ปกติหลังจากทานข้าวเที่ยง หรือหลังจากเข้าห้องบรรยายเสร็จ เราก็จะไม่ไปที่ห้องทำงานหรือคณะใด เราคิดอย่างเดียวว่ากลับห้องทำงานดีกว่า หลายคนบอกว่าเราไม่ค่อยสมาคมกับใคร มันเป็นเรื่องจริง แต่เราก็เป็นมิตรกับทุกคน เมื่อมาพบกันก็คุยเรื่องราวต่างๆ จำได้ว่า เรื่องหนึ่งที่เพื่อนพูดถึงคือการเข้าไปห้องบรรยายแล้วพูดให้กับนักศึกษาที่เคร่งครัดในศาสนาหนึ่งได้เข้าใจว่า "อันที่จริงถ้าเราถอดคำว่าศาสนาหรือตราพุทธ ตราคริสต์ ตราอิสลาม ตราฮินดูฯลฯออก เราก็จะเห็นว่าไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ่งที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อกัน"  (ผมจำได้ไม่หมด แต่เนื้อความที่ผมเข้าใจประมาณอย่างนั้น) ผมได้กลวิธีเสนอความรู้เพื่อการสมานฉันท์จากเพื่อน เพราะเห็นด้วยกับเพื่อนว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  จึงนำไปพูดในชั้นเรียนบ้าง โดยต่อยอดและเพิ่มเติมไปตามที่ผมเข้าใจด้วยคำพูดว่า "ในเรื่องของศาสนาหากเราถอดตราออกก็จะเหลือเพียงระบบจริยธรรม คือธรรมที่มนุษย์พึงปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นให้ดี เพราะจริยธรรมคือธรรมที่ควรประพฤติและประพฤติแล้วดี ลองคิดอย่างนี้ เมื่อเราต้องการอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อชำระร่างกายให้สะอาดเราจะนึกถึงสบู่ เราเดินเข้าไปในเซแว่นฯ เราจะเห็นว่า สบู่มีหลายยี่ห้อ ปาล์มโอลีฟบ้าง โดฟบ้าง จอห์นสันบ้าง นกแก้วบ้าง ไลฟ์บอยบ้าง ทีนี้เมื่อเราถอดตราออก ก็จะเหลือเพียงก้อนสบู่ที่มีประโยชน์เดียวกันคือ การชำระร่างกายให้สะอาด ในส่วนของศาสนาก็เช่นกัน เมื่อเราถอดตราพุทธ ตราคริสต์ ตราอิสลาม ตราฮินดู ตราอะไรต่อมิอะไรออก ก็เหลือเพียงสิ่งที่มนุษย์พึงกระทำต่อกันที่เรียกว่ามนุษยธรรมนั่นเอง" สิ่งที่ผมพบคือ "ใช่อาจารย์ผมก็ว่าอย่างนั้น" "อืมๆๆ" ฯลฯ แต่นั่นแหละสิ่งนี้ไม่สามารถจะใช้ได้กับผู้ที่คิดว่าของตนดีที่สุด มาถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงคำที่สัญชัยพูดกับศิษย์ของตนแท้ๆ

เมื่อวานตอนค่ำผมไปกินขนมจีนและแย่งกินข้าวต้มไข่เค็มของเพื่อนคนหนึ่งที่บ้านของเพื่อนอาจารย์อีกคนหนึ่ง ระหว่างนั้นก็คุยกันไปด้วย เราคุยกันไปถึงเรื่องที่เคยฟังมา ผมพูดว่า "ผมเคยได้ยินชาวบ้านพูดว่า การล้างสลายนิ่วในกระเพาะยาที่ดีคือเบียร์กับอะไรสักอย่าง ผมจำไม่ได้" จากนั้นเพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นสมาชิกของบ้านเพื่อนก็พูดว่า การที่ผมดื่มเบียร์-ดื่มเหล้านั้นท่านว่าผิดศีลไหม  ผมก็บอกว่า "ดื่มแบบไหนล่ะ" เพื่อนพูดต่อว่า "อันที่จริงการที่มันจะผิดก็ต่อเมื่อเราไม่สามารถครองสติได้ และการที่เขาไม่ให้ทำข้อนี้เพราะบางคนที่ดื่มกินแล้วอันธพาล (มืดบอด)" ผมก็พูดว่า "มันก็น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะถ้าดื่มเพื่อเป็นตัวยา มันไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว พุทธเจ้ามองเห็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์มากกว่า ว่าทำแล้วมีประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นมากน้อยเพียงใด" สักพักหนึ่งผมก็พูดต่อว่า "คนเรามักมองแต่เพียงภาพ แต่ไม่ได้มองที่ตัวเจตนา ศีลมีอยู่อย่างนี้ก็แข็งทื่อไป  เหมือนกับกฎหมายที่เราบัญญัติกันนั่นแหละ คนไม่สนใจเบื้องหลังภาพเลย" สักครู่เสียงเล็กแหลมก็ดังลั่นบ้านมาทางข้างหลังจากหญิงเจ้าของบ้านว่า "เทศน์กันอีกแล้ว จะเทศน์อะไรกันนักหนาฮ้า......." เราก็เลยหัวเราะฮา ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน พอเราสามคนรวมหัวกันทีไรก็เป็นคุยแต่เรื่องประมาณนี้ ฉะนี้แล :-)