จากชื่อบันทึกผมต้องขออภัยด้วยที่ตั้งชื่อน่าตกใจ (ตกใจหรือยัง) อันที่จริงผมควรตั้งชื่อในเชิงบวกว่า "ผมเชื่อว่า..." มากกว่า ทีนี้ถ้าไม่เชื่อ...ก็ต้องต่อด้วยประโยคที่ว่า "ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อไปกินเกลือบ้าตาแป๊ะ ไปนอนเปาะแปะให้ตาแป๊ะเล่นนม" อันนี้คือสิ่งที่ผมเล่นกันเมื่อสมัยเด็กๆ อย่างไรก็ตาม ในหัวข้อนี้ผมเชื่ออะไร...

ผมเชื่อว่าการสร้างคุณธรรมจริยธรรมในตัวบุคคลนั้น นอกจากกิจกรรมต่างๆที่เราจำนวนมากเห็นว่าเป็นแนวทางที่ดีแล้ว การบ่นจนปากเปียกปากแฉะก็น่าจะมีผล ขณะที่หลายท่านบอกว่า อย่าทำเลยมันเหนื่อยเปล่า ผมว่าน่าจะไม่เหนื่อยเปล่านะครับ อันที่จริงการบ่นนั้นต้องเป็นการบ่นอย่างมีเหตุผล (การบ่นที่ประกอบด้วยเหตุผล) เพราะอะไร เพราะคนปัจจุบันอยู่ภายใต้ความเจริญเติบโตของโลกวิทยาศาสตร์ ไม่ได้หมายความว่าวิทยาศาสตร์ไม่ดี หากแต่สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบกับสิ่งที่มีอยู่ก่อนเสมอ ขณะที่คนยุคก่อนอยู่ภายใต้โลกของสิ่งที่มีศรัทธาเป็นตัวตั้ง และศรัทธานี้บางที และมากทีเดียวที่หาเหตุผลไม่ได้ว่าทำไม ครั้นบอกเหตุผลไปก็เป็นการยากกับความเชื่อที่คนฟังยังเข้าไม่ถึง เราเชื่อมั่นในตัวบุคคล เราจึงทำตามในสิ่งที่ตัวบุคคลบอกมา ผมจึงเชื่อว่าการบ่นจนปากเปียกปากแฉะก็เป็นอันหนึ่งที่มีผลต่อการปรับพฤติกรรม

"เรียนมาแล้วไม่ทำอย่างที่เรียน จะเรียนไปทำไม" นี้คือหนึ่งชุดข้อความที่คอยย้ำเตือนผมอยู่ตลอดเวลา เหมือนพระเจ้าคอยกระซิบอยู่ข้างหูทุกครั้งที่กำลังจะหาช่องว่างเหมือนคนอื่นทำ ชุดคำนี้ผมได้ยินบ่อย หลังจากสวดมนต์เย็นเสร็จในเวลาประมาณ ๑ ทุ่ม เราจะได้ยินโอวาททุกวัน วันละ ๑ ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น แต่ไม่เคยต่ำจาก ๓๐ นาที บางวันเสริมด้วยหลังสวดมนต์เช้า แน่นอนทุกคนที่มีตัวตน จะแอบไปพูดในกลุ่มของตนๆว่า อาจารย์บ่นอะไรนักหนา น่ารำคาญ" แต่ประโยคนั้น ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะมาคอยกระซิบอะไรหนักหนา และบางครั้งที่ผมพลาดผมก็จะโทษตัวเองว่า "เราตกต่ำไปมากเลย" แค่เพียงนอนตื่น ๖ โมงเช้าหรือ ๗โมงเช้า เพราะสิ่งที่พวกเราถูกฝึกมาคือ ให้ตื่นตีห้าเพื่อทบทวนความรู้ ท่องหนังสือ อ่านหนังสือ นี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง แม้มันดูเบาๆไปก็ตาม

อีกสักนิด เป็นคำเบาๆแต่ปวดร้าวหากรู้ความหมายเมื่อมีจิตสำนึก ดังนั้นเรื่องบางเรื่องจึงอย่าไปรู้ เพราะถ้ารู้จะส่งผลกระทบต่อความปกติที่เคยทำมา เช่น ถ้าสามีจะนอกลู่นอกทางไปบ้าง เขาไม่ยอมบอกเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องรู้ เพราะถ้ารู้แล้วจะทำให้เรารักสามีน้อยลง ความเป็นปกติของเราก็จะเปลี่ยนไป ต่อนะครับ มีถ้อยคำอีก ๑ อันที่จริงผมได้ยินผ่านหูขณะที่เดินผ่านเพื่อนไปเท่านั้น "มีแต่วิชชาแต่ไม่มีจรณะ" คนที่เข้าใจศัพท์จะร้าวลึกหากเป็นอย่างคำนั้น อันที่จริงเสียงที่กัลยาณมิตรชั้นสูงพูดนั้นเป็นเสียงนิ่มนวลและมีเมตตายิ่ง แต่แปลกที่ทำให้คนฟังสะอึกทีเดียว ตั้งแต่นั้นเพื่อนท่านนั้นก็ไม่เคยขาดทำวัตรเลย ยังมีตัวอย่างอีกมาก ทั้งหมดเกิดเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๙-๒๕๓๓ ณ วัดศาลาลอย ตำบลบางลึก อำเภอเมืองชุมพร ยังมีคำบ่นอีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม นั้นคือสิ่งหนึ่งดวงดาวริบหรี่ มิฉะนั้น วันที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ผมและเพื่อนอาจเป็นโจรที่เชี่ยวชาญในหน้าที่แล้วแน่นอน แต่วันนี้ผมมีอาจารย์ใหม่แล้ว ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่า อาจารย์เก่าและใหม่ใครจะยั่งยืนกว่ากัน