เมื่อผมจบ ป.4 จากโรงเรียนวัดใกล้บ้าน และทางบ้านกำลังตัดสินใจว่าจะให้เรียนต่อหรืออยู่บ้านช่วยพ่อแม่ และพี่ๆทำนาทำไร่ดี ครูใหญ่ และครูที่โรงเรียนต่างบอกพ่อ แม่ ว่าควรให้ผมเรียนต่อ เพราะผมเรียนดี สอบได้ที่ 1 ได้คะแนน 87% พ่อและแม่ก็เลยเห็นด้วยตามนั้น จึงเป็นโอกาสให้ผมได้เรียนต่อ เป็น นักเรียน ป.5 รุ่นแรก ที่โรงเรียนพุทธนิคม อ.ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี โดยพ่อได้ตัดสินใจให้ไปอยู่ วัดชยาราม กับท่านอาจารย์ พระครูสุธนธรรมสาร ผู้ที่ท่าน อาจารย์พุทธทาส บอกว่าคือ เพื่อนตาย ของท่าน ความจริงผมมีบ้านพี่ชาย น้าชาย และญาติอีกหลายคนที่จะให้ไปอยู่ด้วยได้ แต่พ่อคงเห็นว่า วัดชยาราม น่าจะเหมาะกับลูกคนสุดท้องอย่างผม มากกว่าก็เป็นได้ ผมจึงได้ไปเป็น เด็กวัด และยอมรับว่าที่นั่นท่านอาจารย์พระครูสุธนธรรมสาร ได้กลายเป็นครูที่มีอิทธิพลต่อชีวิตผมเป็นอย่างมาก ( รายละเอียดได้กล่าวถึงไว้บ้างแล้วใน บันทึกนี้ ) แต่ก็ไม่มาก และหลากหลายเท่ากับสิ่งที่ครูในดวงใจที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มีต่อผม
ก่อนเข้าโรงเรียนใหม่ ผมจำเป็นต้องเข้าร้านถ่ายรูปเป็นครั้งแรก เพื่อถ่ายรูปติดเอกสาร ในตลาดไชยาตอนนั้นร้านถ่ายรูปมีอยู่ 2 ร้าน คือร้าน ศิลป์ฟ้า และร้าน วงศ์สุวรรณ ผมตัดสินใจใช้บริการของร้านที่สองครับ และด้วยเหตุที่ผมเป็นเด็กบ้านนอกที่บ้าเรื่องช่าง เรื่องเทคโนโลยีมาก เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอได้เห็นกล้องใหญ่ในร้าน เห็นช่างภาพ ถอด-ใส่แผ่นฟิล์มเข้ากล้อง กดปุ่มให้ไฟแฟลชทำงาน ก็ให้รู้สึกตื่นเต้น อยากเป็นช่างภาพ และถ่ายรูปเก่งแบบนั้นบ้าง ยิ่งตอนเดินลงบันไดจากชั้นสองลงมาและได้เห็นช่างคนเดิมนั่งใช้พู่กันบรรจงแต่งฟิล์ม อย่างใจเย็นอยู่ที่โต๊ะข้างบันได ก็ยิ่งนึกศรัทธาเพิ่มมากขึ้น อยากเป็นเช่นที่ช่างภาพคนนั้นเป็นเหลือเกิน เป็นไปได้ใคร่อยากเป็นลูกศิษย์ให้ช่วยสอน
และแล้วผมก็ได้เข้าเรียนเป็นนักเรียน ป.5/1 ในโรงเรียนใหม่สมความตั้งใจ แต่ที่เหลือเชื่อก็คือผมได้ครูประจำชั้นชื่อ นายสุวรรณ สุวรรณรักษ์ ซึ่งไม่ใช่ใครที่ไหน ช่างภาพเจ้าของร้าน วงศ์สุวรรณ ที่ได้กล่าวถึงมาแล้วนั่นเอง
