GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

การอ่าน = การเปิดโลกทัศน์ : ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม

การถูกจองจำกลับเปิดโอกาสให้คิมแดจุงเปิดหูเปิดตาความคิดความอ่านมากมาย”

มน & นิ ลูกรัก 

มีคนพูดหรือเขียนไว้มากมายแล้วว่า การอ่านมีประโยชน์อย่างไร พ่อจะขอเสริมด้วยตัวอย่างสักนิดหน่อย
  • ผู้นำเกาหลีใต้ คิมแดจุง เคยถูกจองจำช่วงหนึ่ง แต่ช่วงเวลานั้นเองกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของเขา

ระหว่างถูกจองจำ สิ่งที่คิมแดจุงได้ประโยชน์ที่สุดก็คือ การอ่านหนังสือ การถูกจองจำกลับเปิดโอกาสให้ผมเปิดหูเปิดตาความคิดความอ่านมากมาย

ที่มา : สันติ ตั้งรพีพากรอะเมซิ่ง คิมแดจุง”, สำนักพิมพ์มติชน, กรุงเทพ, 2543, หน้า 145

เรื่องนี้ทำให้พ่อคิดถึง สอ เสถบุตร ผู้เขียนพจนานุกรมไทย-อังกฤษ/อังกฤษ-ไทย ในขณะที่อยุ่เรือนจำที่เกาะตะรุเตา...เอาไว้จะเล่าให้ฟังทีหลัง

  • คุณ ส. พลายน้อย ยอดนักเขียนคนสำคัญของไทย ได้เล่าไว้ในหนังสือ 'ชีวิตที่คิดไม่ถึง' ว่า เมื่อออกจากราชการแล้ว มีผูจัดทำนิตยสารสองสามฉบับไปขอสัมภาษณ์ที่บ้าน ด้วยความสนใจอยากรู้ว่าเป็นคนแก่ปูนไหน จึงเขียนหนังสือได้มากมาย และเมื่อได้รู้ว่าจบการศึกษาไม่สูงนัก เพียงแค่มัธยม 6 (ในสมัยก่อน) ก็สงสัยว่าได้ความรู้มาจากไหน ซึ่งคุณ ส. พลายน้อย ได้ตอบไปว่า "ได้มาจากหนังสือ"  

ยังมีอีกจุดหนึ่งที่น่าคิดก็คือ คุณ ส. พลายน้อย เขียนไว้ว่า "มีคนเคยถามผมว่าออกจากราชการแล้วเหงาไหม ผมก็ตอบเขาว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาไม่เคยเหงา ผมมีเพื่อนเป็นหมื่นๆ ในบ้าน อยากจะคุยกับใครก็หยิบเอาออกมาอ่าน อยากรู้ประวัติของใครก็อ่านหนังสือประเภทชีวประวัติ อยากรู้เรื่องของพระสงฆ์ก็อ่านพระไตรปิฎก อยากรู้อดีตก็อ่านพงศาวดาร ฉะนั้นคำว่าเหงาจึงไม่มีในความรู้สึก"

(พ่อก็มีเพื่อนอยู่ในบ้านเยอะเหมือนกัน แต่คงแค่หลักพัน)

  • พ่อเองได้ รู้จักท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎกเป็นครั้งแรกจากการอ่านหนังสือ พุทธธรรมกับชีวิตในสังคมเทคโนโลยี ในระหว่างอยู่บ้านเพราะป่วย (เป็นไวรัสตับอักเสบเอ)

  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 75885
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 5
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (5)

บันทึกที่เขียนถึงลูกๆ เป็นบันทึกที่ผู้เขียนๆด้วยความรัก   ดิฉันจึงชอบอ่าน  เพราะขณะที่อ่าน ดิฉันก็ได้รู้สึกถึงความรักความห่วงใยของพ่อแม่ที่มีต่อลูกน้อย 

