วิถีแห่งข้า (ตอนที่ 6)
เมื่อพญามังกรเคลื่อนกาย สายลมย่อมกรรโชก!
ยามนั้น ข้าพเจ้ารับราชการสังกัดสำนักศึกษาธิการอำเภอ ยอดขุนพลผู้กุมบังเหียนสูงสุดมิใช่ใครอื่น คือท่านปลัด บรรจง ชูสกุลชาติ ผู้เป็น “มังกรแห่งพัทลุง” โดยแท้ วันที่ท่านเหยียบย่างสู่กำแพงเพชรเพื่อเยี่ยมเยียนเหล่าศิษย์และขุนนางการศึกษาทั่วทั้งจังหวัด วาจาของท่านประดุจเสียงอสนีบาตที่ก้องกังวาน แต่แฝงไว้ด้วยเมตตาธรรมอันลุ่มลึก ทุกประโยคล้วนกระตุ้นขวัญทหารหาญให้ฮึกเหิม
สำหรับข้าพเจ้าและสหายร่วมมาตุภูมิอีกสองท่าน—คือท่านสวญ. คลองลาน และผู้บัญชาการเรือนจำ—การได้เห็น “คนเมืองลุง” ผงาดขึ้นเป็นยอดคนระดับปลัดกระทรวงหรืออธิบดีในยุคนั้น ช่างเป็นความภาคภูมิใจที่ยากจะพรรณนา ท่านเหล่านั้นมิใช่ “หุ่นยนต์” ที่ไร้ความรู้สึก แต่เป็นผู้ทรงไว้ซึ่ง “ภูมิรู้” และ “ภูมิธรรม” อันสูงส่งประดุจยอดเขาพะโค
อนิจจา… งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา
ข้าพเจ้าสำแดงฝีมือที่ลานกระบือเพียงหกเดือน ชะตาฟ้าก็ลิขิตให้เคลื่อนย้ายลงสู่ทิศใต้ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2531 ข้าพเจ้าก้าวเท้าเข้าสู่ “บางเลน” นครปฐม ในตำแหน่งผู้ช่วยศึกษาธิการอำเภอ แม้ช่วงเวลาในกำแพงเพชรจะสั้นเพียงหนึ่งปีหกเดือน แต่มิตรภาพที่สั่งสมมานั้นหนักแน่นประดุจหินผา เป็นความสุขทุกครั้งที่หวนระลึกถึง
อำเภอบางเลนนั้นนับเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” โดยแท้ สายน้ำท่าจีนไหลรินหล่อเลี้ยงพสุธาจนอุดมสมบูรณ์ แต่ทว่าวิถีผู้คนในเมืองนี้กลับต่างออกไป โรงเรียน มัธยม และวัดวาอาราม ต่างฝ่ายต่างอยู่ประดุจน้ำกับน้ำมัน มิได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเหมือนคราอยู่กำแพงเพชร ข้าพเจ้าจึงต้องสวมบทบาท “อาคันตุกะผู้สัญจร” พำนักอยู่นนทบุรีแล้วอาศัยรถด่วน บขส. 99 เดินทางไป-กลับทุกเมื่อเชื่อวัน มิตรสหายที่พอจะร่ำสุรา (หรือน้ำชา) ร่วมโต๊ะมื้อเที่ยงได้ ก็มีเพียงท่านศึกษาธิการอำเภอและเจ้าที่ดินอำเภอผู้เป็นสหายจากนครศรีธรรมราชเท่านั้น
ภารกิจหนักอึ้งท่ามกลางกลิ่นหอมของขนมเปี๊ยะ
งานใหญ่ที่บางเลนคือการสะสางบัญชีทรัพย์สินของ “หลวงพ่อสำเนียง อยู่สถาพร” ยอดเกจิแห่งวัดเวฬุวนารามผู้ล่วงลับ เล่าขานกันว่ามีขุมทรัพย์ล้ำค่าคือ “พระพุทธรูปทองคำ” หนักถึง 9 กิโลกรัมซุกซ่อนอยู่ แต่วาสนาของข้าพเจ้ายังมิถึงขั้น จึงมิได้เห็นเป็นบุญตา ส่วนเรื่องปากท้องนั้น บางเลนขึ้นชื่อลือชาเรื่อง “ขนมเปี๊ยะ” ที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากท่านพญามังกรเปรม (พลเอกเปรม ติณสูลานนท์) ข้าพเจ้านั้นชื่นชอบไส้ฟักและถั่วเหลืองเป็นที่สุด รสชาตินั้นช่างตราตรึงใจยิ่งนัก
สนามประลองยุทธ์ทางการศึกษา
ในปีนั้นเอง สำนักงานปลัดกระทรวงฯ เปิดสนามสอบคัดเลือกข้าราชการระดับ 6 ข้าพเจ้าเปรียบเสมือนนักสู้ที่ต้องเข้าสู่ลานประลองถึง 3 ตำแหน่ง ทุ่มเทเวลาอ่านตำราประดุจฝึกปรือเคล็ดวิชาลึกลับ ผลปรากฏว่าข้าพเจ้ายังคง “มิใช่ยอดฝีมือผู้ไร้ต้าน” แต่ก็มิได้พ่ายแพ้จนหมดรูป:
• ตำแหน่งบุคลากร 6 สอบได้ลำดับที่ 3
• ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป 6 สอบได้ลำดับที่ 5
• และตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอ 6 สอบได้ลำดับที่ 25
มุ่งหน้าสู่สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย
วันที่ 1 ตุลาคม 2531 ราชโองการจากส่วนกลางก็มาถึง ตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอถูกบรรจุเป็นลำดับแรก ข้าพเจ้าถูกส่งตัวไปยัง “สังขละบุรี” กาญจนบุรี ดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ด่านพระเจดีย์สามองค์ การเคลื่อนย้ายครานี้ประดุจการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ เงินเดือนเพิ่มพูนขึ้นถึง 4 ขั้น รวมเวลาปีครึ่งในสำนักงานปลัดฯ ข้าพเจ้าเลื่อนขั้นไปถึง 8 ขั้น!
นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก! ข้าพเจ้าขอตั้งปณิธานต่อฟ้าดิน จะทำงานให้หลวงอย่างสุดกำลังเพื่อทดแทนคุณแผ่นดินและคืนกำไรให้แก่ประชาราษฎร์
จากบางเลนเพียงเจ็ดเดือน บัดนี้ข้าพเจ้าต้องมุ่งหน้าสู่ดินแดนที่ขนานนามว่า “สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย” เสียแล้ว!