ผมนั้นนอกจากเรื่องเทคโนโลยี เครื่องยนต์กลไกแล้ว ผมรู้สึกชอบภาษาอังกฤษไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยเรียนมาก่อน อักษร 3 ตัวแรกที่ผมรู้จักก่อนเข้าเรียนป.5 คือ D D T ส่วน A B C เพิ่งมารู้จักทีหลัง จากครูสุวรรณ ครูประจำชั้นของผมนั่นเอง เพราะท่านสอนวิชาภาษาอังกฤษและทำหน้าที่ครูประจำชั้นของพวกเราด้วย ผมรู้สึกสนุกมาก และเล่นกับภาษาอังกฤษด้วยความชื่นชอบ จากหนังสือแบบเรียนอังกฤษเล่มแรกในชีวิต ชื่อ The Oxford English Course for Thailand ที่มีรูปพระปรางค์วัดอรุณฯ อยู่บนปกหน้า โดยมีครูสุวรรณที่ผมศรัทธา เป็นผู้สอน จำได้ดีว่าครู เป็นคน พูดน้อย ยิ้มง่าย ใจเย็น และที่แน่ๆ เป็นช่างภาพมืออาชีพ ที่สนใจเรื่องเทคโนโลยี และยังสอนวิชาภาษาอังกฤษที่ผมรัก อีกด้วย
อยู่มาวันหนึ่งครูสุวรรณได้ทำให้ผมตื่นเต้นมากอีกแล้วครับ ขณะที่พักกลางวันและเพื่อนๆกำลังออกไปทานข้าว ผมเห็นครูทำอะไรบางอย่างกับสิ่งแปลกใหม่ของครู มันคือวิทยุขนาดจิ๋ว กล่องสีแสดๆ ที่ เล็กขนาดว่าพกใส่กระเป๋าเสื้อได้เลยทีเดียว ที่ผมเคยเห็นมาแต่เดิมนั้นวิทยุล้วนเครื่องใหญ่ต้องวางบนหิ้งบนชั้น เป็นเครื่องที่ใช้หลอดสุญญากาศ และใช้ถ่านไฟฉายก้อนใหญ่ถึง 72 ก้อน ลังถ่านที่อยู่ภายนอกเครื่อง โตกว่าตัวเครื่องรับวิทยุเสียอีก (ดู บันทึกนี้ เพิ่มเติมได้ครับ) ที่ทันสมัยที่สุดก็เครื่อง Philips ใช้ Transistor เครื่องแรกของครูใหญ่โรงเรียนเก่า ที่ใช้ถ่านเพียง 6 ก้อนเท่านั้น ก็ใช้งานได้แล้ว และที่ทำให้ผมงงมากจนต้องยืนดูอยู่ห่างๆ (เพราะกลัวครูเหมือนเด็กทั่วไปในตอนนั้น) คือ ครูสุวรรณ ใส่หูฟัง ( Earphone ) ตัวเล็กนิดเดียวเข้าไปในหูข้างหนึ่ง โดยเราเองไม่ได้ยินเสียงอะไรด้วยเลย ผมทึ่งและคิดคาดเดาว่าเสียงมันจะเป็นอย่างไรหนอ น่าจะบี้ๆแบนๆ พอฟังรู้เรื่องกระมัง และก็ยืนดูอยู่ไม่ยอมไปไหน ครูสุวรรณยิ้มและกวักมือเรียกให้เข้าไปพร้อมกับถอดหูฟังดังกล่าวมาแหย่ในหูผม .. โอ้โฮ มันชัดเหมือนลำโพงใหญ่ๆเลยนี่นา มันทำได้อย่างไร ผมตื่นเต้นและ อยากแกะดูข้างในยิ่งนัก ผลจากประสบการณ์ที่ ครูใส่ใจให้ความกรุณา แก่ตัวผมคราวนั้น ทำให้เกิดแรงบันดาลใจอยากทำวิทยุเป็น ถึงขนาดเดินเท้าจากวัดชยารามไปสวนโมกข์ระยะทาง 4-5 กม. ได้บ่อยๆ เพื่อซักถามและเรียนรู้เรื่องวิทยุกับ ท่านจรูญ พระสวนโมกข์ที่ สนใจและเก่งกาจเรื่องอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีอย่างหาตัวจับได้ยาก และมีผลให้ผมสามารถสั่งชิ้นส่วนจากบริษัทไทยวิทยุที่กรุงเทพฯมาประกอบเครื่องรับวิทยุขายได้ในขณะที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น หูฟังที่ทำจากตลับยาหม่องตราถ้วยทอง ที่ผมดัดแปลงสร้างขึ้นก็มีเสียงดัง ฟังได้ แม้จะไม่ชัดเจนดีนัก ครูสุวรรณไม่ได้สอนผมเรื่องดังกล่าว แต่ถ้าไม่มีครูสุวรรณ ผมไม่เชื่อว่าผมจะมีโอกาสทำสิ่งเหล่านั้นได้ในขณะนั้น ท่าน ไม่ได้สอน แต่ท่านรัก เมตตาและใส่ใจผม สิ่งที่ท่านให้คือแรงขับสำคัญอย่างยิ่ง
