ท่านให้ภัยเท่านั้นแก่พวกเราผู้ขออภัย พวกเราขอรับเอาแต่อภัยอย่างเดียว ส่วนภัยจงเป็นของท่านเถิด

สมุททกสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๑๐. สมุททกสูตร

ว่าด้วยภิกษุผู้อยู่ใกล้ฝั่งสมุทร

             [๒๕๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ณ ที่นั้น ฯลฯ พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า

             “ภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ฤๅษีผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมจำนวนมากอาศัยอยู่ในกุฎีที่มุงด้วยใบไม้ใกล้ฝั่งสมุทร สมัยนั้น สงครามระหว่างพวกเทพกับอสูรประชิดกัน ครั้งนั้น ฤๅษีผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมเหล่านั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘พวกเทพดำรงอยู่ในธรรม พวกอสูรไม่ดำรงอยู่ในธรรม ภัยจากพวกอสูรพึงเกิดแก่พวกเรา ทางที่ดีพวกเราพึงเข้าไปหาท้าวสมพรจอมอสูรแล้วขออภัยท่านเถิด’

             ครั้งนั้น ฤๅษีผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมเหล่านั้น ได้หายตัวจากกุฎีที่มุงด้วยใบไม้ใกล้ฝั่งสมุทรไปปรากฏอยู่ตรงหน้าท้าวสมพรจอมอสูร เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น ครั้งนั้น ฤๅษีผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมเหล่านั้น ได้กล่าวกับท้าวสมพรจอมอสูรด้วยคาถาว่า

                          พวกฤๅษีมาขออภัยกับท่านท้าวสมพร

                          การให้ภัยหรือให้อภัย ท่านกระทำได้โดยแท้

             ท้าวสมพรจอมอสูรได้กล่าวว่า

                          ไม่มีการให้อภัยแก่พวกฤๅษี

                          ผู้ชั่วช้า ผู้คบหาท้าวสักกะ

                          เราให้ภัยเท่านั้นแก่พวกท่านผู้ขออภัย

             พวกฤๅษีกล่าวว่า

                          ท่านให้ภัยเท่านั้นแก่พวกเราผู้ขออภัย

                          พวกเราขอรับเอาแต่อภัยอย่างเดียว

                          ส่วนภัยจงเป็นของท่านเถิด

                         บุคคลหว่านพืชเช่นใด ย่อมได้ผลเช่นนั้น

                          คนทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว

                          พ่อ ท่านหว่านพืชลงไปแล้ว ท่านจักต้องเสวยผลของมัน

             ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ฤๅษีผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมเหล่านั้น ได้สาปแช่งท้าวสมพรจอมอสูรแล้วหายตัวไปต่อหน้าท้าวสมพรจอมอสูร ไปปรากฏอยู่ ณ กุฎีที่มุงด้วยใบไม้ใกล้ฝั่งสมุทร เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนออกหรือคู้แขนเข้า ฉะนั้น

             ครั้งนั้น ท้าวสมพรจอมอสูรถูกฤๅษีผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมสาปแช่งแล้ว ได้ยินว่าในคืนนั้น ตกใจหวาดหวั่นถึงสามครั้ง

สมุททกสูตรที่ ๑๐ จบ

-------------------------------

อรรถกถาสมุททกสูตรที่ ๑๐

          พวกฤาษีอาศัยอยู่ในบรรณศาลา บนหาดทรายมีสีเหมือนแผ่นเงินหลังมหาสมุทรในจักรวาล.

          นัยว่า สงครามระหว่างเทวดาและอสูร โดยมากมีขึ้นที่หลังมหาสมุทร. ชัยชนะมิได้มีแก่พวกอสูรในทุกเวลา. พวกอสูรเป็นฝ่ายแพ้เสียหลายครั้ง.
         พวกอสูรเหล่านั้นแพ้เทวดาแล้วพากันหนีไปทางอาศรมบทของพวกฤาษี โกรธว่า ท้าวสักกะปรึกษากับพวกฤาษีเหล่านี้ ทำเราให้พินาศ โดยพวกท่านจับทั้งแม่ทั้งลูก.
         พวกอสูรจึงพากันทำลายหม้อน้ำดื่มและศาลาที่จงกรมเป็นต้นในอาศรมบทนั้น. พวกฤาษีถือเอาผลาผลจากป่ากลับมาเห็น ช่วยกันทำให้เหมือนเดิมด้วยความลำบากอีก. แม้พวกอสูรเหล่านั้นก็ทำให้พินาศอย่างนั้นบ่อยๆ. เพราะฉะนั้น พวกฤาษีสดับว่า บัดนี้ สงครามระหว่างเทวดาและอสูรปรากฏขึ้นดังนี้ จึงคิดอย่างนั้น.

         ความว่า จอมอสูรบริโภคภัตรในตอนเย็นแล้วขึ้นที่นอน นอนพอจะงีบหลับ ก็ลุกขึ้นยืนร้องไปรอบๆ เหมือนถูกหอกร้อยเล่มทิ่มแทง. ภพอสูรหนึ่งหมื่นโยชน์ถึงความปั่นป่วนว่า นี่อะไรกัน.
         ลำดับนั้น พวกอสูรพากันมาถามจอมอสูร นี่อะไรกัน. จอมอสูรไม่พูดอะไรเลย.
         แม้ในยามที่สองเป็นต้นก็มีนัยนี้แล.
         ด้วยประการฉะนี้ เมื่อพวกอสูรพากันปลอบจอมอสูรว่า อย่ากลัวเลย มหาราช ดังนี้จนอรุณขึ้น. ตั้งแต่นั้นมา จอมอสูรก็มีใจหวั่นไหวเกิดอาการไข้ด้วยประการฉะนี้. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล จอมอสูรนั้นจึงเกิดชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เวปจิตติ.