วิถีแห่งข้า (9)

ตอน: มรสุมบางสะพานน้อย…สู่คลื่นลมหัวหิน

ณ อำเภอบางสะพานน้อย

ดินแดนอันห่างไกลจากตัวจังหวัดนับร้อยลี้ แต่กลับใกล้ชิดติดพรมแดนชุมพรเพียงแปดสิบเส้น เป็นอำเภอขนาดย่อมที่โอบล้อมด้วยกลิ่นคาวปลาแห่งอ่าวไทย ในศาลากลางอำเภอ มีนักวิชาการหนึ่ง การเงินหนึ่ง ส่วนเหล่ายอดฝีมือผู้กุมบังเหียนมาจากทั่วทุกสารทิศ นายอำเภอเป็นชาวทับสะแกแต่ปักหลักอยู่สระบุรี จิตใจโอบอ้อมอารี ปลัดอาวุโสและพัฒนาการเป็นชาวเมืองคอน สวญ.มาจากพระนคร หัวหน้าประถมฯ เป็นคนแม่กลอง สมุห์บัญชีเป็นคนยะลา ประมงอำเภอเป็นคนชัยนาท สัสดีมาจากขอนแก่น และสรรพสามิตเป็นคนกระบี่

ที่เอ่ยนามมาเสียยืดยาว เพราะคนเหล่านี้คือสหายร่วมร่ำสุรา คบค้ากันจนสนิทเสน่หา บางคราวรวมกลุ่ม บางคราวแยกย้ายตามวาระ ข้าพเจ้ายังได้พบสหายเก่าร่วมสำนักมัธยม นามว่า “เจริญ จันทร์เทพ” เป็นนายช่างโยธาอยู่ที่นี่ ส่วนตัวข้าพเจ้าเล่า… ต้องรักษาราชการแทนนายอำเภอเป็นคนที่สองถัดจากปลัดใหญ่ ยามเสาร์-อาทิตย์จึงได้สลับกันกลับเคหาสน์ งานสำคัญมีสองประการคือ อนุมัติหมายจับกุมและอนุมัติใบเชือดสุกร ทั้งสองงานล้วนเป็นเรื่องบั่นทอนใจ มิใช่วิถีที่ข้าพเจ้าพึงปรารถนานัก

รสชาติแห่งชีวิตและมิตรภาพ

ปลาทะเลที่นี่สดราวกับเพิ่งขึ้นจากวารี ด้วยเป็นประมงเรือเล็ก โดยเฉพาะ “ปลาสีเสียดเค็ม” ที่แขวนเรียงรายหลังสถานีรถไฟ รสชาติล้ำเลิศเปรียบได้กับปลาดุกร้าเมืองลุงบ้านข้าพเจ้า

วันเวลาผ่านไป งานหลวงมิเคยขาดตกบกพร่อง ข้าพเจ้าได้รับเกียรติเป็นวิทยากรบรรยายงานต่างๆ จนเป็นที่ถูกอกถูกใจของชาวบ้าน เสียงหัวเราะและคำชมเชยมีมามิขาดสาย แม้แต่ “นายถวัลย์ สนธิอนุเคราะห์” ศึกษาธิการจังหวัด ยังต้องเรียกหาข้าพเจ้าให้ไปเล่านิทานและถ่ายทอดเรื่องราวในการประชุมทุกคราไป

ยามเย็น… บ้านพักปลัดอาวุโสคือที่ตั้งวงร่ำสุรา มีนายอำเภอ สวญ. พัฒนาการ หมอปอง และข้าพเจ้า หากคืนใดอารมณ์สุนทรีก็ไปต่อกันที่ร้านปะการัง ณ บางสะพานใหญ่ ส่วนที่บ้านพักข้าพเจ้าเองก็มีสมุห์บัญชี ประมง และสัสดี แวะเวียนมามิได้ขาด ส่วนหัวหน้าประถมฯ นั้นไซร้ มักจะอาศัยรถข้าพเจ้ากลับแม่กลองยามข้าพเจ้ามุ่งหน้าสู่นนทบุรี

ผู้ว่าฯ และ “องค์ดำ”

“ร้อยตรี อำนวย ไทยทนนท์” ผู้ว่าราชการจังหวัดผู้นี้ช่างแปลกนัก มาบางสะพานน้อยคราใด มิยอมไปพบนายอำเภอก่อน แต่กลับมาเคาะกระจกเรียกข้าพเจ้าหลังห้อง ชวนให้ควบอาชาเหล็กนำทางออกตรวจพื้นที่ ท่านเป็นคนใจดี คารมคมคาย และเรียกข้าพเจ้าว่า “องค์ดำ” ตามสีผิวที่กรำแดด เสร็จราชการจึงค่อยล้อมวงทานก๋วยเตี๋ยวหรือข้าวแกงง่ายๆ รสชาติที่ติดตราตรึงใจมิรู้ลืมคือ “ขนมจีนน้ำยากะทิใส่เหมงพร้าว” ฝีมือแม่บ้านบางสะพานน้อย อร่อยล้ำหาที่ใดเปรียบมิได้

