คะน้า- - -หนึ่งในความขี้เกรงใจของชาวอาทิตย์อุทัย

nash
  อีกตัวอย่างคือ ถ้าคุณมาริโกะ สาวน้อยออฟฟิศ กำลังพยายามเปลี่ยนหมึกปริ๊นเตอร์ และเธอกำลังไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือเปล่า คุณเป็นเพื่อนร่วมงานที่อยู่แถวนั้น หรือเดินผ่านมาพอดี คุณอาจได้ยินเธอรำพึงเบา ๆ เสียงงุ้งงิ้งน่ารักว่า "..อืมม..เปลี่ยนหมึกปริ๊นเตอร์อย่างนี้ถูกหรือเปล่าน้า..." ก็จงทราบเถอะค่ะว่า เธอพูดกับคุณ ฮิ ๆ  

Chinese Kale

 ภาพ ผักคะน้าน้ำมันหอย  สั่งทานครั้งต่อไป ลองนึกถึงสิ่งดี ๆ ที่ญี่ปุ่นและไทยต่างก็มีอยู่ในใจด้วยกันสิ่งนี้ ที่มาภาพ: http://farm1.static.flickr.com/59/185558555_932d506a1e.jpg


 

  ท่านชอบทาน "ผักคะน้า" กันไหมคะ ?

 ผู้เขียนบล๊อกชอบมากค่ะ

วันนี้ชื่อเรื่องและภาพอาจจะทำให้ท่านไขว้เขวบ้างเล็กน้อย

แต่มันเป็นสิ่งที่แว่บขึ้นมาอยู่ในหัวเสมอค่ะ   เวลาอยู่ในแวดวง

การสนทนากับชาวญี่ปุ่น   และได้ยินคำลงท้ายประโยคว่า

"... คะน้า....คะน้า... "

อยู่ร่ำไป

 

 ถ้าว่ากันตามไวยากรณ์แล้ว

 ภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ชวนมึนหัวที่สุดภาษาหนึ่งเลยล่ะค่ะ

 คือความยากนั้น หลายท่านอาจบอกว่าภาษาต่างด้าวภาษาไหนก็ยาก

 แต่ของญี่ปุ่นนั้น เพิ่มความยากด้านวัฒนธรรมเข้าไปด้วยอีกเยอะน่ะซี่คะ

 ในที่นี้ พี่ยุ่นของเราเป็นเผ่าพันธุ์ที่ขี้เกรงใจพอ ๆ กับพี่ไทยน่ะค่ะ

 

ครูสอนภาษาญี่ปุ่น เคยสอนถึงระดับความไม่แน่ใจ ,

 ความน่าจะเป็น และคำที่คนญี่ปุ่นใช้ไว้มากมาย

 ถึงขั้นแบ่งเป็นระดับเปอร์เซ็นต์แน่ะค่ะ คือกะคร่าว ๆ น่ะนะคะ

เช่น พูดอย่างนี้แปลว่ามั่นใจประมาณกี่เปอร์เซ็นต์   อย่างนี้เท่าไหร่

สำหรับเด็กศิลป์ภาษา ผู้ซึ่งกลัวเลขมาก ก็กลุ้มใจไปตามระเบียบค่ะ

เพราะต้องคอยจัดลำดับความน่าจะเป็นในหัวเป็นเปอร์เซ็นต์ก่อนพูด

นอกจากนี้   คนญี่ปุ่นยังมีพฤติกรรมชอบพูดกับตัวเองอีกด้วยค่ะ แหะ

คือไม่ใช่เขาเพี้ยน ๆ น่ะนะคะ   แต่ว่า เป็นการแสดงให้สังคมและ

คนรอบข้างรู้ว่า   เขากำลังลังเล สงสัย ไม่แน่ใจอะไรสักอย่างอยู่น่ะค่ะ

และส่วนใหญ่แล้ว   สิ่งที่เขาลังเล สงสัย อยู่นั้น เขาก็อาจจะอยากให้

คนรอบข้าง (แปลว่าเรา ผู้ซึ่งอยู่ตรงนั้น)   ได้รับทราบด้วย

เผื่อจะได้ตอบคำถาม   หรือช่วยแก้ไขได้

 

