานิสิต กิจกรรมของนิสิตพิการ โครงการ ความคิดต่างๆ , การที่ได้กลายเป็นลูกสาวของครูบา สุทธินันท์ แบบไม่รู้ตัว การได้ครู พี่เลี้ยงที่ดีช่วยในการสอนเขียนโครงการ จนพี่หนิงสามารถที่จะดึงศักยภาพ ส่วนตัว ในการขับเคลื่อน [email protected] ขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ทั้งๆที่อาจจะขัดใจกับบางท่านไปบ้าง

แต่ในเมื่อพกความมั่นใจมาเต็มกระเป๋า ถอดเกียร์ถอยหลังแล้ว เลยลุยได้อย่างเต็มที่....

อันที่จริง พี่หนิงโทรมาชวนให้นายบอนไปสอนการใช้โปรแกรม
MindMap แต่ไหนๆจะไปแนะนำให้ทั้งที ก็ต้องไปให้คุ้มหน่อย สอนให้ใช้เป็นกันเลย กับโปรแกรม Freemind ที่สามารถเผยแพร่ และทำอะไรได้อีกหลายอย่าง

เห็นเจ้ หนิงบอกว่า บางที พี่พนัส แผ่นดินอาจจะมานั่งเรียนด้วย ถ้าเป็นจริง คราวนี้ คงได้อ่านบันทึกจากมือวางอันดับ 1 ของกองกิจ มมส.อย่างถึงอกถึงใจแน่นอน เมื่อมีการใช้โปรแกรมในการจัดระบบความคิดอย่างเป็น
ขั้นตอนมากขึ้น


เท่าที่นั่งอ้าปากฟังพี่หนิงเล่าเรื่องราวต่างๆให้ฟัง  คิดว่าคง จะต้องเตรียมแง่มุมที่จะไปสอนให้ตรงกับตัวพี่หนิงมากขึ้น เท่าๆที่ฟังพี่ท่านเล่ามา มีตั้งหลายเรื่องที่น่าจะเขียนบันทึกเสียเลย หลายเรื่องได้ฟังจากปากแล้ว น่าจะหยิบมาเขียนบันทึกเผยแพร่ใน
gotoknow จริงๆ

แต่เจ้หนิง ภารกิจมากมาย สิ่งที่น่าจะทำได้ อาจจะเขียน
concept ผ่านทาง mindmap แล้วถ่ายทอดออกมา โดยอาจจะถ่ายทอดเอง หรือสอนให้นิสิต หรือลูกน้อง บริวารของพี่ท่านเป็นคนถ่ายทอดเสียเลย เป็นการสอนงาน หรือตรวจสอบดูว่า ที่พี่หนิงคิดหลักการต่างๆมานั้น .....

...ชาวบ้าน ลูกน้อง บริวาร เข้าใจไหม หรือว่า พี่หนิงถ่ายทอดออกมา แล้ง ยังคลุมเครือ ....ไม่เข้าใจซะเอง....

แต่พี่หนิง อยากทำตามอย่าง ดร.แสวงครับ คือ ก่อนที่จะสอน หรือแนะนำคนอื่นๆ ตัวเอง ควรจะทำให้เป็นเสียก่อน ถึงจะไปสอนคนอื่นได้ แล้วก็ยกตัวอย่างว่า ดร.แสวงท่านไปเลี้ยงวัวเอง เพื่อให้รู้วิธีการก่อน ถึงจะไปสอนคนอื่นได้....

เจ้หนิงนี่ แน่จริงๆ

อีกประเด็นหนึ่งที่สะกิดใจ คือ เรื่องราวที่เล่าเกี่ยวกับนิสิตพิการ กับกิจกรรมที่พยายามจะทำให้หลายคนรับรู้ว่า ที่ มมส. ก็มีนิสิตพิการด้วยนะ

 
จากบันทึก ชื่นชมนิสิตพิการคนเก่งของ มมส



รวมทั้งการที่นิสิตพิการมาเรียนที่มหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบ หากยังไม่มีงานทำ ต้องกลับไปอยู่ที่บ้าน แล้วไม่สามารถทำกิจกรรมอะไรได้  ต้องรออยู่เฉยๆจนกว่า จะมีผู้ติดต่อให้ไปทำงาน 