ความศรัทธาต่อความเป็นช่างภาพของท่านก็มีผลมากเช่นกัน เมื่อตอนผมเรียนต่อที่วิทยาลัยครู และ มศว.สงขลา ผมหัดถ่ายรูป ผสมน้ำยา ล้างฟิล์ม อัดรูป ล้างรูปด้วยการศึกษาด้วยตนเอง จากหนังสือของ อาจารย์สนั่น ปัทมะทิน จนเป็นได้ประธานชมรม และสอนความรู้ดังกล่าวแก่น้องๆ ชักชวนกันถ่ายรูป ล้าง อัด และมาตัดทำบัตร สคส. หาเงิน จัดทำ จัดซื้อโสตทัศนูปกรณ์ ให้มหาวิทยาลัย จนอาจารย์ยอมรับและให้เกียรติเราเป็นอย่างยิ่ง จำได้ไม่ลืมว่าเคยภูมิใจตัวเองมาก เมื่อครั้ง รศ.ดร.บันลือ ถิ่นพังงา มาเปรยกับผมว่า ท่านจะสอนได้อย่างไร ในห้องใหญ่ กลุ่มใหญ่ ขนาดนั้น นักศึกษาอย่างผมรับอาสาช่วยจัดการให้ครับ โดยนั่งรถเมล์ไปหาดใหญ่ หาซื้ออุปกรณ์มาประกอบเป็นเครื่องขยายเสียงทรานซิสเตอร์ขนาด 10 วัตต์ กล่องก็ต่อเองโดยใช้ไม้กระดานฉลุที่ใช้ทำงานฝีมือ และเขียนยี่ห้อเสียโก้ ด้วยปากกาลูกลื่น Bic ว่า Pinit Electronics ลำโพงก็รื้อหาลำโพงแบบ Sound Column เก่าๆ 2 ตู้มาติดตั้งในห้องเรียนขนาดใหญ่นั้น ส่วนไมโครโฟนก็ใช้ Dynamic Mic. ตัวเล็กๆที่มากับเครื่องบันทึกเสียงแบบ Open Reel ยี่ห้อ AKAI ทุกอย่างใช้งานได้ดีเรียบร้อย หลายปีผ่านไป จนผมจบมาสอนที่วิทยาลัยครูจันทรเกษมแล้ว มีโอกาสเจอท่าน ดร.บันลือ อีกครั้ง ท่านยังบอกว่า Pinit Electronics ของคุณยังอยู่นะ .. ปลื้มครับ และก็คิดเสมอว่า ถ้าไม่มีครูสุวรรณ ผมจะมีโอกาสได้ปลื้มเช่นนั้นได้อย่างไร
ผมรู้ตัวว่าชอบวิทยาศาสตร์มาก โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ ปฏิบัติแล้วก็อยากเรียนรู้เหตุผลภาคทฤษฎีให้กว้างและลุ่มลึกยิ่งขึ้น แต่แล้วผมก็ต้องเลือก เอกภาษาอังกฤษ และโท วิทย์-คณิตฯ เมื่อเรียนในระดับ ปกศ.(สูง) เหตุคงเพราะตอน ปกศ. ผมได้ A ภาษาอังกฤษทุกวิชา และผมก็ชอบมันมากด้วย เลยเอาเป็นวิชาเอกเสียเลย และก็เรียนไปแบบสบายๆ ไม่ต้องขยัน เพราะใจมันรัก คุยได้เต็มปากว่าผลการเรียนวิชาเอกของผมดีเกินคาด คือได้ A เกือบทุกวิชา ถ้าจำไม่ผิด จะมี B+ 2 ตัว และมีเหตุมาจากไปสอบไม่ทัน และแม้ว่าจะมีรุ่นพี่ ถึง 5 คน ที่ไปอยู่ อเมริกา มาแล้ว 