แล้วทำไมไม่ถามเราตรง ๆ เลยเล่า   ง่ายกว่าไหม   ท่านทั้งหลายอาจจะสงสัย

ก็อาจจะง่ายกว่าจริงน่ะนะคะ

  แต่มันอาจจะทำลายสิ่งที่คนญี่ปุ่นให้ความสำคัญที่สุดอย่างยิ่งยวดลงไปด้วย

นั่นก็คือ   การทำลาย Wa หรือสภาพสมดุลย์ของธรรมชาติ

อย่างที่มันเป็น ในขณะนั้นน่ะค่ะ

 

พูดง่าย ๆ เขาอาจจะไม่อยากถามเราตรง ๆ

เพราะกลัวว่าคำถามนั้นอาจก่อให้เกิดความอึดอัดใจ ไม่สบายใจ   ให้กับผู้ตอบได้นั่นเองค่ะ

 

  สิ่งหนึ่งที่เขาพอจะทำได้   และเชื่อว่าจะให้ประโชน์กับทั้งสองฝ่าย   ก็คือ  

การรำพึงรำพันกับตัวคนเดียว

แล้วก็หวังว่าคนรอบข้างนั้นจะไวพอที่จะได้ยินได้ฟังอย่างใจที่เป็นกลางน่ะค่ะ

แล้วจะได้ช่วยตอบให้ได้

 

หรือพูดอีกนัยหนึ่ง

ที่เขาพูดรำพึงกับตัวเองคนเดียวเบา ๆ

แล้วลงท้ายว่า "..คะน้า....คะน้า..." นี่น่ะ

ก็เพราะเขา "เกรงใจ" เรานั่นเองค่ะ

เช่น

ถ้าคุณเป็นคุณสมชาย และ เพื่อนญี่ปุ่นจะเลี้ยงอาหารญี่ปุ่นคุณ

เขาอาจรำพึงคนเดียวว่า

"... เอ..คุณสมชายจะทานปลาดิบได้ไหมน้า...."

ความนัยคือ เขาเกรงใจที่จะถามคุณตรง ๆ  

เพราะการถามตรง ๆ นั้น   มันมีนัยยะว่าไม่ค่อยสุภาพแฝงอยู่

และอาจทำให้คุณเสียหน้า หรือ ลำบากใจได้   ถ้าต้องปฏิเสธน่ะค่ะ

ดังนั้น   การที่เขาพูดคนเดียวเบา ๆ   จึงเป็นการรักษาหน้าให้คุณค่ะ

ตามมารยาทแล้ว   ถ้าคุณทานได้   ก็ต้องแสดงความกระตือรือล้น

รีบตอบเลยค่ะว่า   ทานได้ครับ ไม่ต้องเป็นห่วง

 

แต่ถ้าทานไม่ได้   ก็ต้องแสดงสีหน้าลำบากใจ   แล้วก็ขอโทษเบา ๆ

บอกว่า   เกรงใจจังเลย   แต่ว่า ปลาดิบน่ะ....เอ่อ.....

คือพูดค้างไว้แค่นี้น่ะค่ะ   ไม่ต้องพูดจนจบอ้างวารสารทางการแพทย์

ว่าทานปลาดิบแล้วอาจเจอพยาธิอะไรอย่างนั้น

คนญี่ปุ่นจะมีประโยคลักษณะที่พูดค้าง ๆ ไว้เยอะค่ะ

ทิ้งไว้ให้เติมคำในช่องว่างเอง

เพราะถือว่า   ถ้าพูดจนจบประโยค

อาจทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึก เสียใจ เสียหน้าได้

เห็นไหมคะ   ขี้เกรงใจเสียไม่มี

อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ

ถ้าคุณ มาริโกะ สาวน้อยออฟฟิศ กำลังพยายามเปลี่ยนหมึกปริ๊นเตอร์

และเธอกำลังไม่แน่ใจว่าทำถูกหรือเปล่า

คุณเป็นเพื่อนร่วมงานที่อยู่แถวนั้น หรือ เดินผ่านมาพอดี

คุณอาจได้ยินเธอรำพึงเบา ๆ เสียงงุ้งงิ้งน่ารักว่า  

".... อืมม...เปลี่ยนหมึกปริ๊นเตอร์อย่างนี้ถูกหรือเปล่าน้า..."

