ใช้ e-Mail "จีบ" พระจากอเมริกา มาเสวนากับลูกศิษย์

Handy
  .. สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คะแนนวิทยาศาสตร์สูงสุด และได้คะแนนเต็มในวิชาคณิตศาสตร์ ... "สันติกะโรใช้ได้" คงจะได้ช่วยเหลือและเป็นกำลังสำคัญต่อไป ..   

 

     จากประสบการณ์การทำหน้าที่ "ครู" ด้วยใจรักมากว่า 30 ปี มีอะไรมากมายที่ควรนำมาบันทึกเพื่อให้ท่านทั้งหลายได้รับประโยชน์  เคยตั้งใจว่าจะจัดระบบของเรื่องราวให้ดีก่อนแล้วค่อยนำเสนอ  แต่ดูเหมือนว่าจะทำได้ยาก จึงขอใช้วิธีธรรมชาติ คือความคิดอะไรผุดขึ้นมาและเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ก็จะเขียน โดยไม่ใส่ใจว่าอะไรเกิดก่อน-หลัง  และคงไม่มีหมวดหมู่อะไร  เรียกว่าขอ Free Style แบบเต็มรูปก็แล้วกันครับ

     จากหัวเรื่อง..  ความจริงมีอยู่ว่า ในปี พศ.2543 ผมได้เลือกสอนวิชาที่น่าสนใจมาก ในกลุ่มวิชา การศึกษาทั่วไป ( General Ed.) ชื่อวิชา " ความจริงของชีวิต " มันท้าทายผมมากที่สุดถึงขนาดไม่สนใจสมัครสอนวิชาอื่นใดเลยในกลุ่มวิชาดังกล่าวที่มีอยู่ราว 13 รายวิชา  ทั้งๆที่โดยฐานเดิมผมเคยสอนวิชาภาษาอังกฤษ และวิชาในกลุ่มเทคโนโลยี-สารสนเทศเพื่อการศึกษา และไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นต้น  จะให้อดใจได้อย่างไรล่ะครับในเมื่อคำอธิบายรายวิชาเขียนไว้ว่า ...

   "  ศึกษาความจริงของชีวิต ความหมายของชีวิต การดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบันและโลกยุควิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ  การนำเอาความจริงและหลักศาสนธรรมไปประยุกต์ใช้ในการแก้ปัญหาและพัฒนาปัญญาชีวิตและสังคม การพัฒนา คุณธรรมและจริยธรรมตามหลักศาสนธรรม ชีวิตที่มีสันติสุข และ สังคมที่มีสันติภาพ "

     และตามด้วยจุดประสงค์ของรายวิชาที่น่าสนใจยิ่ง ว่า ..

            เมื่อศึกษารายวิชานี้จบแล้ว นักศึกษาควรมีความสามารถในสิ่งต่อไปนี้

           1. มีความเข้าใจและสามารถพิจารณาความจริงของชีวิตด้วยปัญญา
           2. มีคุณธรรม จริยธรรมตามหลักศาสนา และเสริมสร้างการมีวินัยในตนเอง
           3. สามารถใช้หลักศาสนธรรมในการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตได้
           4. สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข

     ในฐานะครูคนหนึ่งที่เห็นความผิดพลาดของการจัดการศึกษามาโดยตลอดและทำงานไปด้วยความคับข้องใจ  จึงคิดจะหาความอิ่มใจใส่ตัวด้วยการสมัครเป็นผู้สอนวิชาดังกล่าว  ไปเข้าร่วมประชุมแนะนำรายวิชาและแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และกลับมาเริ่มสอน .. สนุกและท้าทายมากครับ ได้พบกับนักศึกษาที่หลากหลาย  ได้คิดค้นกระบวนการ  วิธีการมากมาย  ตลอดจนการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกลุ่มต่างๆ  เรียกว่าได้ผสมผสานประสบการณ์ในชีวิตของตัวเองเข้ามาในการทำงานอย่างเต็มที่  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาษาและวรรณกรรม  เรื่องการปรับเปลี่ยน-ประยุกต์เทคโนโลยีและสื่อการเรียนรู้  และเรื่องสัจจธรรมแห่งโลกและชีวิต  อันเป็น "ของชอบ" ที่เคยได้เอาชีวิตเข้าไปคลุกคลีและเรียนรู้อะไรมาพอสมควร 

     ในภาคเรียนที่ 1/2543 ผมมีนักศึกษาที่เรียนวิชาดังกล่าวอยู่ 3-4 หมู่เรียน และมาจากหลายสาขาวิชา  ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1  หลังจากผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย  และเน้นความสัมพันธ์กับชีวิตจริงของผู้เรียนเป็นสำคัญ  ตอนปลายภาคเรียนก็คิดโครงการที่จะนิมนต์พระภิกษุสักรูปหนึ่งมาสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้-ความคิดกับนักศึกษาทั้งหมดที่สอน  ท่านไหนนะจะเหมาะสมที่สุด ? เป็นคำถามที่ผมถามตัวเอง  สุดท้ายก็ได้คำตอบว่าน่าจะเป็น ท่านสันติกะโรภิกขุ  ด้วยเหตุผลว่านักศึกษาพวกนี้เป็นคนหนุ่มสาว  ของล่อที่น่าจะเหมาะสมคือตัวบุคลที่เลือกมาจะต้องมีความโดดเด่นในด้านโลกๆมาก่อนและเป็นผู้ที่ศรัทธาและเข้าถึงแก่นธรรมด้วย

    ท่านสันติกะโร เป็นพระภิกษุอเมริกัน  บวชเรียนมาแล้วกว่า 15 พรรษา  พูด-อ่านไทยได้ดี  เรียนเก่ง สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คะแนนวิทยาศาสตร์สูงสุด  และได้คะแนนเต็มในวิชาคณิตศาสตร์ บวชเรียนโดยมีท่านพระธรรมโกศาจารย์ (ปัญญานันทะภิกขุ) เป็นพระอุปัชฌาย์จารย์  และใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาและช่วยเหลืองานท่านอาจารย์พุทธทาสอยู่ที่สวนโมกข์  ผมได้มีโอกาสรู้จักท่านเมื่อตอนไปบวชเรียนอยู่ที่สวนโมกข์ในปีพศ.2531 แต่ได้คุยกันเพียง 2-3 ครั้ง  และที่สำคัญอันเป็นที่มาของความมั่นใจของผมด้วย คือวันหนึ่งผมอยู่ที่กุฏิท่านอาจารย์พุทธทาสขณะที่ท่านปัญญานันทะภิกขุไปเยี่ยมและทั้งสองท่านกำลังสนทนากันอยู่  ก็ได้ยินประโยคสั้นๆที่ท่านอาจารย์บอกท่านปัญญานันทะภิกขุว่า  "สันติกะโรใช้ได้" คงจะได้ช่วยเหลือและเป็นกำลังสำคัญต่อไป .. ฯลฯ

   แต่ จากวันนั้นมันผ่านไปกว่า 10 ปีแล้วที่ผมพบท่านสันติกะโรที่สวนโมกข์  ท่านยังอยู่เมืองไทย ยังเป็นพระภิกษุอยู่หรือไม่  หรืออยู่ที่ใดในโลก  ผมไม่รู้เลย  สิ่งที่น่าจะดีและมีประสิทธิภาพที่สุดที่จะช่วยให้การสื่อสารระหว่างผมกับท่านสำเร็จคือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Mail ผมจึงเลือกวิธีดังกล่าวและทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีและได้ผลสำเร็จเกินความคาดหมาย  ส่วนที่ว่าผมจะ "จีบ" ท่านแบบไหน และจัดการกับกิจกรรมสำคัญในวันนั้นอย่างไร เอาไว้ต่อตอน 2 ก็แล้วกันนะครับ  รับรองว่ามีต่อแน่นอน  เพียงแต่ไม่อาจบอกวันเวลาได้เท่านั้นเอง  อยู่ที่ Rating ด้วยครับ ..      (อันนี้ พูดเล่น  แต่มีความจริงปนอยู่บ้างครับ)