และเรื่องราวของทักษะความสามารถของนิสิตพิการที่มาช่วยเหลืองาน กับการให้ช่วยพิมพ์เอกสาร ที่มีผู้สั่งให้นิสิตพิมพ์เอกสารตามที่ต้องการ ให้ใช้
Font ตัวนั้น เช่น CordiaUPC, AngsanaUPC แต่พี่หนิงได้ทักท้วงว่า ก็น้องเค้าไม่เคยเห็น (เพราะตาบอด) เค้าจะรู้ได้ยังไงล่ะ

ที่น่าสะดุดใจอีกเรื่องคือ ความมั่นใจของตัวนิสิตพิการ กับคำแนะนำในการเดินทางไปไหนต่อไป
มีไม้เท้าอันเดียวก็ไปไหนมาไหนได้ ไม่ต้องกลัวหรอก คน มมส.หลายคนพร้อมจะช่วยเหลือทั้งนั้น แม้มองไม่เห็น แค่บอกคนอื่นว่า ต้องการจะไปลงที่ไหน เมื่อถึงที่นั้น เดี๋ยวก็มีคนพาลงเองแหละ ไม่ต้องห่วงหรอก....

เป็นการพยายามเติมเต็มความมั่นใจให้อย่างเต็มที่

พี่หนิงนั้น เป็นพยาบาลที่ต้องมาจับงานกิจกรรม งานที่ไม่เคยทำมาก่อนเลย แต่เมื่อได้ครู พี่เลี้ยงที่ดี ระดับมาเฟีย อย่างพี่พนัส แผ่นดิน ที่สอนเขียนโครงการ และให้คำแนะนำอีกหลายเรื่อง ทำให้ เจ้หนิง ขึ้นทำเนียบในระดับเจ้าแม่....ทันที

นี่แค่บางส่วนนะครับ ที่พอจะนึกออก ความพี่หนิงเล่าประเด็นที่น่าสนใจอีกเยอะ แต่พอดี มีสายด่วนโทรเข้ามาเสียก่อน พี่หนิงเลยขอตัววางหูไปรับสายด่วน....

เรื่องที่นัดหมายนายบอนนั้น ก็ต้องเป็นสัปดาห์หน้า ให้เวลาทั้งวันไปเลย ไปสอนการใช้โปรแกรม
Freemind ช่วงเช้า เที่ยงก็ไปใช้หนี้สิน ส้มตำ ปลาเผา ที่พี่หนิงยืนยันนั่งยันว่า นายบอนบอกว่า จะเป็นคนเลี้ยงส้มตำ

อ้าว ว่าจะไปสอน ไปเป็นวิทยาเกิน วิทยากินให้แล้ว  แล้วยังให้จ่ายตังค์เลี้ยงเสียอีก

นส่วนของโปรแกรม
Freemind นายบอนคงจะหยิบข้อมูลใน http://www.it.msu.ac.th/dss/

โครงการจัดตั้งศูนย์บริการสนับสนุนนิสิตพิการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เอามาเป็น workshop เล็กเป็นตัวอย่างสร้าง mindmap  ความจริงแล้ว อยากจะดึงความคิดของพี่หนิง เอามาเขียน mindmap แล้วแปะเอาไว้ในเวบโครงการของท่านนั้นแหละ สู่สายตาของชาวโลกได้มาเชยชมมั่ง เพราะหลายเรื่องน่าสนใจทั้งนั้นฅ

แต่คุณนายสายเสมอ ก็ยังคงขยับคีย์บอร์ดพิมพ์บันทึกของตัวเอง ไม่ได้เต็มที่อย่างที่คิด....

ถ้าบางส่วน นายบอนถ่ายทอดได้ ชิงจังหวะถ่ายทอดเสียเองเลย

หรือบางที ก็น่าจะให้ลูกน้องของเจ้หนิงนั่นแหละ เป็นผู้ถ่ายทอดเสียเลย

การถ่ายทอดเรื่องราวด้วยความฉับไว อย่างที่คิดไว้ ถือว่าเป็นทักษะเฉพาะตัวเหมือนกัน แต่ถ้าทำได้แล้ว ย่อมสามารถที่จะสื่อสารข้อมูลไปยังคนทั้งโลกได้.....