ก็จงทราบเถอะค่ะว่า   เธอพูดกับคุณ ฮิ ๆ

และถ้าคุณเป็นสุภาพบุรุษ หรือ สุภาพสตรี ผู้มีน้ำใจ

ไม่ว่าคุณจะรู้วิธีเปลี่ยนหรือเปล่าน่ะนะคะ

ก็ทำท่ากุลีกุจอเข้าไปช่วยเธอดูหน่อยเถอะค่ะ

 เพราะถ้าลองเธอรำพึง  "...คะน้า...คะน้า..."  มาแล้ว

แสดงว่าเธอคงจะต้องการความช่วยเหลือแล้วล่ะค่ะ

 แต่ว่าเกรงใจ

และพอคุณเข้าไปช่วยเธอดูจริง ๆ

เธอก็จะขอโทษขอโพยคุณเป็นการใหญ่

ราวกับว่าเธอทำผิดอะไรมา

ซึ่งในความรู้สึกเธอนั้น

เธอคิดว่าเธอผิดจริง ๆ ค่ะ

คือทำให้คุณเสียเวลา และลำบากที่ต้องมาช่วยเธอ

เธอจะใช้สำนวนว่า "...แย่จริงเชียว..."

หรือภาษาญี่ปุ่นคือ " Warui desu kedo...."  น่ะค่ะ

ฟังดูเหมือนสิ่งที่เธอรบกวนคุณเป็นเรื่องที่เลวร้ายมาก

แต่เขาพูดกันอย่างนี้จริง ๆ นะคะในชีวิตประจำวัน

 ถึงบอกไงคะว่าคนญี่ปุ่นนี่ขี้เกรงใจสูสีกับคนไทย

เผลอ ๆ อาจจะมากกว่า

เพราะเขามีบทสนทนา สำนวนเฉพาะ สำหรับทั้งสองฝ่าย

ที่จะต้องใช้กันเป็นบทมาตรฐานเลย

สำหรับหลาย ๆ สถานการณ์ด้วยกัน

เตรียมไว้ให้แล้ว

 

 

ดังนั้น

ไปอยู่ญี่ปุ่น

วัน ๆ ท่านจะได้ยินแต่เสียงพูดว่า

" คือว่า.....เกรงใจคุณจังเลยน่ะค่ะ...แต่ว่า..."

"... ต้องขอโทษจริง ๆ นะคะ แต่จริง   แล้วนี่   ดิฉันมีเรื่องใคร่ขอรบกวนคุณสักอย่างหนึ่งน่ะค่ะ..."

".... ผมแย่จริงเชียวครับ รบกวนคุณอยู่เรื่อย   ทำให้คุณลำบากแย่เลย...."

 

หรือแม้แต่เจอหน้าทักทายกันนะคะ   เขาก็จะไม่ใช้คำว่า สวัสดี สบายดีหรือ หรอกค่ะ

ทายซิคะ   เขามักทักทายกันว่าอะไร   โดยเฉพาะถ้าติดต่อธุรกิจ ยิ่งต้องใช้ประโยคนี้เป็นมาตรฐาน

"..... วันก่อน...ถ้าไม่ได้คุณช่วยไว้....คงต้องลำบากแย่...."

"... วันก่อน   ต้องขอบคุณมาก ๆ เลยครับ   สำหรับเรื่องนั้น...."

ที่เขาขอบคุณกันนั้น   ส่วนหนึ่ง   เป็นเพราะต้องการแสดงให้เห็นว่า  

นอกจากเขารู้และระลึกถึงบุญคุณเสมอแล้ว  

ยังรู้สึกเกรงใจที่อีกฝ่ายต้องลำบากทำอะไรให้เขาด้วย

ดังนั้น  สิ่งที่จะพูดเป็นสิ่งแรก  ในการเจอหน้ากันครั้งต่อไป  ก็คือ 

การแสดงความขอบคุณสำหรับเรื่องหนที่แล้ว   และขอโทษด้วยถ้าทำให้ลำบากเดือดร้อนนั่นเองค่ะ

เป็นไงคะ   ขี้เกรงใจสุด ๆ เลยดีไหม

 พี่ไทยเราล่ะคะ

มี "..คะน้า...คะน้า..." กันบ้างไหม ในชีวิตประจำวัน ?