    ดูภาพกิจกรรมไปพลางๆก่อนครับ

  Click ----> http://pg.photos.yahoo.com/ph/techno202544/slideshow?&.dir=/2057&.src=ph

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ลานปัญญา

คำสำคัญ (Tags)#การศึกษา#เรื่องเล่า#การเรียนการสอน#ถอดบทเรียน#ธรรม#การใช้สื่อ

หมายเลขบันทึก: 7535, เขียน: 19 Nov 2005 @ 10:47, แก้ไข, 12 Jun 2012 @ 22:26, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 7, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (7)

คุณครู
IP: xxx.144.143.6
เขียนเมื่อ 20 Nov 2005 @ 09:52

อ่านทุกตอนค่ะ  มีประโยชน์มาก หาเวลาว่างเขียนต่อเร็วๆนะคะ ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ

Handy
เขียนเมื่อ 02 Jul 2006 @ 05:33
ขอตอบ "คุณครู" แบบไม่ทันใจ เพราะผ่านไปกว่าครึ่งปีแล้ว ว่า "ขอบคุณครับ" ได้เขียนบันทึกต่อๆมาอีกหลายสิบเรื่อง คงได้ติดตามอ่านบ้างแล้ว .. ดีใจครับที่เรื่องเล่าธรรมดาๆ ก่อประโยชน์แก่ท่านได้ ขอจงภาคภูมิใจและทำหน้าที่ ยิ่งใหญ่ "ยกระดับวิญญาณมนุษย์" ต่อไป อย่างไม่ย่อท้อ ความสุขของพวกเราไม่ต้องแสวงหาครับ มันมีอุดมอยู่แล้วในหน้าที่การงานนั่นเอง
ธรรมาวุธ
เขียนเมื่อ 16 May 2008 @ 02:11

สวัสดีครับ พี่บ่าวที่เคารพ

ไม่ทราบว่าพี่บ่าวเป็นคนเหล็กหรือเปล่าครับ?

สามารถทำงานหลายอย่างได้ในเวลาเดียวกัน ทั้งๆ ที่ี่เพิ่งเหน็ดเหนื่อยกับการส่งคุณแม่ไปพักผ่อนมาไม่นานเอง นับถือครับ นับถือ

ขอขอบคุณสำหรับบทความนี้ที่แนะนำมาครับ เดี๋ยวจะตามหาภาคสอง ไม่รู้มีหรือเปล่านะครับ

ผมเพิ่งเคยได้ยินชื่อวิชา "ความจริงของชีวิต" ครับ มีวิชานี้อยู่ในสารบบการศึกษาไทยด้วยหรือครับ?  นี่ถ้าตอนเรียนผมมีให้เลือก คงเป็นคนแรกๆ ที่เลือกเรียนวิชานี้แน่นอนครับ

มีเรื่องตลก(ปนเศร้า) ตอนที่ผมเรียนปีหนึ่ง เขามีวิชาเลือกชื่อ วิชาจิตวิทยาเบื้องต้น หรืออะไรทำนองนี้แหละครับ  ได้เห็นชื่อผมดีใจมาก เพราะตอนนั้นกำลังชอบเรื่องการศึกษาทางจิตพอดี พอเข้าเรียนจริงๆ ที่ไหนได้กลับให้เราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ที่เราเรียนมาแล้วตอนมัธยม  ที่เขาทดลองเคาะชามข้าวหมา แล้วทำให้หมาน้ำลายไหลนั่นแหละครับ แล้วเีรียนทฤษฎีของฝรั่ง

สรุปว่าเสียใจมากเลยครับ

มาต่อกันที่บันทึกของพี่บ่าว...

