เมื่อนั่งล้อมวงกลมใหญ่ใต้ถุนบ้านเรียบร้อย ผมเริ่มต้นกิจกรรมโดยการแนะนำตัวก่อน ผมบอกให้แต่ละคน แนะนำตัวเองว่า ชื่อเล่นอะไร เป็นบัณฑิตอาสาในพื้นที่ไหน แล้วขอให้ช่วยเล่าประสบการณ์วัยเด็กที่เรียกว่า..เด็ด..ของตนเอง ให้กับเพื่อนในกลุ่มฟัง อันหลังนี้ไม่บังคับ ใครจะไม่เล่าก็ได้ ผมมีข้อแม้เล็กน้อยว่า  ขอสั้นๆแบบแนะนำตัว แล้วถ้าอยากจะหยุดกลางคันตอนไหน ก็หยุดได้เลย 

ความจริงน้องๆเขารู้จักกันระดับหนึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นส่วนที่สนุกสนาน และต่างคนต่างตั้งใจฟังเป็นพิเศษ คือ เรื่องเล่าวัยเด็ก เพราะไม่เคยรู้เคยฟังมาก่อน ถึงจะเป็นเพื่อนกันก็เถอะ ผมสังเกตว่าส่วนใหญ่จะเล่าจนจบ คนฟังก็ตั้งใจฟัง แต่ตลอดเวลาจะมีเสียงแซว ขัด หัวเราะแทรกอยู่เป็นระยะ  มีอยู่ไม่กี่คนที่..แกล้ง..เพื่อน เล่าให้ฟังถึงไคลแมกซ์ แล้วหยุดเล่าไปเสียเฉยๆ ตามกติกาของผม 

ผมหวังว่ากิจกรรมแรกจะทำให้เขารู้จักกัน ซึ่งความจริงก็อาจจะไม่ค่อยจำเป็นแล้ว เพราะเขาสนิทกันอยู่แล้ว .. มีแต่ผมคนเดียวที่เสียเปรียบ ไม่รู้จักใครเลย  ผมบอกน้องเขาอย่างนั้น 

อีกอย่างผมอยากให้น้องเขา ..กล้า และได้หัดเล่าเรื่อง.. ที่เลือก เรื่องชีวิตวัยเด็ก เพราะ เคยไปเข้าอบรมสุนทรียสนทนา ของพี่วิธานกับอาจารย์ฌานเดชที่เชียงราย รู้สึกว่า การเล่าเรื่องสมัยเด็ก มันเป็นการย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่เราผ่อนคลาย มีจินตนาการสูง น่าจะเหมาะกับการถอดบทเรียนที่เราจะทำกันต่อไป และคิดว่า ทุกคนน่าจะมีชีวิตวัยเด็กที่กล้าจะเล่า  

ผมเป็นห่วงว่า น้องบางคนอาจมีชีวิตวัยเด็กที่ไม่อยากจดจำ จึงเผื่อเอาไว้ว่า ใครไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า แต่ก็ไม่มีใครไม่เล่า ไม่แน่ใจว่าเป็นการจำยอมหรือไม่ ผมสังเกตไม่ออก มีบางคนที่เล่าสั้น สั้นมากๆ แต่ก็ยังเล่า เรียบเรียงออกมาช้าๆ

ผมอยากให้เขาสัมผัส อารมณ์ค้าง เวลาที่กำลังฟังเรื่องมันๆ แล้วต้องหยุดกลางคัน เหมือนดูละครหลังข่าวแล้วมีโฆษณาหรือจบตอน ต้องติดตามตอนต่อไปอาทิตย์หน้า เพราะอยากให้เขารู้ว่า เวลาจดจ่อกับเรื่องที่สนใจ ถ้าถูกขัด เราจะรู้สึกอย่างไร 

มีน้องมาบอกผมทีหลังว่า เขาไม่เคยเล่าเรื่องแบบนี้ให้ใครฟังมาก่อน แต่พอเพื่อนเล่า ตัวเองเลยเล่าบ้าง

 

<< ถอดบทเรียนบัณฑิตอาสา ๑: ปลาสองหัว
                                                  ถอดบทเรียนบัณฑิตอาสา ๓ : เรื่องเล่าเร้าพลัง เขียนก่อนหรือเล่าสด >>