สวัสดีค่ะ.....คะน้า ?

  (ถ้าแปลตามไวยากรณ์ญี่ปุ่น น่าจะแปลว่า เราลากันตรงนี้เลยดีไหมน้า...?)

kids @ bakery

"...Ne-chan..Ookii no doo ka naa...?"

" 。。姉ちゃん。。大きいのどうかなあ。。"

(พี่จ๋า...ชิ้นใหญ่ชิ้นนั้นเป็นไงน้า....? --- แปลว่าน้องสาวตัวกลมอยากทานเค้กชิ้นใหญ่ค่ะ แต่ว่าเกรงใจพี่สาว  เลยถามอ้อม ๆ ว่าพี่คิดว่าเป็นยังไง...คะน้า?)

ที่มาภาพ: http://www.flickr.com/photos/jam_session/33395301/
 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ดอกเบญจมาศ ดาบซามูไร และใจที่ว่างเปล่า

คำสำคัญ (Tags)#จิตวิญญาณ#การเรียนรู้#เรื่องเล่า#มารยาท#อาหาร#สังคม#วัฒนธรรม#มุมมอง#ขนบธรรมเนียม#ญี่ปุ่น#สังคมวิทยา#สังคมศาสตร์#เล่าเรื่องด้วยภาพ#จิตสำนึกสาธารณะ#เอเชีย#มองโลก#日本 社会学

หมายเลขบันทึก: 73738, เขียน: 21 Jan 2007 @ 15:57, แก้ไข, 22 Jun 2012 @ 12:47, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 11, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (11)

อนุเซน รินไซ
IP: xxx.157.208.1
เขียนเมื่อ 23 Jan 2007 @ 04:09

มีแต่ผักกาดน่ะสิ...

     ในความลังเลของคนไทยจะไม่มีการพูด นอกจากไม่พูดแล้วยังทำไปแบบผิดๆถูกๆอีกด้วย ไม่ด้วยเพราะเกรงใจ แต่เป็นความขี้อายต่างหาก อายที่จะเสียหน้า อายที่อาจเสียรู้ อายที่อาจถูกเหยียดหยาม อายที่จะเป็นหนี้บุญคุณ

     กล่าวถึงบุญคุณ คนญี่ปุ่นจะมีการตอบแทนกันในทันทีที่มีโอกาสเลยมิใช่หรือ?

     ฉะนั้น ที่บอกว่ามีแต่ผักกาด ก็ลองนึกดูเถิดว่าเป็นเช่นไร_ที่ว่ามาอาจไม่ใช่ความเกรงใจ อาจเป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเราก็ได้

     ใจของเขา เอามาดูแลบ้างจะดีมั้ยน้า.....

อนิศรา
เขียนเมื่อ 23 Jan 2007 @ 21:19

         สวัสดีค่ะ คุณณัชร เพื่อนร่วมทุกข์และศิษย์ร่วมสำนัก....เติมเอาเอง

          อืม ชาวญี่ปุ่นนี่คล้ายๆกับคนไทยในเรื่องความเกรงใจจริงๆเนอะ คำว่าคะน้าเค้านี่น่ารักจังค่ะ

          เห็นคำตอบของคุณอนุเซน รินไซ แล้วอยากอ่านบลอกของคุณมั่งจังค่ะ เขียนบลอกเลยค่ะ ความคิดคมคายแบบนี้ ต้องมีประโยชน์กับชาวบลอกมากๆแน่นอน

           คุณณัชรๆ  ขอบคุณมากนะคะ เพราะเกรงใจหนอนี่ก็กำหนดไม่ทันเหมือนกัน

เป็นเรื่องเล่าที่น่ารักมากเลยค่ะ

 

ขอบคุณนะคะ

ชัชชัย
IP: xxx.9.69.17
เขียนเมื่อ 23 Jan 2007 @ 23:41

สวัสดีครับ ผมพึ่งเข้ามาเป็นครั้งแรก เรื่องนี้ขำดีมากเลยครับได้ความรู้ด้วย (ผมเรียนวิชาโทภาษาญี่ปุ่นอยู่พอดี) 