1 ปีด้วยทุน AFS มาเรียนร่วมรุ่น ผมก็มีคะแนนวิชาเอกนำทุกคน จนได้รับคัดเลือกเป็นอันดับหนึ่งเพื่อเรียนต่อระดับปริญญาตรีโดยไม่ต้องสอบเข้า และยังเป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่อาจารย์ และเป็นที่เกรงขามของรุ่นน้อง ขนาดว่า พอเห็นผมลงทะเบียนเรียนก็ชวนกันถอนวิชานั้นก็มี ผมยังสร้างปาฏิหาริย์โดยไม่ตั้งใจ เมื่อครั้ง เป็นปี 3 คนเดียวที่ไปลงทะเบียน เรียน Literature กับพี่ปี 4 แล้วดันไปได้ A แถมได้คะแนนสูงสุดของห้องเสียด้วย ผมตอบได้ไม่ค่อยชัดนักเมื่อมีเพื่อนถามว่า เก่งและชอบอิเล็กทรอนิกส์ แล้วทำไมมาเรียนเอกอังกฤษ จนต้องมาสอนภาษาอังกฤษ .. กระทั่งได้มาทบทวนย้อนหลังว่า แรงขับอะไรหนอทำให้มันเป็นเช่นนั้น แล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อ ภาพเหตุการณ์ครั้งสำคัญของผมในห้องเรียนภาษาอังกฤษกับครูสุวรรณ ปรากฏขึ้นในความคิดคำนึง
มันเป็น ความเจ็บปวด หวาดกลัว อับอาย และ ได้พลิกกลับเป็นความ สะใจ ยิ่งใหญ่ และ ภาคภูมิใจในตัวเอง อย่างรวดเร็วเหลือประมาณ เพราะครูสุวรรณอีกนั่นแหละเป็นผู้ช่วยให้เกิดขึ้น และผมเชื่อมั่นอย่างสนิทใจว่ามันคือ แรงขับให้ผมเรียนภาษาอังกฤษด้วยความสนุก และมีผลการเรียนที่ดีเกินคาดคิด เหตุการณ์มีดังนี้ครับ
ห้องเรียนของเราเป็นนักเรียนชายล้วน ผู้หญิงเขาแยกไปเรียนต่างหากที่ สตรีพุทธนิคม ความเปิ่นๆ เชยๆ ของเด็กบ้านนอกอย่างผมมักจะเป็นเหยื่ออันโอชะให้เพื่อนๆ แหย่ ล้อเล่น หรือหัวเราะเยาะอยู่บ่อยๆ แต่ก็ไม่มีครั้งใดรุนแรงและมีผลกระทบมากเช่นวันนั้น วันที่ครูสุวรรณเรียกให้ผมตอบคำถามในวิชาภาษาอังกฤษ ในขณะที่ผมสาละวนอยู่กับการก้มไปพยายามหยิบดินสอ หรือปากกาที่หล่นลงพื้นด้านหลังโต๊ะเรียน ได้ยินเสียงครูเรียก ผมก็ยืนตัวตรงพร้อมกับทำอะไรไม่ถูก เพราะไม่ได้ยินเลยว่าครูถามอะไร จะถามกลับหรือก็ไม่กล้า ก็ใครๆล้วนกลัวครูกันทั้งนั้น ยิ่งบ้านนอกอย่างผมก็ยิ่งไปกันใหญ่ เสียงหัวเราะเยาะ และเสียงโห่ ฮาป่าใส่ผมดังขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับที่ทุกสายตาจ้องดูผมเหมือนตัวประหลาด ผมยืนตัวสั่น ด้วยความแค้นเคืองอย่างยิ่ง ในใจนั้นยังคิดกลัวต่อไปอีกว่า ครูจะด่าผมว่าอย่างไรอีก ที่ตอบไม่ได้ มันทรมานอย่างยากที่จะบรรยาย แทรกแผ่นดินหนีได้ผมคงหนีไปจากที่นั้นอย่างแน่นอน แต่แล้ว ครูสุวรรณกลับบอกให้พวกนั้นหยุดโห่ พร้อมพูดด้วยเสียงเรียบง่ายว่า ไม่ต้องโห่เขาหรอกนะ ภาษาอังกฤษพวกเธอสู้เขาไม่ได้สักคน ผมเหมือนถูกเหวี่ยงจากโลกนรก ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์ ชนิดไม่ทันได้รู้เลยว่าบนโลกมนุษย์นั้นเป็นเช่นไร จากวันนั้นผมก็มีความเชื่อตามที่ครูบอกว่า ผมเก่งกว่าพวกเวรนั่นทั้งหมด และยิ่งรักภาษาอังกฤษมากขึ้น เรียนวิชานี้ได้ผลดีมาโดยตลอด ญาติๆเขายังแซวกันอยู่บ่อยๆที่ผมชอบนอนละเมอเป็นภาษาอังกฤษ
ผมเขียนถึงผลสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษของผม ชนิดที่อาจดูน่าเกลียด เสมือนยกย่องตัวเอง แต่ผม มีสติ ระลึกรู้ตลอดเวลาที่เขียน ผมแค่ต้องการจะบอกความจริงว่า แท้จริงแล้ว ครูสุวรรณ คือคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จเหล่านั้น ผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครต่อใครฟังมามาก แต่ไม่เคยเขียนเผยแพร่ ตั้งใจว่าวันหนึ่งจะหาทางไปเยี่ยมท่านให้ได้เพื่อบอกเล่าความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวผมทั้งหมดให้ครูได้รับรู้ เพื่อส่งเสริมกำลังใจให้ท่านในวัยเกิน 80 ของท่าน แล้วผมก็ไปพบท่านได้จริงๆเมื่อวันที่ 1 พค. 2545 ที่บ้านของท่านเอง เป็นการพบกันครั้งแรกตั้งแต่ผมเรียนจบจากโรงเรียนพุทธนิคม ซึ่งผ่านไปเกือบ 40 ปีแล้วล่ะครับ
วันนั้นผมไปกับเพื่อนสุดซี้ (อาจารย์ชัยรัตน์ กันตะวงษ์) ครั้งแรกก็ตรงไปที่ร้านถ่ายรูป วงศ์สุวรรณ ก่อน แต่ปรากฏว่าเลิกกิจการไปแล้ว แต่ยังเห็นป้ายร้านเดิม เก็บแขวนไว้อย่างดีในบ้าน ทราบว่าครูไปซื้อกิจการของโรงแรมเล็กๆชื่อ อุดมลาภ และพักอาศัยอยู่ที่นั่น ผมขออนุญาตเข้าไปบันทึกภาพเก่าๆ รวมทั้งรูปถ่ายของครูและครอบครัว ก่อนที่จะตามไปที่บ้านใหม่เพื่อขอพบท่าน ที่นั่นทำให้ผมได้พบกับสิ่งเหลือเชื่ออีกแล้วครับ ครูเดินออกมาพร้อมทักผมว่า พินิจ เหรอ ? อะไรจะขนาดนั้น มันจะ 40 ปีอยู่แล้ว ครูยังจำชื่อผมได้อีก เท่านั้นยังไม่พอ ยังพูดต่อว่า เดี๋ยวลองดูซิว่ายังมีรูปอยู่หรือเปล่า ว่าแล้วก็เดินเข้าไปในห้องของท่านและ ออกมาพร้อมสมุดปกหนา เก่าๆ 5-6 เล่ม ผมเปิดดูเล่มแรกเห็นมีแต่ ลายมือชื่อนักเรียน ที่เขียนชื่อตัวเองไว้ให้ครู ยังไม่มีรูปถ่ายแต่อย่างใด ผมเดาว่าน่าจะเป็นยุคที่ครูยังไม่มีกล้องถ่ายรูปก็ได้ สะดุดใจมากก็เมื่อมาเจอชื่อ ดช.