ดิฉันชอบเรื่องต่างๆที่อาจารย์เลือกมาเขียน  เพราะเป็นประเด็นที่กระทบชีวิตคนอย่างสำคัญ  ถึงแม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดา  แต่ก็ส่งผลต่อชีวิตได้ในสักวันหนึ่ง อ่านแล้วจึงอยากแสดงความเห็นต่อด้วยทุกที  เพราะเป็นเรื่องที่ชอบทั้งนั้น

  ดิฉันกำลังเสาะหาบทความและข้อเขียนดีๆที่เขียนเกี่ยวกับ "การอ่าน" อยู่ค่ะ   และค่อยๆหาสะสมไป  กำลังหาที่มีหลายๆมุมมอง  จะได้ให้เด็กๆ(ปริญญาตรี)  หัดอ่านหัดวิเคราะห์  แต่สิ่งที่ยากกว่าการหาบทความ คือการโน้มน้าวใจให้เด็กๆยอมอ่าน  และอยากอ่าน

เด็กๆอีกหลายคน  คงไม่เคยมีใครอ่านหนังสือให้ฟังก่อนนอน   ดิฉันจะเล่าเรื่องที่อาจารย์อ่านหนังสือให้ลูกฟัง  เพื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเขาในวันหน้า   :)

และด้วยว่าดิฉันสอนการเขียนในสายนิเทศศาสตร์  ดิฉันก็จะพยายามให้เด็กๆอ่านงานเขียนของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก  โดยเฉพาะเรื่องใกล้ตัวพวกเขา  เช่น วินัย...เรื่องใหญ่กว่าที่คิด,  การศึกษาเพื่อสร้างบัณฑิตหรือการศึกษาเพื่อสร้างผลผลิต,  ฯลฯ  ด้วยความหวังว่าเขาจะได้เห็นอะไรบางอย่าง  แบบที่ดิฉันสอนไม่ได้   

รู้สึกว่าโชคดีเหลือเกินที่เกิดมาทันทั้งสองท่านนี้  คือท่านพุทธทาส  และท่านพระธรรมปิฏก  เพราะ "การอ่าน"หนังสือของท่านทำให้ค่อยๆเข้าใจพุทธศาสนามากขึ้น  แล้วก็เห็นเป้าหมายปลายทางของการเป็นครูมากขึ้น หลังจากที่หลงงงๆอยู่ในทุ่งกว้างของอาจารย์อยู่พักใหญ่

ท่านพระธรรมปิฏกนำเสนอเนื้อหาพุทธศาสนาแบบที่ไม่ต้องปรากฏตัวตนของท่านอยู่เลย  ดิฉันทึ่งจริงๆ  ไม่ต้องมี  in my opinion เลย  มีแต่หลักธรรมล้วนๆที่สามารถยืดขยายหรือสรุปกระชับได้เข้ากับเรื่องนั้นๆ 

ดิฉันบอกเด็กๆว่าพุทธธรรม เป็นหนังสือที่ชาวพุทธหรือผู้สนใจจำเป็นต้องหาไว้ประจำบ้าน เพราะมีข้อมูลสำหรับตอบคำถามที่สงสัยได้  นึกสงสัยจะได้เปิดอ่าน  

ส่วนคุณพ่อดิฉันสงสัยหลายครั้งว่าเวลาเดินทางไปพักที่โรงแรม  ในห้องมักมีไบเบิ้ลเล่มเล็กๆวางไว้  ทำไมไม่มีหนังสือธรรมะวางอยู่บ้าง 

 อ้าว...ดิฉันเลยเขียนยาวกว่าเรื่องที่อาจารย์เล่าเสียแล้วค่ะ ....!....

