GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

โมระปริตต์

โมระปริตต์  

            ครั้งนี้มีเรื่องมาเล่าสู่กันได้อ่านเป็นพระปริตต์ที่อยู่ในเจ็ดตำนาณ และสิบสองตำนาณ (ใช้ตำนาณเพราะแปลว่าเครื่องป้องกันไม่ใช่ตำนานที่แปลว่าเรื่องราวเก่าก่อน)คือโมระปริตต์หรือปริตต์ของนกยูง เรื่องมีอยู่ว่า อดีตกาลในสมัยพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในพระนครพาราณสี  ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าได้เสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกยูง  มีสีเหมือนสีทอง  งดงามน่ารัก  มีริ้วสีแดงเป็นเส้นงามอยู่ใต้ปีกทั้งสองโดยอาศัยอยู่ที่ราบบนภูเขาทัณฑกะหิรัญเทือกเขาลูกที่ 4 ตั้งอยู่ในดงลึกเลยเทือกเขาอื่นเข้าไป 3 ลูก  นกยูงทองนั้นระวังรักษาชีวิตของตนเองเป็นอย่างดี  และเพื่อคุ้มครองป้องกันตัวขณะออกหาอาหารในกลางวัน  ทุก ๆ รุ่งเช้า   นกยูงทองจะขึ้นไปบนยอดเขาสูงเฝ้ามองดูดวงอาทิตย์กำลังขึ้นแล้วผูกพระปริตต์เป็น  พรหมมนต์ขึ้นกล่าวนมัสการพระอาทิตย์กำลังอุทัย   และนมัสการพระพุทธเจ้าทั้งหลาย   ซึ่งเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว   พร้อมทั้งพระคุณของพระองค์ด้วยเสร็จแล้วจึงออกเที่ยวหาอาหารไปตลอดวัน  ครั้งยามเย็นนกยูงทองนั้นจะกลับมาที่พักและขึ้นไปอยู่บนยอดเขาสูง  เฝ้ามองดูดวงอาทิตย์กำลังตกแล้วผูก  พรหมมนต์ขึ้นกล่าวนมัสการ         พระอาทิตย์กำลังอัสดง และนมัสการพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งเสด็จปรินิพพานไปแล้ว  พร้อมทั้งพระคุณของพระองค์ด้วย  แล้วก็เข้าพักนอน  ด้วยอานุภาพของพระปริตต์  ที่กล่าวนมัสการอยู่ทุกเช้าทุกเย็น  เช่นนี้นกยูงทองก็อยู่เป็นสุขและปลอดภัยมาช้านาน

 

            ต่อมามีนายพรานผู้หนึ่ง   อาศัยอยู่ในหมู่บ้านพรานใกล้พระนครพาราณสี  ได้ท่องเที่ยวไปในป่าหิมพานต์พบเห็นนกยูงทองบนภูเขาทัณฑกะหิรัญนั้น   เมื่อกลับมาบ้านจึงเล่าให้ลูกชายของตนฟัง   ต่อมาพระนางเขมามเหสีของพระเจ้าพาราณสี  ทรงพระสุบินเห็นนกยูงทองแสดงธรรมถวายแก่พระนาง   ครั้นตื่นบรรทมก็กราบทูลพระเจ้าพาราณสีให้ทรงทราบ  แล้วกราบทูลวิงวอนว่า        พระนางปรารถนาจะได้สดับธรรมของนกยูงทองเหมือนดังในความฝัน   พระเจ้าพาราณสีจึงโปรดให้ประชุมหมู่อำมาตย์แล้วตรัสถาม   อำมาตย์พราหมณ์ทั้งหลายกราบทูลว่า      เคยได้ยินว่า มีนกยูงทองนั้นอยู่   แต่อยู่ที่ไหนนั้นพวกนายพรานคงจะทราบ  พระเจ้าพาราณสีจึงตรัสสั่งให้เรียกพวกพรานมาประชุมแล้วทรงมีพระราชดำรัสถาม บุตรชายของนายพรานผู้ทราบเรื่องจึงกราบทูลว่า      นกยูงทองนั้นอาศัยอยู่บนภูเขาทัณฑกะหิรัญ   พระเจ้าพาราณสี   จึงสั่งให้นายพรานไปจับเป็นๆมา   อย่าฆ่าให้ตาย  นายพรานก็ไปทอดบ่วงดักตามสถานที่นกยูงทองออกหากิน   แต่แม้ว่านกยูงทองจะเหยียบบ่วงที่พรานดักไว้   บ่วงก็ไม่คล้องเท้า           นายพรานพยายามอยู่ถึง 7 ปี   ก็จับนกยูงทองไม่ได้    จนตัวเองตายอยู่ในป่า  พระนางเขมาก็มิได้ทรงสดับพระธรรมจนสิ้นพระชมน์  พระเจ้าพาราณสีจึงทรงอาฆาตว่า  พระมเหสีของพระองค์ต้องสิ้นพระชมน์เพราะนกยูง จึงโปรดให้จารึกอักขระลงลานทองไว้ว่า  ในประเทศป่าหิมพานต์มีภูเขาชื่อทัณฑกะหิรัญ มีนกยูงทองอาศัยอยู่ที่ภูเขานั้น ผู้ใดได้กินเนื้อของนกยูงทอง  ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตายและมีอายุยืน      แล้วโปรดให้บรรจุลานทองจารึกนั้นใส่ในผอบทองคำเก็บรักษาไว้

