วิถีของข้าพเจ้า (ตอนที่ ๗): จอมใจศึกษารัตนากร
ก้อนเมฆร่วงหล่นสู่เบื้องดิน
สังขละบุรีเปรียบประดุจเมืองในนิมิตยามตื่น ข้าพเจ้านอนเอกเขนกในเคหา กลับมีหมอกควันลอยละล่องเข้ามาปกคลุมจนเย็นยะเยือกถึงกระดูก สหายสรรพสามิตบอกกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “ท่านเข้าใจผิดแล้ว นั่นมิใช่หมอกควัน หากแต่เป็นก้อนเมฆที่ร่วงหล่นลงมาจากสรวงสวรรค์ เพราะยอดเขาที่เราสถิตอยู่นี้สูงเทียมเมฆา”
สองพยัคฆ์พี่เลี้ยงผู้พิทักษ์
ศึกษาธิการอำเภอป้ายแดงเช่นข้าพเจ้า ก็นับว่ามีวาสนาส่งเสริม เพราะได้ยอดคนมาเป็นพี่เลี้ยงถึงสองท่าน ท่านหนึ่งคือ “ประสิทธิ” ผู้รอบรู้ล้ำลึก แต่อำพรางกายด้วยการมิขับขี่อาชาเหล็ก แต่อีกท่านคือ “จำนง” ยอดขุนคลังผู้สัตย์ซื่อ ถือความภักดีต่อหลวงพ่ออุตตมะเป็นที่ตั้ง การเบิกจ่ายเบี้ยหวัดเงินเดือนในอดีตต้องล่องแพทวนกระแสสินธุ์น้ำแควน้อย ขาล่องใช้เวลาสองราตรี ขาขึ้นใช้ถึงห้าราตรี ความลำบากสาหัสเพียงใดมีเพียงใจที่แกร่งดังหินผาเท่านั้นที่ยืนหยัดอยู่ได้
จอมยุทธ์หน้าม่านและหลังม่าน
ยามออกท่องยุทธภพ ข้าพเจ้าเป็นผู้กุมบังเหียนอาชาเหล็ก ส่วนท่านประสิทธิซ้อนท้าย เหล่าครูบาอาจารย์และชาวประชาต่างพากันคารวะท่านประสิทธิก่อนพลางเรียกขานว่า “ท่านศึกษา” ข้าพเจ้ามิได้ถือสา กลับยิ้มรับด้วยความยินดีให้เป็นไปตามครรลอง ส่วนงานในศาลานั้นกว้างขวางปานมหาสมุทร ครอบคลุมทั้งสถานศึกษา ศาสนจักร และโบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ข้าพเจ้ารั้งตำแหน่งผู้รักษาราชการแทนนายอำเภอเป็นลำดับที่สาม ชื่อเสียงจึงเลื่องลือขจรขจายไปทั่วทั้งคุ้งน้ำ
สโมสรจอมคน ณ เรือนพัก
เรือนพักของศึกษาธิการกลับกลายเป็นจุดนัดพบของเหล่าจอมยุทธ์ต่างสำนัก สรรพสามิตเป็นฝ่ายพลาธิการปรุงรสกับแกล้ม สาธารณสุขจัดหาเนื้อเก้งหมูป่าอันโอชะ เกษตรอำเภอพกพาสุรานอก แต่ตัวข้าพเจ้านั้นฝักใฝ่ใน “The Famous Grouse” มิเคยเปลี่ยนใจ ยังมีหมอใหญ่ ผบ.ร้อยตชด. และทหารกล้าจากพล.ร.๙ หมุนเวียนมาเสวนากันด้วยความจริงใจและจริงจัง ดังคำคมที่ว่า:
“ท่านอาจหลอกคนทุกคนได้ในบางเวลา หรือหลอกคนบางคนได้ตลอดเวลา แต่ท่านมิอาจหลอกคนทุกคนได้ตลอดเวลาเป็นแน่แท้!”
กราบมหาบูรพาจารย์
ยามที่ หลวงพ่ออุตตมะ ยอดคนแห่งลุ่มน้ำซองกาเลียพำนัก ณ วัดวังก์วิเวการาม ข้าพเจ้ามักจะไปกราบกรานบีบนวดเฟ้นเส้นถวายท่าน ท่านเมตตาเล่าถึงชาติภูมิจากเมาะละแม่ง การศึกษาธรรม ณ ย่างกุ้ง จนถึงการจาริกธุดงค์เข้าสู่ดินแดนสยาม ด้วยพระมหากรุณาธิคุณขององค์ราชา ท่านจึงได้รับสัญชาติและสมณศักดิ์ เป็นที่พึ่งทางใจของชาวไทยและชาวมอญ โดยมีสะพานไม้แห่งศรัทธาเชื่อมใจคนสองฝั่งน้ำไว้ด้วยกัน
รอยจำแห่งสังขละบุรี
ในตลาดเช้า ผักปลาช่างถูกล้ำเหลือ ปลาในเขื่อนหนักแน่นราคามิแปรผัน ยังมี “โรงแรมสีแดง” ที่นามนี้มิได้มาจากอุดมการณ์ทางการเมืองอันใด หากแต่เป็นนามของสามีภรรยาผู้ครองรักกันนั่นเอง ส่วนรสชาติอาหารป่าจากปักษ์ใต้เมืองคอนนั้น เผ็ดร้อนถึงใจดังเพลงดาบที่ฟาดฟันเข้ากลางอก
สามประสบ และ แพซองกาเลีย ยังคงรอคอยนักเดินทาง ผู้ที่ต้องการสัมผัสไอเย็นของสายน้ำทั้งสามสายที่ไหลมาบรรจบกัน… ณ ที่แห่งนี้