 

สวัสดีครับ อาจารย์ 'ดอกไม้ทะเล'

         อาจารย์มีมุมมองที่ละเอียดและรอบด้านดีครับ ผมยังอยากอ่านต่อ ถ้าอาจารย์มีเวลา

         เรื่องการอ่านนี่ ผมเคยคุยกับ คุณทนง โชตสรยุทธ์ ชื่อนี้คงไม่คุ้นนะครับ แต่ถ้าบอกว่ารู้จัก SE-ED ไหม เกือบทุกคนคงต้องร้องอ๋อว่าเป็นเครือข่ายร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเรา

        คุณทนงพูดไว้หลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือ วิจารณ์คำพูดที่ว่า "คนไทยไม่ชอบอ่านหนังสือ"

       คุณทนงบอกว่าไม่จริง ที่ถูกแล้วน่าจะพูดว่า

       "คนไทยหาหนังสือที่อยากจะอ่านไม่เจอ"

 ต่างหาก

       พูดง่ายๆ คือ

  • แต่ละคนมีเรื่องที่อยากรู้ แต่ไม่มีใครเขียนให้อ่าน (หรือ)
  • เรื่องดังกล่าว มีคนเขียนถึงแล้ว แต่คนอยากอ่านไม่มีโอกาสได้พบข้อเขียนชิ้นนั้น (หรือ)
  • คนอ่านเจอแล้ว แต่ราคาหนังสืออาจจะแพงเกินไป ฯลฯ

       ข้อพิสูจน์ความเชื่อที่ว่านี้?

       คุณทนงบอกว่า ด้วยความเชื่อว่าคนไทยอยากอ่าน จึงวางยุทธศาสตร์กระจายร้านหนังสือ (SE-ED) ให้กว้างขวาง โดยอิงกระแสการเติบโตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ เช่น Tesco-Lotus, คาร์ฟูร์, etc.

       ส่วนเรื่องที่ว่า ห้างพวกนี้จะไปมีผลกระทบต่อร้านค้าปลีกของคนไทยอย่างไรนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่งครับ  ตอนนี้กำลังคิดถึงเรื่องที่ว่า ทำอย่างไร คนไทยถึงจะได้มีโอกาสรหยิบจับ หรือเลือกซื้อหาหนังสือที่ตนเองต้องการอ่าน

      การที่เครือข่ายร้าน SE-ED เติบโตขึ้นอย่างรวมเร็ว ก็เป็นหลักฐานที่หักล้างคำพูดที่ว่า คนไทยไม่ได้ไม่ชอบอ่านหนังสือ แต่ตรงกันข้าม หากมีหนังสือให้เลือก (ในราคาที่สมเหตุสมผล และไปมาได้สะดวก) ก็เพิ่มจำนวนการซื้อหา-การอ่านหนังสือได้ครับ

      เรื่องนี้น่าคิดเหมือนกันนะครับ :-)

คุณ…..เป็นผู้ปกครอง?
ร่วมเป็นหนึ่งในงานสำรวจ ”พฤติกรรมการอ่านของผู้ปกครองไทย”  เพื่อการพัฒนาที่ดีกว่าเดิมให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานของเราในอนาคตกันเถอะครับ..!

http://www.thailandonearth.com/readingSurvey.php

Thank you very much for your kindly response.


นิค แฟร์ริแมน
อาจารย์ ม. มหิดลนานาชาติ (Mahidol University International College - MUIC)

อาจารย์คะ เคยถามน้องภู (ลูกชาย)ว่าลูกชอบอะไรเป็นอันดับหนึ่ง เอาอันเดียว

เขาตอบว่า "หนังสือสิแม่"

แม่..ดีใจเป็นครั้งที่สองหลังจากที่รู้ว่า ปาฏิหาริย์มีจริง

สวัสดีครับ คุณหมอ จริยา

       ดีจังครับ น้องภูเข้าร้านเลือกหนังสือเองเลยหรือเปล่าครับ

       ลูกสาวผมสองคน คนโตชอบอ่านหนังสือเอามากๆ ที่ผ่านมาอ่านการ์ตูนมากหลายร้อยเล่ม (!) จนเขียนการ์ตูนเป็นเรื่องออกมาเอง

       ส่วนเจ้าคนเล็กนี่ไม่ชอบอ่านเท่าไร แต่จะอ่านเฉพาะที่ตัวเองสนใจครับ เขาจะชอบแนวต้องทำอะไรที่เป็นรูปธรรม อย่างพับกระดาษ หรืออย่างนี้เป็นต้น

                         จาก บ้นทึกนี้ ครับ