ผมกำลังจะหาข้อมูลเรื่องอาหารญี่ปุ่นไปรายงานหน้าชั้น ก็ได้เจอ blog นี้ ทุกคนนในนี้ พูดจาสุภาพกันมากๆเลยครับ ดีจัง

nash
เขียนเมื่อ 24 Jan 2007 @ 02:00

สวัสดีค่ะ คุณ อนุเซน รินไซ,

 

นั่นน่ะซี่คะ อยากจะขอยืมคำของคุณหมอ อนิศรามาเสียหน่อย 

 

เขียนเถอะค่ะ  บล๊อกน่ะ

 

อยากอ่านจริง ๆ ค่ะ

 

คำวิเคราะห์คุณคมดีจริง ๆ ด้วย

 

ที่ว่า แท้ที่จริงแล้ว คนไทย บางทีอาจจะขี้อาย  มากกว่า ขี้เกรงใจ

 

อายที่จะเสียหน้า

 

อายที่จะเสียรู้  ฯลฯ

 

จึงไม่ใช่คะน้า  แต่เป็นผักกาด ด้วยความขลาดอายที่มีอยู่

 

โอ้โฮ...ลึกซึ้งมาก ๆ ค่ะ นับถือ ๆ

 

เรื่องบุญคุณที่คนญี่ปุ่นจะตอบแทนทันทีเมื่อมีโอกาส  นั่นก็เข้าใจว่าจริงน่ะค่ะ

 

ความจริงก็เป็นพื้นฐานที่มาจากลัทธิขงจื๊อของจีนด้วยน่ะค่ะ

 

เพียงแต่ว่า  ของจีันที่เราได้ยินกันบ่อย  ก็คือ  "บุญคุณต้องทดแทน  แค้นต้องชำระ" ใช่ไหมคะ

 

ของญี่ปุ่นนี่  ต้องยกให้อย่างหนึ่งว่า อิทธิพลของพุทธศาสนาสามารถเข้าไปมีผลต่อแนวคิดและปรัชญาการครองชีวิตของคนในสมัยโบราณได้มากกว่าในจีน

 

ดังนั้น จึงมีเรื่องของการปล่อยวาง  การไม่จองเวร มากกว่า

 

ในหมู่ซามูไรนั้น  ยิ่งพวกที่มีปัญญามาก  หรือพวกแม่ทัพนายกอง  หรือแม้แต่โชกุนบางคน  ที่ออกรบมาก ๆ  เห็นการรบราฆ่าฟันกันแบบโหด ๆ  ก็เกิดปัญญาทางธรรมขึ้น

 

สามารถเข้าใจใน "ทุกข์" ของการเกิดแก่เจ็บตาย  และไม่เห็นประเด็นว่า จะฆ่าแกงกันไปทำไม  ตายไปก็ไม่สามารถเอาสมบัติพัสถานแว่นแคว้นอำนาจอะไรติดตัวไปได้เลย

 

จึงออกบวชเป็นพระเซนกันภายหลังนักต่อนักแล้วค่ะ 

 

อ้าว เล่าเพลินชักเริ่มออกนอกประเด็น  เห็นคุณ อนุเซน รินไซ มาทีไร  จะเป็นอันชวนคุยไปไกลทุกที

 

ความจริงคงจะเป็นการเอามะพร้าวห้าวไปขายสวนเสียด้วยซ้ำ แหะ ๆ  ขอประทานโทษด้วยค่ะ

 

ที่คุณ อนุเซน บอกมานั้น  ก็ใช่เลยน่ะค่ะ  เรื่องเอาใจเขามาใส่ใจเรา

 

ดูเหมือนตัวเองก็เพิ่งจะเขียนไปในบันทึกเรื่อง คนไทย คนญี่ปุ่น และมารยาทสังคม

 

ในเรื่องที่ว่าด้วยความเกรงใจประเภทต่าง ๆ ของคนญี่ปุ่น  และหนึ่งในนั้น  ก็คือ การเอาใจเขา มาใส่ใจเรานั่นเอง

 

ขอบพระคุณอีกครั้งนะคะที่แวะมาเยี่ยมเยือน  ยามดึก ๆ หรือว่ายามฟ้าอรุณรุ่งเสมอ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

nash
เขียนเมื่อ 24 Jan 2007 @ 02:12

สวัสดีค่ะ  คุณหมอ อนิศรา ผู้ที่เขียนบล๊อกได้สนุกน่าติดตามที่สุดคนหนึ่ง,

 

