ใกล้ปีใหม่ มีคนแวะเวียนมาสวัสดีปีใหม่      วันหนึ่งคนจากองค์กรใหญ่เอาไดอารี่มาสวัสดีปีใหม่     ได้คุยกันเรื่องการทำ KM ในองค์กร     ผมจึงถึงบางอ้อ     ว่าเขามีเงิน  เขาต้องรักษาชื่อเสียง ว่าเป็นองค์กรที่ทันสมัย      มีการใช้เครื่องมือสำหรับพัฒนาองค์กรตัวใหม่ๆ      และ KM ก็เป็นตัวหนึ่งในนั้น

        ขณะนี้องค์กรอยู่ดี    พนักงานอยู่ดีกินดี    ทุกคนพอใจ     ทั้งๆ ที่มี waste (ความสูญเปล่า) ในองค์กรมากมาย      ถ้าเขาลด waste ได้ เขาก็ไม่ต้องเก็บค่าบริการจากพวกเรา (ประชาชน) แพงอย่างที่เราโดนอยู่     แต่ก็ไม่มีแรงกดดันใดๆ ต่อเขา      ผมนึกในใจว่า waste ของเขา  แต่มาล้วง(เงินใน) กระเป๋าของเรา เอาไปจ่าย

          มองมุมหนึ่ง KM เป็น waste    แต่ทางองค์กรก็พอใจ     เพราะการได้ชื่อว่าทำ KM เป็นการช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่องค์กร     ค่าใช้จ่ายที่เสียไป ไม่เป็นการสูญเปล่า     แต่คนแบบผมมองว่า เป็นการสูญเปล่าที่ตัวผมเองมีส่วนต้องเข้าไปจ่ายด้วย     เพราะเราโดนเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคเอาไปจ่ายเขาแพงขึ้น

         ในโลกนี้มีความสูญเปล่ามากมาย     ที่เกิดจากการทำงานที่ไม่น่าจะต้องทำ     หรือทำงานแล้วทำให้กิจการถอยหลัง     เกิดจากการตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของผู้ตั้ง  ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อส่วนรวม หรือต่อสังคม      อาจจะก่อผลลบด้วยซ้ำ  อนนี้ผมมักมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งองค์กร      ผมก็จะถามตนเองว่า ทำเพื่อใคร     ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์      สังคมส่วนรวมมีทางได้/เสีย อย่างไร
  
         คิดเรื่องความสูญเปล่าแล้ว ก็พบว่าชีวิตของผมเต็มไปด้วยความสูญเปล่า      ผมมีสิ่งของเครื่องใช้ที่ไม่จำเป็นมากมาย     บางอย่างก็เก็บไว้โดยไม่ได้คิดว่าเก็บไว้ทำไม

          คิดอย่างนี้อาจจะผิดก็ได้      ดังตัวอย่างความรู้เรื่อง จีโนม (genome) ของมนุษย์     ผมเรียนพันธุศาสตร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ว่า ดีเอ็นเอ ที่ทำหน้าที่เป็นยีน หรือเชื้อพันธุกรรม นั้น     เพียง ๒ - ๓% เท่านั้นที่ทำหน้าที่เป็นยีน    ดีเอ็นเอเกือบทั้งหมด ไม่ทำหน้าที่     เป็นส่วนตกค้างมาจากวิวัฒนาการ     เดิมเขาเรียก junk DNA หรือ ดีเอ็นเอ ส่วนที่เป็นขยะ     แต่เวลานี้รู้หมดแล้วว่ามีหน้าที่      ส่วนหนึ่งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของส่วนที่เป็นยีน

         ความสูญเปล่า จึงเป็นเรื่องซับซ้อน     ต้องถามว่า สูญเปล่าต่อใคร     ผมมองว่าถ้าเราพุ่งจุดสนใจไปที่บ้านเมือง     ไปที่สังคม     เราจะเห็นความสูญเปล่า หรือความไม่จำเป็นมากมาย     แต่เป็นผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม หรือบางคน     ผลประโยชน์นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นเงินหรือทรัพย์สมบัติเสมอไป     ผลประโยชน์เชิงสนองกิเลสตัณหา อาจจะมีความสำคัญกว่า      ตอนเขียนส่วนหลังนี้เป็นช่วงที่การเมืองในเมืองไทยร้อนระอุ  จากการโต้กลับของฝ่ายอำนาจเก่า      ทำให้เราเห็นความสูญเปล่าของบ้านเมืองที่ต้องจ่ายเป็นค่าทะเลาะกันอย่างมากมาย

         ในส่วนตัวผมคิดว่า เราต้องไม่ปล่อยให้เป็นความสูญเปล่า     เราต้องเอาเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นบทเรียน     เอามาเป็นประเด็นวิจัยเชิงสังคมศาสตร์     เอามาใช้เป็น social learning     นี่คือวิธีคิดแบบ Learning Society

วิจารณ์ พานิช
เริ่มเขียนก่อนปีใหม่   เขียนจบ ๑๘ ม.ค. ๕๐