GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

โลกธรรม: ธรรมดาของโลก

โลกธรรม: ธรรมดาของโลก

 นายพิเชฐ คำถาเครือ

 โรงพยาบาลแม่สรวย

             เมื่อติดตามข่าวสารทุกวันนี้มีอะไรเกิดขึ้นมากมายและรวดเร็วจนบางครั้งพวกเราที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนปรับตัวตามทันบ้างไม่ทันบ้าง บางครั้งก็มีความเข้มแข็งทั้งกายและใจ บางเวลาก็อ่อนล้าเหนื่อยทั้งกายและใจได้เช่นกันเพราะพวกเราต้องโลดแล่นไปตามกระแสหรือสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราในโรงพยาบาลชุมชนไม่ท้อถอยคือ อุดมการณ์ในการทำความดีเพื่อความผาสุกร่มเย็นของประชาชน พยายามช่วยกันสร้างกำลังกายและกำลังใจของตนโดยใช้ธรรมะทางพระพุทธศาสนา เมื่อพิจารณาหัวข้อธรรมข้อหนึ่งคือ โลกธรรมเป็นธรรมมีอยู่ประจำโลก และเป็นธรรมที่ครอบครองสัตว์โลก ทั้งนี้เราท่านทั้งหลายจะต้องประสบพบเจอ ไม่มีทางที่จะหลบหลีกได้ เปรียบเป็นดั่งเงาของชีวิต เหมือนเราไปทะเลต้องเจอคลื่นกระทบ แท้จริงคลื่นนั้นเป็นของประจำอยู่กับทะเล เราต่างหากที่ไปทะเลจึงเจอคลื่น ซึ่งเป็นธรรมชาติอยู่อย่างนั้น เราทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ก็เช่นเดียวกัน ต้องมาเจอกับคลื่นของโลก ทั้งชอบและไม่ชอบ ทั้งปรารถนาและไม่ปรารถนา มันเป็นสภาวะอยู่เช่นนี้หลายร้อยหลายพันปีเป็นธรรมดา ถึงแม้ว่าเราจะเกิดมาหรือไม่ก็ตามคลื่นของโลกก็มีอยู่อย่างนี้ท่านจึงเรียกว่าโลกธรรม สามารถจำแนกได้ดังนี้

              มีลาภ ลาภคือสิ่งที่ทุกคนอยากได้ สิ่งที่ชอบพึงพอใจและปรารถนาซึ่งรวมไปถึงการเข้าใจของคนทั่วไปว่าการได้โดยไม่คาดคิดมาก่อนหรือได้สิ่งของนั้นมาโดยไม่ต้องลงทุนออกแรงมากมายก็ถือว่าเป็นลาภอันประสริฐเมื่อพิจารณาแล้ว คนเราเกิดมาต่างรักและห่วงชีวิตความเป็นอยู่ของตน สิ่งจำเป็นเช่น อาหาร ซึ่งสัญชาติญาณความอยากความต้องการมีตั้งแต่แรกเกิด เติบโตจนเป็นเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้ใหญ่ จะมากขึ้นเป็นทวีคูณ ตอนแรกก็แสวงหาเพื่อตนเองต่อมาก็แสวงหาเพื่อผู้อื่น เพื่อลูก เพื่อครอบครัว ความอยากจึงมากขึ้นจนไม่มีขอบเขต ถึงแม้ว่าลาภจะนำเอาความสุข ความสำราญเบิกบานใจมาให้ ก็ต้องเป็นลาภที่เกิดขึ้นจากความสุจริตไม่ผิดศีลไม่ผิดธรรม ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อย่างไรก็ตามพระท่านสอนให้มีความสันโดษ ให้รู้จักความพอดี มีในสิ่งที่จำเป็น ถึงมีน้อยก็พลอยสุขใจ การละโมบโลภมากไม่รู้จักคำว่าพอเหมือนก่อกองไฟไว้ในใจทำให้กระสับกระส่ายดิ้นรนแม้ให้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ครองโลก ก็ไม่มีความอิ่มความพออยู่นั่นเอง