เงาสลัวที่ทับสะแก และพยัคฆ์ร้านค้า

ยามไปประชุมที่จังหวัด ขากลับมักแวะหา “นายกวี” นายอำเภอทับสะแก สหายเก่าจากสังขละบุรี ที่นี่คือถิ่นของ “อุดมศักดิ์ ทั่งทอง” ผู้ยิ่งใหญ่แห่งบ้านใหญ่ ข้าพเจ้าเคยพบท่านสองสามครา จึงแจ้งแก่ใจว่าไฉนท่านจึงครองใจราษฎรได้ทุกสมัย… มือหนึ่งสนทนากับคนหนึ่ง แต่อีกมือกลับรั้งไหล่อีกคนไว้มิให้ไปไหน จิตวิทยาเช่นนี้หาคนเลียนแบบได้ยากยิ่ง

ส่วนที่ข้างบ้านพักข้าพเจ้า มี “ป้าหมวย” เจ้าของร้านค้าผู้มีสุ้มเสียงก้องกังวาน ป้าหมวยมักถือไม้เรียวไล่หวด “ลุงสถิตย์” ผู้เป็นสามีเพราะชอบร่ำสุราจนเมามาย เจริญสหายข้าพเจ้าเล่าความลับให้ฟังว่า ลุงสถิตย์ซ่อนขวดเหล้าขาวไว้ตามกอหญ้าที่ผูกวัวและรอบเสาธงอำเภอ ยามย้ายวัวกินหญ้าคือยามที่แกแอบกระดกสุราเข้าลำคอ!

เจริญยังเล่าเรื่องความลำบากใจในงานโยธา เมื่อปลัดอำเภอผู้หนึ่งบีบบังคับให้เซ็นรับงานที่ไม่ถูกต้องตามแบบ เจริญจึงแก้เผ็ดด้วยการบอกให้ผู้รับเหมาไปให้นายอำเภอเซ็นนำมาก่อน แล้วตนจึงเซ็นตามหลังพร้อมถ่ายสำเนาไว้เป็นหลักฐาน… เห็นทีว่า คนเมืองลุงนี่ช่างหัวหมอทุกคนจริงๆ!

สู่หัวหิน… แผ่นดินอันสูงศักดิ์

วันที่ 1 สิงหาคม 2535 ข้าพเจ้าได้เลื่อนขั้นเป็นระดับ 7 เงินเดือนหมื่นเศษๆ ในวัย 34 ปีเศษ ครั้นเข้าสู่ฤดูเลือกตั้ง ศึกษาฯ หัวหินลาออกไปเล่นการเมือง ท่านผู้ว่าฯ จึงออกปากชวนข้าพเจ้าไปรับตำแหน่งที่หัวหิน แต่มีเงื่อนไขเดียวคือ “อย่าเมาตามเสด็จ” ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจหักดิบ เลิกสุรานับแต่นั้น (ส่วนบุหรี่นั้นเลิกได้นานแล้ว)

การไปหัวหินมิใช่เรื่องสนุกสำหรับข้าราชการทั่วไป เพราะค่าครองชีพสูงลิ่ว งานรับรองเจ้านายและคนของนายมีมามิเว้นวันหยุดราชการ งานในรั้วในวังต้องประณีตไร้ที่ติ แต่ข้าพเจ้าเป็นคนไม่คิดมาก ปัญหามา…ปัญญามี…ก็แก้กันไปตามดวง วันศุกร์ เดือน 9 ปีระกา ย่อมมีผู้เมตตาเสมอ

จากศึกษาธิการบ้านนอกที่เคย “กินข้าวลิง” ต้องจำแลงกายเป็นพนักงานออฟฟิศ ใส่สูทกินข้าวโรงแรม รู้จักสนามกอล์ฟ และเหล่านักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ข้าพเจ้าตัดสินใจถอย “โมโตโรล่า รุ่นกระดูกหมู” เครื่องละห้าหมื่นเศษมาใช้ประสานงาน และต้องเร่งฝึกปรือภาษาอังกฤษเพื่อสนทนากับชาวต่างชาติ

บารมีแห่งสงฆ์ในหัวหินนั้นมากล้น หลวงพ่อหลายวัดเมตตาข้าพเจ้ายิ่งนัก โดยเฉพาะ “หลวงพ่อวัดเพชราวุธ” แม้ท่านจะจักษุพิการ แต่น้ำใจนั้นกว้างขวาง ท่านเห็นห้องทำงานข้าพเจ้าคับแคบ จึงส่งช่างมาต่อเติมให้ด้วยทุนทรัพย์นับแสนบาท ทุกวันนี้ยามข้าพเจ้าล่องใต้ ยังคงเหลียวมองห้องทำงานเดิมด้วยความระลึกถึง แม้อาคารจะถูกทุบทิ้งไปแล้วก็ตาม

งานสุดท้ายที่น่าจดจำคือ การขอเครื่องราชฯ ให้บรรดาเศรษฐีที่บริจาคเงินให้วัด ข้าพเจ้ามักได้รับของฝากเป็นเสื้อยืดอยู่เนืองๆ จึงแจกจ่ายให้ลูกน้องไปใช้สอย โดยมิได้เฉลียวใจเลยว่า… เสื้อยืดตราจระเข้ที่ข้าพเจ้าแจกไปนั้น คือยี่ห้อ Lacoste อันเลื่องชื่อนั่นเอง!