แนวคิดการเปิดพื้นที่วิจัย ของคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเท่ากับว่าท่านอาจารย์ทุกท่านได้สร้างห้องเรียนที่ยิ่งใหญ่ไว้ในชุมชนและเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา เป็นห้องเรียนที่เต็มไปด้วยความเป็นจริงของชีวิต ไม่ใช่ห้องเรียนแบบสี่เหลี่ยมที่ปิ้งและย่างแผ่นใสให้ผู้เรียนได้ลิ้มรสอยู่ทุกวัน

           วันนี้ (  5   มกราคม   2550  )   ได้รับเกียรติให้ปฏิบัติหน้าที่  คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการวิจัย   ในโครงการวิจัยของอาจารย์  นักวิชาการ  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม   ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเวทีมากหน้าหลายตา   ด้วยโครงการวิจัยที่นำเสนอในวันนี้เป็นที่คาดว่าจะได้รับการอุดหนุนทุนวิจัย  จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย  สำนักงานภาค                                

       ผมได้รับเกียรติครั้งนี้ด้วยภารกิจของผู้ประสานงานชุดโครงการประสานงานวิจัยการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น   สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย   สำนักงานภาค    สาระสำคัญจึงอยู่ที่การตั้งโจทย์วิจัย ที่จะนำไปสู่การออกแบบกระบวนการวิจัย  ซึ่งหลักการกว้างๆของงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น คือต้องเป็นข้อสงสัย เป็นคำถามหรือเป็นประเด็นที่คนในชุมชนท้องถิ่นเห็นว่าสำคัญและต้องการหาคำตอบร่วมกันโดยมีคนในชุมชนท้องถิ่นร่วมในกระบวนการวิจัย   สิ่งที่ได้จากการเรียนรู้ร่วมกันจะต้องเกิดประโยชน์ต่อชุมชนท้องถิ่น  เป็นสำคัญ 
                             

       ภาพการนำเสนอและการให้ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการกลั่นกรอง  ดูเหมือนจะออกรสชาติหลากหลาย ขออนุญาตยืมคำของเจ้าสำนักมหาชีวาลัยอีสาน  ที่กล่าวไว้ว่า  มีทั้งรัก  ทั้งชัง   ทั้งหวาน และขมขื่น   แต่ด้วยความตั้งใจจริงของท่านอาจารย์ทุกท่านที่เสนอโครงการในวันนี้ ทำให้บรรยากาศดำเนินไปด้วยดี 
                             

      โจทย์วิจัยในวันนี้ เน้นไปในด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์  แต่พวกเราได้ตั้งข้อสังเกตว่ากระบวนการวิจัยยังติดภาพวิจัยแบบเก่าๆพอสมควร  นั่นคือเป็นข้อสงสัยที่ตั้งจากนักวิชาการเพียงฝ่ายเดียว  ชุมชนมีหน้าที่รองรับข้อสงสัย  คำถามและคำตอบจากงานวิจัยยังไม่เห็นภาพที่ชัดเท่าไรนักเมื่อพิจารณาถึงสิ่งที่ชุมชนจะได้รับ  
                         

     ในช่วงท้ายรายการพวกเราได้ช่วยกัน ปรับทิศทางกระบวนการวิจัยให้มีพลัง  ด้วยเราเชื่อเบื้องต้นว่า  หากใช้แนวคิดงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นอย่างจริงจัง  งานวิจัยชิ้นนั้นก็น่าจะเป็นความหวังของชุมชนที่จะได้ใช้ประโยชน์อย่างมีคุณภาพต่อไป  ซึ่งเป็นที่ประทับใจว่า คณาจารย์ทุกท่านมีความเข้าใจพร้อมกับรับปากว่า จะลงไปพบปะเยี่ยมเยียนเพื่อนพ้องน้องพี่ในชุมชน ที่คาดว่าจะใช้เป็นพื้นที่วิจัยก่อน ที่จะจัดทำโครงการฉบับสมบูรณ์ 
                            

       สุดท้ายจริงๆพวกเราทิ้งท้ายอีกครั้งว่า แนวคิดการเปิดพื้นที่วิจัย ของคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเท่ากับว่าท่านอาจารย์ทุกท่านได้สร้างห้องเรียนที่ยิ่งใหญ่ไว้ในชุมชนและเป็นห้องเรียนที่มีชีวิตชีวา  เป็นห้องเรียนที่เต็มไปด้วยความเป็นจริงของชีวิต   ไม่ใช่ห้องเรียนแบบสี่เหลี่ยมที่ปิ้งและย่างแผ่นใสให้ผู้เรียนได้ลิ้มรสอยู่ทุกวัน 
                           

       ด้วยมิติใหม่ของงานวิจัยในอีกมิติหนึ่งเช่นนี้   จึงขอปรบมือดังๆเพื่อเป็นกำลังใจให้ ผศ 
.ดร. ชูพักตร์   สุทธิสา  และคณะ    ไว้    โอกาสนี้   ครับ