             เสื่อมลาภเป็นธรรมดาของโลกหากได้มาแล้วย่อมเสื่อมย่อมเสียไป มีขึ้นมีลง มีได้ย่อมมีเสีย มีขาดทุนมีกำไร ผิดหวังก็สมหวัง สมหวังก็ผิดหวัง ดังนี้ เพราะทุกสรรพสิ่งตกอยู่ในกฎความไม่เที่ยงแท้แน่นอน เป็นอนิจจัง ไม่จีรังไม่สามารถตั้งอยู่มั่นคงถาวรได้ ทุกสิ่งย่อมหมุนไปสู่จุดสลายของตัวมันเอง ของที่เราได้เราครอบครองอยู่เป็นเจ้าของอยู่ ทั้งรักทั้งหวงแหน เช่น ลูก เมีย ภรรยา สามี พ่อแม่ อาคารบ้านเรือน ก็มีวันแก่คร่ำชรา ชำรุดทรุดโทรมเสื่อมสูญ พลัดพรากจากกันไป แม้ตัวเราเองก็กำลังเสื่อมโทรมลงไปทุกวัน ผิวพรรณเหี่ยวแห้ง ตาฟาง หูตึง แขนขาเดินไม่สะดวก ทุกส่วนในร่างกายชำรุดเสื่อมเสียไปทีละน้อย เป็นสัญญาณคอยตักเตือนว่าความแก่ชราได้มาถึงแล้วจะถึงกาลเวลาที่แตกดับลับล่วงไปไม่ในวันใดก็วันหนึ่ง เมื่อได้คิดพิจารณาด้วยปัญญาเช่นนี้ ความยึดมั่นความทุกข์ต่าง ๆ จากการเสื่อมลาภจะลดลงไป ปลดปลงได้โดยไม่ต้องมานั่งร้องไห้โศกเศร้าเสียใจ เพราะรู้กฎอนิจจัง ทุกวันนี้ที่เป็นทุกข์กันทั่วไป เพราะว่าไม่รู้หลักสัจธรรมอันเป็นธรรมดาของโลก ตกอยู่ในความมัวเมาประมาท

             ได้ยศเสื่อมยศ ยศ หมายถึงยอดแห่งความเป็นใหญ่หรือ สิ่งที่ยิ่งยอดด้วยคุณงามความดี ทุกคนที่ประกอบความดีมีสิทธิ์ได้ คนที่ไม่มีคุณงามความดี มีแต่ความเลวร้ายเรียกว่าคนอัปยศ ยศทั้งหลายนั้นพอสามารถแบ่งได้เป็น 3 ประการคือ 1. อิสริยยศ หมายถึง ยศที่เป็นใหญ่โตไปไหนมาไหนมีคนให้ความสะดวกสบายคอยต้อนรับ ไม่มีอุปสรรคขัดขวางตรงข้ามคนธรรมดาที่ไม่มีอิสริยยศทำอะไรก็มีอุปสรรคขัดขวาง 2.บริวารยศ หมายถึง การมีพวกพ้องมากมายคอยรับใช้งานหนักงานเบา บริวารนี้จะมีได้ไม่ใช่ของง่ายต้องมีคุณธรรมมีน้ำใจ มีเมตตา กรุณา เปรียบเหมือนดั่งปลาที่อาศัยอยู่ในหนองน้ำที่อยู่ได้ก็เพราะว่ามีน้ำหล่อเลี้ยงไว้ เมื่อน้ำแห้งลง ปลาก็หนีไปอยู่ในห้วยในหนอง คลอง บึง แม่น้ำที่มีน้ำมากอยู่เสมอ คนเราถ้าขาดคุณธรรมเมตตาอารีมีน้ำใจบริวารก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน 3.เกียรติยศ หมายถึง การมีชื่อเสียง เกิดจากการประกอบกรรมทำดี ทำคุณประโยชน์มีศีลมีธรรมชื่อสัตย์สุจริตเสียสละเป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป อย่างไรก็ตามยศใดก็ตามเป็นเพียงสมมุติเท่านั้น เพราะเป็นกฎธรรมดามียศต้องเสื่อมยศดังได้กล่าวไว้แล้วในข้างต้น