ขอบพระคุณมาก ๆ ค่ะ ที่กรุณาสละเวลาแวะมาเยี่ยมเยือนเสมอ   ทั้ง ๆ ที่ทราบว่าคุณหมอคงจะยุ่งมาก 

 

ไหนจะงานราษฎร์ งานหลวง และงานบล๊อก ฮิ ๆ

 

นั่้นแน่...มีการทิ้งให้เราเติมคำในช่องว่างด้วย  จะเล่นมุขเกรงใจแบบสาวญี่ปุ่นหรือคะคุณหมอ  ฮิ ๆ

 

ดูน่ารักน่าเอ็นดูดีมาก

 

จะว่าไปแล้วคุณหมอนำประเด็นเรื่องการกำหนดขึ้นมาพูดถึงได้อย่างน่าสนใจมากค่ะ

 

เพราะพอคุณหมอบอกว่า  การเกรงใจนั้น  กำหนดไม่เคยทัน  ก็ทำให้ตัวเองอึ้งไปสองอึดใจครึ่ง (นึกออกไหมคะ ว่าประมาณไหน ฮิ ๆ)

 

เพราะเป็นการตั้งข้อสังเกตุที่แยบคายดีจริง  ๆ

 

ต่อเมื่อตั้งใจวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่แล้วลองทบทวนอีกครั้งหนึ่งแล้วนั่นแหละค่ะคุณหมอ  ตัวเองเลยได้ข้อสรุป(ส่วนตัึว) ว่า

 

จริง ๆ แล้วถ้าสติมันไวจริง ๆ

 

มันอาจจะยังไม่ไปถึงความรู้สึก "เกรงใจ" ก็ได้นะคะ

 

มันก็อาจจะแค่ "เห็นหนอ" ก่อน หรือ "ยินหนอ"

 

คนที่สติไวมาก  ก็จะดับไปตรงนั้น  สังขารขันธ์ไม่เอาไปปรุงแต่งต่อ

 

ซึ่งคนคนนั้นก็คงไม่ใช่เราชัวร์  ฮิ ๆ ๆ

 

อันดับต่อไป  ก็คงจะเป็นระดับที่เราพอจะยังรอลุ้นไหว

 

นั่นก็คือ ระดับ "คิดหนอ" 

 

ถ้าเรายังพอยันอยู่ที่ระดับ "คิดหนอ" นี้  แล้วกำหนดย้ำ ๆ หลาย ๆ ที

 

ดูการเปลี่ยนแปลงของความคิด  แต่ไม่ตามความคิด (ซึ่งคงจะยุ่งยากหน่อย  แต่ถ้าวันหลัง ๆ ของการปฏิบัติ  หรือถ้าเข้าคอร์สเข้มแล้ว ก็พอไหว)

 

พอเราได้เห็น "ความไม่เที่ยง"  "ความทนอยู่ไม่ได้" ของความคิดที่มัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ํดับไป ได้อยุ่ตรงนั้นแล้ว

 

มันก็คงยังไม่ทันได้ไปปรุงแต่งเป็น ชอบ/ ไม่ชอบ/ เฉย ๆ ได้มั้งคะ

 

เดาเอาว่า  อาการ "เกรงใจหนอ" นี้  มันน่าจะเป็นลูกผสม  ของการ "คิด" ที่ไม่ดับ  ที่ไม่ประกอบด้วยสติที่ไปกำกับรู้  

 

แล้วก็ตามมาติด ๆ ด้วยจิตที่เป็นโทสะ  ที่ในที่นี้ แปลว่า  ความไม่ชอบใจ  ความไม่อยากได้

 

ความเกรงใจ  คือ ความรู้สึกไม่อยากได้ในอารมณ์นั้นน่ะค่ะ  คือมันจะไม่สบายใจ  ลำบากใจ  อึดอัดใจ  เดือดร้อนใจ

 

คือถ้าตีโจทย์ของอารมณ์ที่เกิดขึ้น  หรือมากระทบให้แตก มันก็น่้าที่จะพอกำหนดดูมันได้ทัน  และเห็นมันดับไปนะคะคุณหมอ  คิดว่าน่ะนะ

 

มันจะเป็นอะไรก็แล้วแต่  ขอให้คุณหมอสามารถกำหนดเห็นทันดูมันดับไปก็แล้วกันค่ะ

 

จะเอาใจช่้วย  

 

คุณหมอรู้วิธีแล้วมาสอนด้วยนะคะ  ฮิ ๆ

 

เพราะไม่เคยได้คิดเรื่องนี้มาก่อนเลยน่ะ

 

ถึงว่าคุณหมอแยบคายมาก  คิดเรื่องการกำหนดการเกรงใจได้ด้วย  โห....

