วิถีแห่งข้า (My Way) : บทที่ ๕ ยอดบุรุษแห่งลานกระบือ กาลนั้น ณ อำเภอลานกระบือ ปรากฏยอดมือกฎหมายหนุ่มฟ้อผู้หนึ่ง นามว่า บงการ ลิมปะพันธุ์ ผู้นี้มิใช่สามัญชน แต่สืบสายโลหิตจากตระกูลผู้ทรงอิทธิพลแห่งเมืองสุโขทัย หากแต่ความสุภาพถ่อมตนของเขานั้นล้ำลึกนัก การแต่งกายของเขาโดดเด่นด้วยปกข้อมือใหญ่และสาบแขนเสื้อที่ทอดตัวยาวถึงข้อศอก กลายเป็นแบบอย่างให้ข้าพเจ้าต้องรุดไปสั่งตัดเย็บตามประเพณี ความสัมพันธ์ระหว่างข้าพเจ้าและนามสกุลนี้ ประหนึ่งบุพเพสันนิวาสแต่หนหลัง ด้วยเคยสดับฟังนิทานของ อาวีระ ลิมปะพันธ์ ผ่านคลื่นเสียงวิทยุมาแต่เยาว์วัย เมื่อยอดคนมาบรรจบกัน วงสุราอันรื่นรมย์จึงบังเกิดขึ้นในที่ว่าการอำเภอ การดื่มเหล้าขาวผสมยาหอมตราห้าเจดีย์ในยามเย็น มิใช่เพียงการเสพเมรัย หากคือการ “อุ่นเครื่อง” ก่อนเข้าสู่สมรภูมิร่ำสุราที่แท้จริง ร่วมกับสหายศึกอย่าง พรเทพ จันทร์ต้น, เสนีย์ ใจเอม, นิคม ไพโรจน์ และ ผอ.บุญลือ ความรักระหว่างลูกผู้ชายล้วนก่อเกิดในจอกสุรานี้เอง
“ในโลกหล้า… อุปสรรคขัดขวางการร่ำสุรามิใช่ขุนเขา หากแต่เป็นยอดพธูที่บ้าน”
เพื่อแก้ปัญหาเหล่าฮูหยินที่มาตามสามีกลับเรือน ข้าพเจ้าจึงตั้งกฎเหล็กว่า “เมียใครมาตาม คนนั้นต้องเป็นเจ้ามือ” กฎนี้ศักดิ์สิทธิ์นัก ทำให้ความสงบสุขกลับคืนสู่วงสุราได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ศรัทธาและกุศโลบาย ผลงานอันเป็นอนุสรณ์คือ อาคารห้องสมุดประชาชนฯ ซึ่งได้ทุนรอนจากเหล่านายทุนน้ำมันไทยเชลล์ อีกทั้งข้าพเจ้ายังได้ร่วมสร้างพุทธสถานในเขตป่าสงวนอีกหลายแห่ง ที่ตราตรึงใจที่สุดคือ วัดดงอีบุก ข้าพเจ้าไปกราบ หลวงพ่อซึม ท่านกลับทวงถามถึง “ค่าน้ำหมึก” ที่ฝากลูกศิษย์มาให้ข้าพเจ้าถึงครั้งละ ๖๐๐ บาท! ข้าพเจ้าตกใจนัก จึงตระหนักได้ว่ามีคนเขลาแอบอ้างชื่อข้าพเจ้าไปลวงเอาเงินทำบุญจากพระ อีกคราหนึ่ง หลวงพ่ออีกรูปมาหาข้าพเจ้าถึงเรือนพัก มอบสุราแสงโสมให้หนึ่งกลม พลางเอ่ยว่า “เขาว่าท่านศึกษาชอบสิ่งนี้” ในนาทีนั้น ข้าพเจ้าเพิ่งซึ้งถึงรสชาติของคำว่า “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก” เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่พระเป็นฝ่ายเลี้ยงสุรา แต่ข้าพเจ้ามิได้แตะต้อง กลับยกให้ภารโรงไปเสีย เพราะสุราตรานี้มิใช่รสที่ข้าพเจ้าปรารถนา ศูนย์กลางแห่งจักรวาลและคราบน้ำตา วัยรุ่นผู้หนึ่งเคยกล่าวว่า “ลานกระบือคือศูนย์กลางจักรวาล” ตราบใดที่ยังมองเห็นแสงไฟจากปล่องเผาแก๊สของฐานเจาะน้ำมัน ย่อมหมายความว่ายังมิได้พลัดหลงไปไกลจากมาตุภูมิ ข้าพเจ้าออกตรวจราชการเคียงคู่กับ หมอภุชงค์ สาธารสุขอำเภอผู้เป็นบัดดี้ บางคราเราควบอาชาเหล็กข้ามเขตไปถึงบางระกำ เพื่อสระผมชำระกาย ณ ร้านที่ชื่อไพเราะราวกับพระราชวังว่า “เบญจมาภรณ์มงกุฏไทย” แต่ทว่า… ในความเกษมสำราญ มักมีเงาแห่งโศกนาฏกรรมซ่อนเร้น ข้าพเจ้ายังจำได้ดี วันนั้นเจ้าหน้าที่สรรพากรนามว่า “ไอ้หนู” และสมุห์บัญชีคู่ใจ แวะมาขอให้ข้าพเจ้าทำผัดเผ็ดปลาดุกไว้รอรับขากลับจากราชการ ข้าพเจ้าจัดเตรียมโอชะและรอคอยด้วยใจจดจ่อจนล่วงเข้าสู่ยามสาม รุ่งเช้า ข่าวร้ายมาถึงประหนึ่งสายฟ้าฟาด ทั้งสองประสบอุบัติเหตุรถไฟชนเสียชีวิตกลางทาง… คนดีที่รักใคร่ข้าพเจ้าอย่างไม่มีเหตุผล บัดนี้เหลือเพียงชื่อให้ระลึกถึง สัจธรรมข้อที่ว่า “ชีวิตคนผันผวน ปลิดปลิวราวดอกไม้ร่วง” นั้นเป็นความจริงแท้ที่แสนเจ็บปวด บทเรียนจากกำปั่นอำเภอ เรื่องราวสุดท้ายคือข้อพิพาทเงินกฐิน ณ วัดแก้วสุริยฉาย เมื่อพระคุณเจ้า อาจารย์โน หอบหิ้วกล่องเงินมามอบให้ถึงที่ว่าการอำเภอ เพราะมิอยากผิดใจกับกรรมการวัด ข้าพเจ้าและ ปลัดชัยพร จึงต้องรับบทเป็นผู้ดูแลความถูกต้อง นับเงินต่อหน้าสงฆ์ มัดหีบห่อ ตีครั่งแน่นหนา ฝากไว้ในกำปั่นเหล็กของหลวง การที่โรงเรียนหรือหน่วยงานแอบอ้างนิมนต์พระมาบังหน้าเพื่อระดมทุนเข้ากิจการตนเองนั้น เป็นบาปหรือบุญ? พระจะอาบัติหรือไม่? ข้าพเจ้ายังมิอาจหาคำตอบที่กระจ่างแจ้งได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าได้จารึกไว้เป็นคติเตือนใจสืบไป คือปรัชญาที่แสนดุดันว่า…
“อยากรวยให้ปลูกกล้วยขาย… อยากฉิบหายให้รบกับพระ!”