             นินทาและสรรเสริญ ซึ่งเป็นลมปากของคน เพราะไม่ต้องไปแสวงหาซื้อมาประการใด แต่มีอิทธิพล ฤทธิ์เดช ยิ่งกว่าพายุลมฝน ลมปากนี้พัดให้คนรัก คนชังกัน ให้ดีให้เสีย เกลียดโกรธกันได้ ถึงกินไม่ได้นอนไม่หลับก็มี นินทาจึงเป็นอารมณ์คนเขาไม่ชอบ สำหรับสรรเสริญเป็นอารมณ์คนเราชอบ ปกติมนุษย์คนเราไม่ชอบรับคำนินทาจากใคร ๆ แต่ตัวเองชอบนินทาหาเรื่องให้ร้ายป้ายสีคนอื่น เอาความไม่ดีของคนอื่นมาพูดลับหลัง นินทาจึงแปลว่าไหลไปเหมือนกระแสน้ำ ไหลไปโดยไม่มีใครเป็นเจ้าของ คำนินทาก็ทำนองเดียวกันเปรียบเสมือนน้ำเน่าโสโครก ส่วนคำสรรเสริญเหมือนน้ำบริสุทธิ์ใสสะอาดไม่มีพิษ ไม่มีโทษต่อผู้ดื่มกินคำสรรเสริญมุ่งเชิดชูคนดี จะพูดต่อหน้าลับหลังก็ไม่มีพิษภัยแก่ใคร หากไม่มีสติดี เราท่านที่เป็นปุถุชนมักจะมีความอดทนต่อคำเสียดสีนินทานั้นได้น้อยเมื่อถูกนินทาก็ เหมือนถูกหนามทิ่มแทงในใจนั่นเอง โลกธรรมต่อไปคือ

