หนังสือ สังคม-อารมณ์ศึกษา พัฒนาคุณภาพพลเมืองไทย เล่มนี้ เขียนขึ้นจากแรงบันดาลใจที่ได้จากหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning, 2nd Edition (2025) Edited by Joseph A. Durlak, Celene E. Domitrovich, Joseph L. Mahoney โดยผมอ่านและตีความสังเคราะห์ขึ้นใหม่ด้วยความช่วยเหลือของปัญญาประดิษฐ์หลายสำนัก ย่นย่อลงเหลือเพียง ๑๔ บท โดยสร้างชื่อบทใหม่ทั้งหมด เพื่อให้กระชับ และเหมาะสมต่อบริบทไทย ท่านที่ต้องการสาระเชิงวิชาการอย่างถ้วนถี่ ควรอ่านหนังสือต้นฉบับ
หลักการสำคัญของการจัดการเรียนรู้ด้านอารมณ์-สังคมที่ดีสำหรับผู้ใหญ่ ได้แก่ ๑) ใช้กรอบคิด การจัดการเรียนรู้เชิงสังคม-อารมณ์ เชิงระบบ (systemic SEL) ๒) จัดร่วมกันหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ทำเรื่องนี้อย่างโดดเดี่ยว ๓) จัดการเรียนรู้ด้านสังคม-อารมณ์ศึกษา บูรณาการอยู่กับการเรียนรู้องค์รวมของผู้ใหญ่ ไม่แยกการเรียนรู้ด้านสังคม-อารมณ์ศึกษาออกมาจัดแบบแยกส่วนเฉพาะด้าน ๔) จัดการเรียนรู้เชิงรุก (active learning) และเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning) ซึ่งเน้นการร่วมกันสะท้อนคิดหลักการด้านสังคม-อารมณ์ศึกษา จากประสบการณ์ร่วม ไม่ใช้วิธีแนะนำหรือสั่งสอน ๕) ใช้การประเมินแบบ ประเมินเพื่อหนุนการเรียนรู้ (formative assessment) ตามด้วยการให้ คำแนะนำป้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ และโดยใช้การสะท้อนคิดร่วมกัน (constructive & reflective feedback) ไม่ใช้วิธีประเมินโดยการสอบและให้คะแนน
ผมมีความเห็นว่า ปฏิบัติการด้าน สังคม-อารมณ์ ของผู้ใหญ่ เป็นเสมือน “พิมพ์เขียว” สำหรับพัฒนา สังคม-อารมณ์ ของเด็ก ดังได้เสนอไปแล้วใน ๓ บทแรกของหนังสือเล่มนี้ เพราะผู้ใหญ่เป็นผู้กำหนดรูปแบบของปฏิสัมพันธ์กับเด็ก ที่นำสู่การพัฒนาสมรรถนะด้านอารมณ์-สังคม ของเด็ก ดังนั้น หากสังคมไทยต้องการพัฒนาคุณภาพพลเมืองไทยให้เกิดผลอย่างแท้จริง ภายในเวลาไม่นานเกินไป ต้องดำเนินการหนุนการพัฒนาสมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ของคนทุกช่วงวัยไปพร้อมๆ กัน โดยนอกจากใช้หลักการและวิธีการตามในหนังสือ Handbook of Social and Emotional Learning แล้ว ควรเชื่อมโยงกับเรื่อง IDG – Inner Development Goals ๕ มิติ ๒๕ องค์ประกอบย่อย เรื่อง ภาวนา (สติภาวนา และสมาธิภาวนา) เรื่องจิตตปัญญาศึกษา เรื่องสุขภาวะทางกาย (ออกกำลังแบบแอโรบิก) และเรื่องการสร้างสังคมสีขาว (ต่อต้านคอร์รัปชั่น)
สร้างสังคมแห่งความไว้วางใจ
ความไว้วางใจต่อกันและกัน (mutual trust) ในสังคม เป็นทุนทางสังคม หรือ “สกุลเงินทางสังคม” (social currency) ที่สำคัญยิ่ง ต่อการประกอบกิจการงานหรือธุรกิจ รวมทั้งต่อการมีสังคมที่อบอุ่นและมีสุขภาวะ ความไว้วางใจต่อกันและกัน จึงเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่จะช่วยฉุดประเทศไทยออกจากหล่มประเทศรายได้ปานกลาง สังคมสีเทา สู่การเป็นประเทศรายได้สูง สังคมดี
การเรียนรู้ทางสังคมและอารมณ์ (Social and Emotional Learning - SEL) และ ความไว้วางใจระหว่างกัน (Mutual Trust) เป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม” ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ ๒๑ มิใช่เพียงทักษะเสริมในห้องเรียน แต่เป็นทุนมนุษย์และทุนทางสังคมที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การเมือง และสุขภาวะของสังคมโดยรวม
หัวใจของแนวคิดนี้อยู่ที่ วงจรส่งเสริมซึ่งกันและกัน ระหว่าง สังคม-อารมณ์ศึกษา กับ ความไว้วางใจ