 

ขอบพระคุณมากค่ะ,

 

ณัชร 

 

nash
เขียนเมื่อ 24 Jan 2007 @ 02:35

สวัสดีค่ะ อาจารย์ จันทรรัตน์ ,

 

ขอบพระคุณมากค่ะ ที่กรุณาแวะมาเยี่ยมเยียน 

 

และขอบพระคุณสำหรับคำให้กำลังใจของอาจารย์ด้วยค่ะ

 

เมื่อกี๊ได้แวะไปดูบล๊อกอาจารย์มาด้วยค่ะ สีสันสีชมพูวัยรุ่นดีมากเลยค่ะ  พอเห็นเป็นสุขภาพก็สนใจและดีใจ 

 

และเห็นรูปอาจารย์อมยิ้มอยู่ด้วย  ก็รู้สึกอบอุ่ีนใจดีค่ะ

 

แต่พอเห็นคำถัดไปว่า "..สำหรับสตรีวัยทอง..." เท่านั้นแหละค่ะ  ยิ้มหุบเลย  แหะ ๆ

 

แหม...อาจารย์ล่ะก็  มาทดสอบกำลังสติหนูก็ไม่บอกล่วงหน้า  ฮี่ ๆ ๆ

 

อาจารย์พิชัยของหนู จากศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ส่งมาทดสอบหนูภาคสนามของจริงหรือเปล่าคะ ฮิ ๆ

 

ขอบพระคุณมากค่ะที่แวะมา

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร 

 

nash
เขียนเมื่อ 24 Jan 2007 @ 02:43

สวัสดีค่ะ คุณ ชัชชัย ,

 

ขอบพระคุณมากค่ะ  ที่กรุณาแวะมาเยี่ยมเยียน  และกรุณาทิ้งข้อความน่ารัก ๆ ไว้ด้วย

 

ข้อความดี ๆ อย่างของคุณ  เป็นกำลังใจที่ดียิ่งสำหรับคนเขียนบล๊อกมาก  ทราบไหมคะ

 

คือดีใจที่พอจะทำตัวเป็นประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ให้รายงานคุณได้น่ะค่ะ

 

แต่ขณะเดียวกัน  ก็กลุ้ัมใจด้วย แหะ ๆ

 

เพราะว่าตัวเองไม่เคยเรียนเอก หรือ โท ญี่ปุ่นน่ะซี่คะ

 

เผลอ ๆ คุณชัชชัยนั่นแหละ  จะมีความรู้ภาษาญี่ปุ่นที่แตกฉานมากกว่าคนเขียนบล๊อก

 

เพราะฉะนั้น  ที่เห็นเขียน ๆ ในนี้  เป็นแค่ภาษาญี่ปุ่นแบบลูกทุ่ง  ของคนที่เรียนแบบ "ภาคค่ำ" ที่เมืองไทย

 

แล้วไปลุย ๆ แบบเอาตัวรอดเองที่สำนักดาบที่ญี่ปุ่นมาแค่ ๓ เดือนน่ะนะคะ

 

มันก็อาจจะไม่ได้ถูกไปเสียทั้งหมด

 

ยังไงก็กรุณาตรวจสอบกับอาจารย์ของคุณอีกทีก็ได้ค่ะ  ถ้าคุณอยากจะแม่นแกรมม่าร์ภาษาญี่ปุ่นแบบเป๊ะ ๆ

 

มันเป็นภาษาที่ยากที่สุดในโลกแล้วล่ะคุณเอ๋ย  (ขู่เสียเลย ฮิ ๆ)

 

แล้วก็ขอบคุณนะคะที่มาทำให้คนอ้วนอย่างข้าพเจ้านี้สะดุ้งไปแปดตลบ

 