 

            เมื่อพระเจ้าพาราณสีสวรรคตแล้ว  พระราชาองค์อื่นสืบราชสมบัติต่อมา  ได้อ่านจารึกลานทองนั้น ก็มีพระราชประสงค์จักไม่แก่ไม่ตายบ้าง จึงโปรดส่งนายพรานอีกคนหนึ่งไปจับนกยูงทอง  พรานผู้นั้นไปพยายามจับอยู่หลายปี ก็จับไม่ได้ จนตัวตายอยู่ในป่า เป็นดังนี้         สืบมาถึง 6 ชั่วพระราชา  ก็จับนกยูงทองไม่ได้  ครั้งมาถึงรัชกาลของพระเจ้าพาราณสีองค์ที่  7  ก็โปรดส่งนายพรานอีกคนหนึ่งไปจับ  นายพรานผู้นี้รู้เรื่องที่ว่านกยูงทองเหยียบบ่วงแล้วไม่คล้องขา      และรู้ด้วยว่านกยูงทองร่ายพระปริตต์ป้องกันตัวก่อนออกหากิน  นายพรานจึงจับนกยูงทองตัวเมียตัวหนึ่งเอามาฝึกหัดให้ฟ้อนรำขับร้องชำนาญดีแล้วก็นำเอาไปด้วย   พอรุ่งเช้าก่อนที่นกยูงทองจะร่ายพระปริตต์  นายพรานได้ปักหลักทอดบ่วงไว้เสร็จแล้วให้นางนกยูงขับร้องขึ้น  ฝ่ายนกยูงทองได้ยินเสียงมาตุคาม   ก็มีใจเร่าร้อนด้วยกิเลส  มิสามารถร่ายพระปริตต์ได้เช่นเคย  แล่นถลันเข้าไปหา        เลยติดบ่วง   นายพรานจึงจับตัวได้พาไปถวายพระเจ้าพาราณสี  เมื่อพระเจ้าพาราณสีทอดพระเนตรเห็นรูปสมบัติของนกยูงทองก็ชอบใจโปรดให้จัดอาสนะประทานแก่นกยูงทอง

 

