วิถีแห่งข้า (8) : แผ่นดินสังขละบุรีที่มิอาจลืมเลือน
เมื่อเท้าเหยียบย่างเข้าสู่เขตทุ่งใหญ่นเรศวร จินตนาการที่เคยมีมาพลันมลายสิ้นไปจนหมดสิ้น! เดิมทีข้าพเจ้าคาดคิดว่าต้องเป็นป่าพงทึบอันหนาแน่นด้วยแมกไม้ แต่ทัศนียภาพที่ปรากฏเบื้องหน้านั้นกลับเป็นทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สมดังนาม “ทุ่งใหญ่” โดยแท้ ณ ที่นั้น ป่าต้นปงอันเป็นไม้ประดับและใช้ตกแต่งหีบศพขึ้นเรียงรายกันเป็นพันไร่ สลับด้วยป่าโปร่งและป่าไผ่กินอาณาเขตกว้างขวาง
การเดินทางจากโลกภายนอกสู่โรงเรียนบ้านหินตั้ง ตำบลไล่โว่ เป็นระยะทางเก้าสิบห้ากิโลเมตร กลับต้องใช้เวลานานถึงสองวันเต็ม! ยามราตรีมาเยือน อากาศกลับหนาวเหน็บเข้ากระดูกดำ น้ำในลำห้วยนั้นเย็นจัดเยือกแข็งจนแทบแช่โซดาได้ประหนึ่งตู้เย็นหยินหยาง
ณ ดินแดนไกลปืนเที่ยงนั้น มิได้มีเพียงสถานศึกษา แต่ยังมีหมวด ตชด. และศูนย์บริการทางการแพทย์คอยประคับประคองชีวิตผู้คน หมอประจจำศูนย์นั้นเป็นชายหนุ่มชาวกะเหรี่ยง จบการศึกษาเพียงชั้นประถมปีที่หก ทว่ากลับได้รับการอบรม “วิชาแพทย์ทางไกล” จนมีความชำนาญยิ่ง ภายในศูนย์มีวิทยุสนามเครื่องหนึ่งไว้สื่อสารกับโรงพยาบาลราชบุรี พร้อมด้วยตู้ยาที่บรรจุลิ้นชักเรียงรายปักป้ายตัวเลขไว้ประหนึ่งตู้บัตรรายการในห้องสมุด!
เมื่อคนไข้มาถึง หากอาการมิสาหัส “หมอ” จะจัดยาให้เองตามสมควร ทว่าหากอาการหนักเกินจะหยั่งถึง เขาจะรีบใช้วิทยุสื่อสารแจ้งค่าปรอทและความดันไปยังหมอใหญ่ที่ราชบุรี เพื่อให้ท่านวินิจฉัยและสั่งยาตามตัวเลขที่ระบุไว้ในลิ้นชักตู้… แต่หากเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอาการก้าวข้ามเส้นเป็นตาย ศูนย์จะส่ง “วิหคเหล็ก” (เฮลิคอปเตอร์) มารับตัวไปรักษาโดยพลัน!