              ได้สุขและทุกข์ สุขเกิดจากคำสรรเสริญเยินยอ ทุกข์เกิดจากคำนินทาว่าร้าย แท้ที่จริงแล้ว การได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ทำให้เกิดความสุข การเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทำให้เกิดทุกข์ อย่างไรก็ตามความจริงทุกคนที่เกิดมาย่อมอยู่ในบ่วงแห่งทุกข์เหมือนกันทั้งนั้น ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข สุขเกิดในลำดับแห่งทุกข์สลับกันไป ทุกชีวิตวนเวียนเปลี่ยนแปรจากเกิดแล้วก็แก่ แก่แล้วก็เจ็บและตาย ความพลัดพราก ความหิว ความจน เป็นทุกข์เวทนา ความเจ็บป่วยไข้เป็นทุกข์ทั้งสิ้น โดยสรุปแล้วเราท่าน ทั้งหลายที่เกิดมาในโลกต้องผจญกับทุกข์ภัย ต้องพบกับสิ่งพอใจชอบใจ ไม่ชอบใจ รักชังเบื่อหน่ายโศกเศร้าเสียใจล้วนเป็นกฎธรรมดาของโลกหนีไม่พ้น แม้ธรรมชาติ ดอย ดง ภูเขา ต้นไม้ ห้วย หนองคลองบึง ยังถูกเบียดเบียนทำลาย ถูกลมถูกพายุ น้ำท่วมเสียหาย ฝนไม่ตกขาดน้ำกินน้ำใช้ แห้งแล้ง หนาวร้อน มันเป็นธรรมดาอยู่เช่นนี้ คนเราเกิดมาต้องประสบพบเจอไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง การจะกำจัดทุกข์อันไม่พึงปรารถนาออกเสียได้ ต้องรับรู้ด้วยเหตุผลและสติปัญญาเปรียบเทียบตัวเขาตัวเรา โดยพิจารณาตนเองเป็นสิ่งสำคัญ โลกธรรมเหมือนคลื่นลมพายุใหญ่รบกวนวิถีชีวิต ไม่ว่าทางหู ทางตา ทางใจ ทางหูได้แก่เสียง มีความหมายแตกต่างกันไปเช่น เสียงเพลง เสียงร้อง เสียงพูด เสียงอ่อนหวานไพเราะ เสียงด่าหยาบคาย เสียงสรรเสริญเยินยอเยาะเย้ยถากถาง เสียงดนตรีทั้งเป็นมงคลและไม่เป็นมงคลสารพัดเสียง คนเรานั้นเสียคนไปเพราะคำสรรเสริญเยินยอก็มี คำนินทาว่าร้ายทำให้คนเกิดกำลังใจได้ดีมีสุขก็มี ฉะนั้นพระท่านว่าเราท่านควรเป็นคนหูหนักอย่าเป็นคนหูเบา มีข่าวคนถูกหลอกถูกต้มอยู่เสมอเพราะหูเบาขาดธรรม และสติสัมปชัญญะ พระพุทธองค์ทรงสอนให้สำรวมระวังใจ เพราะใจเป็นของลี้ลับซ่อนอยู่ในตัวเราและใจเราเองแท้ ๆ ยังชอบรื้อฟื้นเรื่องเก่า ๆ ไม่เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา เสกสรรปั้นแต่งทำให้ดีใจ ให้คนนี้ เกลียดคนนั้น ยกย่องคนโน้น เพราะใจอันขุ่นมัวริษยาพยาบาทแอบแฝงอยู่ เราท่านทั้งหลายควรพินิจพิจารณาด้วยสติปัญญา ศึกษาวิเคราะห์ดูว่าอันไหนควรไม่ควรและควรยึดถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ เขาสรรเสริญด้วยใจจริงหรือไม่ มีเจตนาดีหรือร้าย ติเตียนนินทาเราด้วยเรื่องอันใด คนที่ติเตียนนินทาเป็นคนประเภทไหนมีคุณธรรมอะไร จะได้นึกสงสารให้อภัยเขาไม่ต้องเอาคำหยาบคาย โต้ตอบ โกรธตอบเพราะเรามีแต่จะขาดทุน พระท่านบอกให้ถือเสมือนว่าเขามาชี้บอกสิ่งสกปรกโสโมมที่ติดอยู่บนใบหน้าให้เรา เขาจึงเป็นกระจกส่องหน้าให้เห็นสิ่งแปดเปื้อนบนใบหน้าที่เรามองไม่เห็นเราก็ควรล้างชำระเช็ดถูออกเสียให้สะอาด จะได้สบายใจไม่เป็นทุกข์กังวลอีกต่อไป ถึงแม้ว่าในชีวิตเราบางเวลา เปิดฟังข่าวทางวิทยุยังไม่ชอบใจเพราะถูกคลื่นแทรกคลื่นรบกวน แม้ถนนที่ไม่ราบรื่นขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ นั่งรถโดยสารไปไม่สะดวกสบายเพราะถูกคลื่นถนนกระทบรบกวน ชีวิตเราท่านทั้งหลายก็ถูกคลื่นอารมณ์รบกวนทั้งทางบวก ลบ สูง ต่ำ ดำ ขาว ดี ร้าย เป็นโลกธรรมรบกวนอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน ท่ามกลางกระแสและการเปลี่ยนแปลงในทุกวันนี้เราท่านก็ต้องเตรียมตัวเตรียมใจให้เข้มแข็งพร้อมที่จะเผชิญกับโลกธรรมและสิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นต่อไป

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ธรรมะ
หมายเลขบันทึก: 75276
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 1
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (1)

คำนิยามคำว่าเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจขึ้นอยูกับอะไรค่ะ