ทองมาก มากมี น้าชายที่ ดูแลผมมาเหมือนพ่อคนที่สอง อยู่ในนั้นด้วย จึงได้รู้ว่าน้าซึ่งเป็นข้าราชการครูเกษียณอายุไปหลายปีแล้ว ก็เป็นศิษย์ครูสุวรรณ ด้วยเหมือนกัน และท่านยังอุตส่าห์เก็บสมุดเล่มนั้นไว้เป็นอย่างดี ดูไปจนในที่สุดก็ได้พบสมุดรวมรูปตัวผมและเพื่อนร่วมชั้น ป.5 ศิษย์ครูสุวรรณเมื่อปี พศ. 2505 ตื่นเต้นมากที่เห็นรูปของเราทากาวแปะอยู่ในสมุดนั้น พร้อมลายมือชื่อที่เราเขียนเอง แต่ลืมไปสนิทแล้วว่าเราไปเขียนเมื่อไร ลูกชายของครูก็ใจดีมากขี่มอเตอร์ไซค์ไปถ่ายเอกสารให้ฟรี เมื่อผมบอกว่าจะขอไปถ่ายเอกสารไปเก็บไว้ดูและไปอวดเพื่อนๆร่วมรุ่น
จากการพูดคุยกับครูและเล่าเรื่องสิ่งที่เกิดกับตัวผมให้ท่านฟัง ผมยังได้เรียนรู้ความจริงอีกหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตของครู เช่นเรื่องที่ท่านชอบจินตนาการเมื่อเห็นเมฆจากเครื่องบิน และชอบถ่ายรูปเมฆมาก ผมเองก็มี Collection รูปเมฆที่ผมถ่ายจากเครื่องบินไว้ไม่น้อยเหมือนกัน ท่านยังเล่าให้ฟังอีกว่า ร้านวงศ์สุวรรณ นั้น วงศ์ คือชื่อ ครูวงศ์ ศรียาภัย ซึ่งเป็นครูของท่าน ตอนแรกจะเข้าหุ้นตั้งร้านถ่ายรูปด้วยกัน แต่ตอนหลังได้ถอนตัวออกไป โดยที่ครูยังคงชื่อ วงศ์ เอาไว้คู่กับ สุวรรณ ไม่ยอมเปลี่ยนหรือตัดออก เพราะเป็นชื่อของครู ผมฟังแล้ว ซึ้งในความละเอียดอ่อนในใจ ของท่านยิ่งนัก ..
ความประทับใจหลังสุดยังมีอีกครั้งครับ เมื่อคราวรุ่นพวกผมเป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรวมรุ่นศิษย์เก่าพุทธนิคมเมื่อ 3-4 ปีก่อน ผมได้พบและถ่ายภาพกับครูสุวรรณอีกครั้งในงานนั้น และภาพประทับใจสุดท้ายในงานก็คือ แม้ครูเก่าแก่ที่อยู่ในวัยร่วงโรยต่างทะยอยกลับกันหมดแล้ว ใกล้เที่ยงคืน ครูสุวรรณ ก็ยังคงนั่งอยู่คนเดียวหน้าเวทีกลางแจ้ง ดูกิจกรรมการแสดงต่างๆที่รุ่นลูกรุ่นหลานของพวกเรานำเสนอบนเวที ด้วยใบหน้าที่เจือด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุขตลอดเวลา
ไม่มีครูสุวรรณ สุวรรณรักษ์ ผมเชื่อสนิทใจว่าผมคงไม่มีวันนี้ ครูครับ .. ใครไม่รู้อาจมองว่าครูไม่ได้ทำอะไร กับผมมากนัก .. แต่เบื้องลึกในหัวใจของผม ผมสารภาพอยู่ตลอดเวลาว่า ครูคือแบบอย่าง ที่ผมชื่นชม และอยากเป็นเช่นครู และที่สำคัญยิ่ง ครูคือผู้ลิขิตชีวิตผมครับ .

พินิจ พันธ์ชื่น
วันครู 16 มกราคม 2550
..............................

ป้ายบ้านเลขที่ของร้าน วงศ์สุวรรณ

ป้ายร้าน วงศ์สุวรรณ ป้ายร้าน ศิลป์ฟ้า



ครูสุวรรณกับสมาชิกในครอบครัว




ครูสุวรรณเดินลงจากเวทีในงานเลี้ยงชุมนุมศิษย์เก่าพุทธนิคม




ผมกับครูผู้ลิขิตชีวิต