ข้าพเจ้าได้เห็นความยากลำบากของเหล่าครูบาอาจารย์แล้ว ขนาดข้าพเจ้าควบจักรยานยนต์ยังต้องใช้เวลาไปกลับรวมสี่วัน หากเป็นการเดินเท้ามิเข้าครึ่งเดือนหรอกหรือ? เมื่อได้ปรึกษากับ ผบ.ร้อย ตชด. 134 ผู้เป็นชายชาตรีจากปัตตานี ท่านก็มีน้ำใจประดุจมหาสมุทร ยอมให้เหล่าครูอาศัยเฮลิคอปเตอร์ส่งเสบียงที่บินมาทุกสัปดาห์ เดินทางเข้าออกป่าใหญ่ได้โดยสะดวก
ทว่า… โชคชะตานั้นมักเล่นตลกในยามที่ไม่คาดฝัน! วันที่นายอำเภออดิศรต้องอำลาตำแหน่งเพื่อย้ายไปนครชัยศรี ขบวนรถไปส่งนายอำเภอกลับประสบอุบัติเหตุประสานงากับรถของคณะครู เป็นเหตุให้ครูผู้ทรงเกียรติแห่งโรงเรียนบ้านกองม่องทะต้องสังเวยชีวิตไปถึงสามศพ บาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก! ในป่าลึกเช่นนั้น ความไกลปืนเที่ยงน่าจะทำให้ถูกหมีกัดตายเสียมากกว่าถูกรถชน
ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน เมื่อหัวหน้าส่วนราชการอื่นไม่อยู่ ข้าพเจ้าในคราบ “นายอำเภอจำเป็น” จึงต้องออกโรงบัญชาการ! ประสานเฮลิคอปเตอร์รับคนเจ็บส่งโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา ส่วนคนตายนั้น ข้าพเจ้าระดมผู้คนมาช่วยกันต่อหีบศพ นำไปรอญาติที่วัดด้วยความอารี แม้ผู้คนจะกังวลว่าศึกษาธิการอำเภอตัวน้อยจะรับมือไหวหรือไม่ แต่ผลลัพธ์กลับประทับใจญาติมิตรผู้สูญเสียยิ่งนัก ด้วยข้าพเจ้าเอ่ยเพียงคำเดียวว่า “ขอให้พวกเราช่วยกันเถิด แม้แต่เฮลิคอปเตอร์ข้าพเจ้ายังขอมาให้ได้เลย!”
วันเวลาผ่านไป นายอำเภอคนใหม่นามว่า “กวี” ก็เข้ามารับตำแหน่ง ท่านผู้นี้มีนิสัยเยี่ยง “นักเลงผู้ใจกว้าง” ชอบร่ำสุราและยิ้มแย้มแจ่มใส ถูกชะตากับข้าพเจ้ายิ่งนัก ทว่าฝีมือการควบรถของท่านนั้นช่างน่าพรั่นพรึง! ระยะทางที่คนปกติขับสี่ชั่วโมง ท่านกลับควบเพียงสองชั่วโมงครึ่ง… ประหนึ่งเหาะเหินเดินอากาศ!
บนถนนสายมรณะเส้นนี้ พรากชีวิตผู้คนมานักต่อนัก ข้าพเจ้าจึงเสนอให้เจ้าหน้าที่ทางหลวงปักป้ายให้ชัดเจนว่าจุดใดต้องใช้เกียร์หนึ่ง เกียร์สอง อย่ามัวแต่อ้างงบประมาณกิโลเมตรละล้านแล้วสร้างทางอันตรายเช่นนี้เลย! เวลาเกิดเหตุ ข้าพเจ้ามักถามชาวบ้านกะเหรี่ยงว่ารถวิ่งเร็วไหม? พวกเขาตอบกลับมาว่า… “มันไม่ได้ขับมาหรอกท่าน แต่มัน ‘บิน’ มาเลยทีเดียว!”
ก่อนจะอำลาจากดินแดนแห่งนี้ ข้าพเจ้าได้รับฝากเงินสองหมื่นบาทจากสารวัตรสอบสวน เหตุเพราะรถบรรทุกซุงชนป้ายพระเจดีย์สามองค์พังพินาศ ข้าพเจ้าพิจารณาแล้วเห็นว่ามิใช่โบราณสถานเก่าแก่แต่เป็นเพียงป้ายประวัติศาสตร์ จึงเสนอให้นายอำเภอเรียกบริษัทมาทำป้ายใหม่ให้ดีกว่าเดิม แล้วคืนเงินเขาไป นายอำเภอเห็นชอบด้วย ป้ายใหม่จึงปรากฏตระหง่านอยู่จนถึงทุกวันนี้
กระทั่งวันที่ 1 มิถุนายน 2534 ตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอถูกปรับระดับขึ้น ข้าพเจ้าผู้อาวุโสมิถึงขั้นจึงต้องโยกย้ายสู่ “บางสะพานน้อย” ประจวบคีรีขันธ์… แม้กายจะต้องจากสังขละบุรีไปไกลแสนไกล ทว่าความผูกพันกับผู้คน ภูเขา และผืนน้ำแห่งดินแดนประวัติศาสตร์นี้ จะประทับอยู่ในใจของข้าพเจ้า… ชั่วนิรันดร์!