เมื่อคุณบอกว่า  หาข้อมูลจะเขียนเรื่องอาหารญี่ปุ่น

 

แล้วมาเจอบล๊อกนี้

 

ฮือ ๆ ๆ  หมดกัน

 

ชื่อเสียงฉัน

 

กลายเป็นคนเขียนเรื่องอาหารญี่ปุ่นไปเสียแล้ว ฮือ ๆ

 

ไม่เป็นไรค่ะ

 

เอาเป็นว่า

 

หวังว่าคุณคงได้เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่คุณต้องการไปน่ะนะคะ

 

แล้วมีอะไร  ก็กลับมา ลปรร กันบ้างนะคะ

 

ไม่เห็นทิ้งที่อยู่บลีอกกันไว้ให้บ้างเลย?

 

ว่าแต่ว่า  เรียนโทญี่ปุ่นไป เพราะอะไรหรือคะ?  ถามได้ไหม?

 

แล้วพูดหน้าห้องเรื่องอาหารญี่ปุ่น  จะพูดว่าอะไรบ้างคะ?   อยากรู้บ้างจัง

 

ถ้าว่าง  ก็แวะมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร 

ชัชชัย
IP: xxx.9.54.237
เขียนเมื่อ 24 Jan 2007 @ 20:59

อ๋อ อย่าพึ่งเข้าใจผิดครับ ผมเรียนปริญาตรี เอกคอมพิวเตอร์ โทภาษาญี่ปุุ่น (ไม่ค่อยจะเกี่ยวกันเลย เนอะ)

 นั่นคือผมพึ่งหัดเรียนแค่ไม่กี่ตัวเองครับ 

 ส่วนที่ผมเลือกที่จะเรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะว่า ผมชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น รวมทั้งเกมด้วย

ส่วนรายงานเป็นงานของวิชาคุณภาพชีวิต เรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ กลุ่มผมจับฉลากได้ อาหารญี่ปุ่นพอดิบพอดีเลย

รีบรี่ไปที่ google แล้วก็เจอ blog นี้แหละครับ 

nash
เขียนเมื่อ 25 Jan 2007 @ 13:01

สวัสดีค่ะ คุณ ชัชชัย,

 

ขอบพระคุณค่ะ ที่กรุณาแวะกลับมาตอบอีกครั้ง

 

เกี่ยวสิคะ เกี่ยวมากเลย  อีกหน่อยคุณชัชชัยจะได้งานที่ดีมาก ๆ แน่ 

 

การเรียนสิ่งที่ชอบ  จะทำให้คุณมีแรงดลใจ แรงมุมานะที่จะตั้งใจเรียนน่ะค่ะ  หลายคนที่มาเรียนภาษาญี่ปุ่นภาคค่ำที่เจอในห้องเดียวกันก็เป็นน้อง ๆ ที่ชอบการ์ตูนญี่ปุ่นน่ะค่ะ  ไม่เห็นแปลกเลย  มันก็เป็นสื่ออย่างหนึ่ง  ที่สะท้อนอีกสังคมหนึ่งในเอเชีย

 

ชื่อรายงานน่าสนใจดีมากค่ะ  อาหารเพื่อสุขภาพ  ขอให้ทำได้สนุกและน่าสนใจสมกับชื่อรายงานที่จับฉลากได้มานะคะ

 

หากมีอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พอจะให้ช่วยเหลือได้อีก  ก็บอกมาได้นะคะ  จะพยายามค่ะ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

 

ป.ล.  เดี๋ยวนี้ที่ญี่ปุ่น  คนก็เริ่มอ้วนกันแล้วล่ะค่ะ  เพราะว่า เริ่มมีวัฒนธรรมการทานอาหารคล้ายคนอเมริกันเข้าไปบ้างแล้ว

 

มาโนช
เขียนเมื่อ 27 Jan 2007 @ 18:06

คุณณัชรครับ

ผมชอบเรื่องนี้มากครับ ชอบเด็ก 2 คนด้วย เรื่องน่ารักมาก
ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีๆให้อ่าน

แต่ไม่ต้องขอบคุณผมนะครับ ที่อ่านเรื่องของคุณณัชร เพราะเดี๋ยวจะทำให้ผมเกรงใจอีก

มาโนชซัง