อ่านแล้วผมรู้สึกอิจฉาพี่บ่าวครับ ยิ่งตอนที่พี่บ่าวเขียนว่า

" คือวันหนึ่งผมอยู่ที่กุฏิท่านอาจารย์พุทธทาสขณะที่ท่านปัญญานันทะภิกขุไปเยี่ยมและทั้งสองท่านกำลังสนทนากันอยู่  ก็ได้ยินประโยคสั้นๆที่ท่านอาจารย์บอกท่านปัญญานันทะภิกขุว่า  "สันติกะโรใช้ได้" คงจะได้ช่วยเหลือและเป็นกำลังสำคัญต่อไป .."


ที่อิจฉาก็ตรงที่พี่บ่าวได้อยู่ท่ามกลางครูบาอาจารย์ที่ผมนับถืออยู่ถึงสองท่าน  ซึ่งมันไม่สามารถเกิดกับผมได้แน่นอน

บุญวาสนานี่แข่งกันไม่ได้จริงๆ เลยนะครับ อิอิ

การได้อ่านหนังสือของท่านเหล่านั้น ไม่ว่าสักกี่สิบกี่ร้อยเล่ม ก็สู้ไม่ได้ที่จะได้อยู่ใกล้ชิดท่านสักวินาทีเดียวหรอกครับ  พี่บ่าวว่าไหมครับ?

เขียนไปเขียนมาชักมึนๆ แล้วครับ จบไม่ลง เอาเป็นว่าขอจบดื้อๆ แค่นี้แหละครับ

ธรรมะคุ้มครองครับ

สวัสดีครับ

Handy
เขียนเมื่อ 16 May 2008 @ 20:54

ขอบคุณครับ น้องบ่าว ธรรมาวุธ

  • นั่งตอบอยู่ที่สวนป่า มหาชีวาลัยอิสาน บ้านท่านครูบาสุทธินันท์ครับ
  • มาถึงตอนทุ่มกว่าๆ .. กินข้าวกินปลาอิ่มแล้วจึงมาตอบ
  • สวัสดีครับ
Handy
เขียนเมื่อ 16 May 2008 @ 20:57

ตอนสองอยู่ที่นี่ครับ http://gotoknow.org/blog/handyman/13778

 

ธรรมาวุธ
เขียนเมื่อ 17 May 2008 @ 02:02

สวัสดีครับพี่บ่าว

ว่าแล้วได้ยินเสียงเรอ เอ่อ อ่า มาจากไหน

ผมเข้าไปอ่านแล้วครับ ตอนแรกเห็นภาษาปะกิตก็เริ่มตาลาย จะถอยแหล่ไม่ถอยแหล่อยู่แล้วครับ แต่ก็ลองอ่านดูก็พอดำน้ำไปได้ เฮ่อ

อายุป่านนี้(ปูนนี้) แล้วยังต้องหนักใจภาษาอังกฤษอยู่เลยครับ ดีนะที่ตอนเรียนประถมครูให้เราบ่อย เจอฝรั่งเมื่อไหร่ก็รำไทยเมื่อนั้นครับ อิอิ

ขอให้อิ่มท้อง อิ่มปัญญา ที่สวนป่า มหาชีวาลัยอิสานนะครับ

ธรรมะสวัสดีครับ

ธรรมาวุธ
เขียนเมื่อ 17 May 2008 @ 02:07

ขอแก้คำผิดครับ

จาก ดีนะที่ตอนเรียนประถมครูให้เราบ่อย

เป็น ดีนะที่ตอนเรียนประถมครูให้รำบ่อย

ขอบคุณครับ

ปล. รำที่ว่าคือรำไทยนะครับ ไม่ใช่รำที่ให้หมูกิน อิอิ