แต่อาจจะยากที่จะถ่ายทอดทักษะเฉพาะตัวแบบนายบอน ให้คนอื่นรับรู้ และทำได้ กับทักษะที่สามารถถ่ายทอดได้ เกือบทุกเรื่อง....

ก็แค่ฟังเรื่องราวพี่หนิงจากโทรศัพท์ก็เอามาบันทึกเรื่องนี้ได้ทันที...

เปิดดูเวบไซต์
โครงการจัดตั้งศูนย์บริการสนับสนุนนิสิตพิการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อผสานข้อมูลและแนวความคิดเข้าไปอีกนิด บวกกับเครื่องมือใน blog ของ gotoknow ย่อมทำให้เวบแห่งนี้จะมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

 

แต่พี่หนิง และชาว DSS อาจจะยังมองเห็นว่า จะประยุกต์ใช้ได้อย่างไรบ้าง
เหมือนกับการเขียนบันทึกใน
blog กับคำอธิบายของพี่หนิงตามหลักการ ที่ฟังแล้ว ไม่กระตุ้นให้เกิดความอยากในการเข้ามาเขียนบันทึกเลยครับ

อธิบายในแบบเข้าใจอยู่คนเดียว

ต่างจากมุมมองของพี่หนิง ต่อ ดร.แสวง ที่พยายามเข้ามาเขียนบันทึกหลากหลายมากมาย จนถ่ายทอดเรื่องราวได้มากกว่า นายบอนไปแล้วนั้น... ความจริงท่าน ดร.แสวง ไม่จำเป็นต้องเสียสละเวลา แรงกาย มานั่งคิด เขียน
blog ถึงเพียงนี้ แต่ด้วยความคิดอยากแบ่งปันความรู้เพื่อชีวิต เพื่อสังคมเพียงเท่านั้นเอง จึงได้อ่าน blog ความรู้เพื่อชีวิตในปัจจุบัน

แม้ว่าในช่วงแรกๆ พี่หนิงอ่านบันทึก ดร.แสวงแล้ว จะไม่กล้าตอบ รู้สึกขัดแย้งเพราะเนื้อหาที่กระชากใจอย่างรุนแรงก็ตาม แต่เมื่อกลับมาอ่านซ้ำอีกครั้ง กลับพบแง่มุมที่น่าสนใจหลายอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ในบันทึกเหล่านั้น....

ความจริงแล้ว เมื่อสักครู่ใหญ่ๆ  นายบอนพึ่งจะคุยกับ
หนูนิด ว่า พึ่งคุยกับพี่หนิง แล้วความจำเลอะเลือน จะไม่ได้ว่า พี่หนิงเล่าอะไรให้ฟังมั่ง อยากจะบันทึกประเด็นไว้ พอระลึกชาติได้สักพัก ก็รีบเขียนบันทึกนี้เลย ...

P



เดี๋ยวลืม

หลังจากได้อ่านบันทึกใหม่ บล็อกใหม่ล่าสุดของหนูนิด (คุณหนู กับ ตำนาน , หมอดิน)  และแนะนำเรื่องการสร้างแพลนเนตให้หนูนิด จนเกิดแพลนเน็ต (รวมบล็อก) เกษตรอินทรีย์แล้ว สงสัย โอกาสเหมาะๆ จะชวนหนูนิด ไปนั่งกินส้มตำกับ พี่หนิง และพี่พนัสใน มมส.สักมื้อนึง... เพราะบ้านหนูนิดก็อยู่ในตัวเองมหาสารคามนี่เอง

แต่งานนี้ ... พี่หนิง + พี่พนัส ต้องเป็นคนออกตังค์เลี้ยงส้มตำและกับข้าวอย่างอื่นนะครับ 555555

ต้องบันทึกไว้ก่อน เดี๋ยวเผลอลืมเสียรู้พี่หนิงอีกรอบ.....