            พระโพธิสัตว์ขึ้นบนอาสนะที่จัดไว้แล้วทูลถามว่า    เหตุใดพระองค์จึงตรัสสั่งให้จับข้าพเจ้ามา  พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า เขาว่าผู้ใดได้กินเนื้อของท่าน  ผู้นั้นจะไม่แก่ไม่ตาย          เพราะฉะนั้น  ฉันก็อยากจะกินเนื้อท่าน  แล้วไม่แก่ไม่ตายบ้าง  จึงให้จับเอาท่านมา  นกยูงทองจึงทูลว่า   ผู้ที่กินเนื้อของข้าพเจ้าแล้วไม่แก่ไม่ตาย  แต่ตัวข้าพเจ้าต้องตาย   พระราชาตรัสว่า  ถูกแล้วท่านต้องตาย   นกยูงทองจึงว่า  ก็เมื่อข้าพเจ้าเองยังตาย  แล้วทำไมคนที่กินเนื้อข้าพเจ้าจักไม่ตายเล่า    พระราชาตรัสว่า   เพราะท่านมีสีเหมือนสีทอง  คนที่กินเนื้อท่านแล้วจักไม่ตาย          นกยูงทองทูลว่า     การที่ข้าพเจ้าเกิดมามีสีเหมือนสีทองนั้นมิใช่จะไม่มีเหตุผล ในชาติก่อนข้าพเจ้าเคยเป็นพระราชาจักรพรรดิอยู่ในพระนครนี้  ตัวข้าพเจ้าเองรักษาศีล 5  แล้วชักชวนประชาชนทั่วทั้งจักรวาล  ให้รักษาศีล 5  ด้วย  ครั้นตายแล้วข้าพเจ้าไปเกิดในภพดาวดึงส์จนตลอดอายุจึงจุติจากนั้น  ด้วยอกุศลกรรมบางอย่าง  ได้มาเกิดเป็นนกยูง  แต่ด้วยอานุภาพของการถือศีล 5 ในครั้งก่อนจึงมีสีเหมือนสีทอง   พระเจ้าพาราณสีจึงตรัสว่าที่ท่านพูดว่าท่านเคยเป็นพระราชาจักรพรรดิ์รักษาศีล 5  แล้วมาเกิดเป็นนกยูงมีสีเหมือนสีทองด้วยผลของศีล 5  นั้น  เราจะเชื่อได้อย่างไร  มีใครเป็นพยาน   นกยูงทองทูลว่า  มีมหาราชเมื่อข้าพเจ้าเป็นพระราชาจักรพรรดินั้น   เคยนั่งรถประดับด้วยรัตนะ 7 ประการ   ท่องเที่ยวไปในอากาศ  รถคันนั้นเวลานี้ฝังอยู่ใต้สระมงคลโบกขรณี  โปรดขุดขึ้นมาจะได้เป็นสักขีพยานของข้าพเจ้า  พระเจ้าพาราณสีจึงตรัสสั่งให้ไขน้ำออกจากสระแล้วให้นำเอารถนั้นขึ้นมา  ครั้นพระราชาได้ทอดพระเนตรเห็น ก็ทรงเชื่อคำพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จึงแสดงธรรมถวายแก่พระเจ้าพาราณสี  เป็นความว่า  ดูก่อนมหาราชนอกจากพระนิพพานแล้ว  สิ่งทั้งหลายนอกนั้นล้วนเป็น       สิ่งผสมปรุงแต่งขึ้น   เป็นของไม่ยั่งยืนถาวร  เพราะมีขึ้นแล้วก็หาที่จะดำรงคงอยู่ได้   เป็นของสิ้นไปเสื่อมไปโดยธรรมชาติ   แล้วทูลให้พระเจ้าพาราณสีทรงรักษาศีล 5และพระเจ้าพาราณสีจึงยกราชสมบัติมอบให้แก่พระโพธิสัตว์แล้วทรงทำสักการะพระโพธิสัตว์เป็นการใหญ่     พระโพธิสัตว์รับราชสมบัติไว้แล้วกลับถวายคืนแก่พระเจ้าพาราณสี  พักอยู่สองสามราตรีแล้วถวายโอวาทกำชับว่า  ขอพระองค์อย่างทรงประมาท   แล้วบินขึ้นสู่อากาศกลับไปยังภูเขาทัณฑกะหิรัญ  ตามเดิม

 

       ที่จริงแล้วในการเจริญพระพุทธมนต์พระท่านจะเอาเนื้อหาที่นกยูงโพธิสัตว์ร่ายเป็นพรหมมนต์มาเป็นเนื้อหาในการสวดพระปริตต์เท่านั้น  อย่างไรก็ตามจากเรื่องที่เล่ามานี้เป็นนิทานประกอบซึ่งจะมีข้อคิดที่เตือนสติอยู่หลายประการคือ นกยูงนั้นร่ายมนต์อยู่เสมอทำให้แคล้วคลาดปลอดภัยแต่พอถูกกลลวงคือความดึงดูดใจจากนกยูงตัวเมียทำให้เกิดความลุ่มหลงจนลืมในการท่องมนต์และถูกบ่วงนายพรานในที่สุด

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ธรรมะ
หมายเลขบันทึก: 75274
เขียน:
แก้ไข:
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (0)