วงสนทนานี้มีอยู่ ๖ ชีวิต แต่ละชีวิตมีพื้นหลังความรู้ทั้งที่อบรบและการเรียนมาต่างกันในบางส่วน แต่อาจเหมือนกันเมื่อไปถึงที่สุดแล้ว

- สายวิทยาศาสตร์ ๓ คน ประกอบด้วย วิทยาศาสตร์การอาหาร ฟิสิกส์และชีวเคมี

- สายมนุษย์ศาสตร์ ๓ คน ประกอบด้วย จริยศาสตร์ (ปรัชญา) ภาษาอังกฤษ และศาสนา (เชิงวิชาการ)

  • เมื่อวานไปเลี้ยงลูกให้พี่คนหนึ่ง
  • อ้าว..ท่านท้องตั้งแต่เมื่อไร ไม่เห็นจะมีภาพให้เห็นว่าท้องเลย
  • เขาทำเด็กในหลอดแก้ว จากนั้นจึงรีบไปหยิบภาพเด็กน้อยที่ถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก แต่ละคนดูภาพเด็กตัวน้อยนั้น
  • เด็กนี้ดูน่าสงสารจัง
  • ผมก็ว่าอย่างนั้น น่าสงสารมาก ดูแกเศร้าๆ หรืออะไรสักอย่าง
  • เด็กหลอดแก้วนี้ เขาเอาเชื้อของผู้ชายไปผสมกับเชื้อผู้หญิงอื่นที่ไม่ใช่เมียตัวเองนะหรือ
  • โอ้ย ไม่ใช่ เขาเอาชื้อระหว่างผัวเมียผสมกันแล้วไปฝากที่ครรภ์ของหญิงอื่น กรณีนี้ก็เช่นกัน แต่ทำข้อตกลงกับหญิงที่รับฝากครรภ์ไว้ก่อน
  • อ้าว แล้วหญิงที่รับฝากครรภ์ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือกับการต้องดูแลครรภ์และการต้องมอบเด็กให้กับเจ้าของเชื้อ
  • อ้าว ถ้าอย่างนั้นต่อไปเราก็เอาไปฝากในในท้องวัวท้องควายได้สิ
  • บ้า จะไปทำได้อย่างไร
  • น่าจะเป็นไปได้นะ เพราะวิทยาศาสตร์ทำให้เป็นไปได้เสมอ
  • แกน่ะแหละเป็นคนแรก ที่จะต้องออกมาจากท้องควาย (เสียง ฮาขนานใหญ่)

   ระหว่างที่เราคุยกันเรื่องนี้ ผมเป็นทั้งผู้สังเกตและผู้คุยและถามเรื่องที่ไม่รู้ ผมหันไปถามนักจริยศาสตร์ว่า คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ที่ได้คำตอบกลับมาคือความนิ่งงัน ต่อมานักภาษาอังกฤษ ก็บอกว่า ต่อไปเราคงมีอาชีพใหม่ขึ้นคือการรับจ้างตั้งครรภ์กับบุคคลที่อยากมีลูก แต่ละคนสับทับว่า ใช่ คงต้องเป็นอย่างนั้น เพราะมันคือการก้าวไปของวิทยาศาสตร์ คำหนึ่งที่ผมถามกลุ่มผู้มีฐานทางวิทยาศาสตร์คือ ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์เขาไม่คิดอะไรบ้างหรือ กับการที่ต้องตั้งครรภ์และการที่ต้องมอบเด็กในท้องของตัวเองให้กับผู้เป็นเจ้าของเชื้อ ส่วนผู้เป็นเจ้าของเชื้อซึ่งมิได้ตั้งครรภ์ ประคบประหงม ดูแลเอาใจใส่ด้วยตัวเอง เขามีความรู้สึกอย่างไร และอีกหลายๆ คำถามที่อยู่ในใจ ผมคิดว่า นักจริยศาสตร์ก็น่าจะมีคำถามในใจเหมือนกัน อย่างน้อยจากกรณีนี้ ทำให้นึกถึงตอนเรียนประถม เกี่ยวกับนกกาเหว่าและกา