สังคม-อารมณ์ศึกษา ช่วยหล่อหลอมบุคคลให้เป็น “คนที่น่าไว้วางใจ” ผ่านการจัดการอารมณ์ตนเอง ความจริงใจ ความเห็นอกเห็นใจ ทักษะความสัมพันธ์ และการตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม เมื่อคนมีพฤติกรรมที่คาดเดาได้ ซื่อสัตย์ และคำนึงถึงส่วนรวม ความไว้วางใจในสังคมย่อมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน สังคมที่มีความไว้วางใจสูงจะสร้าง “พื้นที่ปลอดภัยทางใจ (Psychological Safety)” ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้และฝึกฝน สังคม-อารมณ์ศึกษา เกิดขึ้นได้จริง ไม่ใช่เพียงการท่องจำเชิงนามธรรม วงจรนี้จึงสร้างทั้ง “คนคุณภาพ” และ “สังคมคุณภาพ” ไปพร้อมกัน
เมื่อความไว้วางใจแผ่ขยายในวงกว้าง จะยกระดับเป็น ทุนทางสังคม(social capital) หรือ “สกุลเงินทางสังคม” (social currency) ที่ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างทรงพลัง งานวิจัยยืนยันว่า ความไว้วางใจช่วยลดต้นทุนทางธุรกรรม ส่งเสริมนวัตกรรม การลงทุน และผลิตภาพของแรงงาน ในมิติทางสังคม ความไว้วางใจช่วยลดความขัดแย้ง เพิ่มความสามัคคี และยกระดับสุขภาวะทางจิตใจ ตัวอย่างจากประเทศนอร์ดิก สะท้อนชัดว่า สังคมที่มีความไว้วางใจสูง มักเป็นทั้งประเทศที่มีความสุขสูง และมีเศรษฐกิจเข้มแข็ง
ในบริบทไทย การขาดความไว้วางใจเชิงสถาบัน เอื้อต่อการคอร์รัปชัน วัฒนธรรมอุปถัมภ์ และการพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าระบบที่เป็นธรรม การปลูกฝัง สังคม-อารมณ์ศึกษา อย่างเป็นระบบ จึงเป็นการสร้าง “ภูมิคุ้มกันทางสังคม” ระยะยาว ช่วยเสริมคุณธรรม ความรับผิดชอบ และความเป็นธรรม ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน
การศึกษา คือจุดเริ่มต้นที่ทรงพลังที่สุดของการเปลี่ยนแปลงนี้ ครูและผู้บริหารการศึกษาไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่เป็น “สถาปนิกทางสังคม” ที่สร้างวัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจ แนวทางสำคัญ คือ เริ่มจากการพัฒนา ทักษะด้านสังคม-อารมณ์ ของผู้ใหญ่ในโรงเรียน การบูรณาการ สังคม-อารมณ์ศึกษา ในทุกวิชา การสร้างวัฒนธรรมโรงเรียนที่เอื้ออาทร และการปรับระบบประเมินให้เห็นคุณค่าการเติบโตทางสังคมและอารมณ์ ย้ำว่า ผู้ใหญ่ (ซึ่งในที่นี้คือครู ผู้บริหารการศึกษา พ่อแม่ ฯลฯ) เป็นแบบอย่างของการฝึกฝนพัฒนาด้านสังคม-อารมณ์ให้แก่เด็ก
วงจรแห่งพลัง สังคม-อารมณ์ศึกษา สร้าง "คนน่าไว้ใจ" ความไว้วางใจสร้าง "พื้นที่แห่งการเรียนรู้" คุณภาพสูง หนุนเสริมกันเป็นวงจรยกระดับ
- สังคม-อารมณ์ศึกษา สร้าง ความไว้วางใจ ทักษะ สังคม-อารมณ์ศึกษา ทั้ง ๕ ด้านเปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็น "พลเมืองคุณภาพ" ที่สังคมไว้ใจได้ กล่าวคือ การจัดการตนเองสร้างความน่าเชื่อถือ, ความเข้าอกเข้าใจสร้างความปรารถนาดี และ การตัดสินใจอย่างรับผิดชอบสร้างความซื่อสัตย์สุจริต
- ความไว้วางใจ หนุน สังคม-อารมณ์ศึกษา เมื่อสังคมหรือห้องเรียนมีความไว้วางใจ จะเกิด "พื้นที่ปลอดภัยทางใจ" (Psychological Safety) ที่เอื้อให้เด็กกล้าคิด กล้าเสี่ยง และกล้าเรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างนวัตกรรม
บทบาทของภาคการศึกษา: จาก "ครูผู้สอน" สู่ "สถาปนิกทางสังคม"
โรงเรียนคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ครูและผู้บริหารต้องยกระดับบทบาทเป็น "สถาปนิกทางสังคม" โดย
- · เริ่มที่ผู้ใหญ่ (Adult SEL) ครูต้องมีทักษะด้าน สังคม-อารมณ์ และมีความสุขก่อน จึงจะส่งต่อพลังบวกให้เด็กได้
- · บูรณาการ ไม่ใช่เพิ่มวิชา สอดแทรก สังคม-อารมณ์ศึกษา เข้าไปในทุกวิชาและกิจกรรม เพื่อให้เป็นวิถีชีวิต
- · สร้างวัฒนธรรมความไว้วางใจ เปลี่ยนการลงโทษเป็นการพูดคุย (Restorative Practices) และสร้างพื้นที่ที่ทุกคนกล้าแสดงความเปราะบางโดยไม่ถูกตัดสิน
การลงทุนใน สังคม-อารมณ์ศึกษา จึงไม่ใช่แค่การพัฒนาเด็กรายบุคคล แต่เป็นการลงทุนสร้าง "ทุนมนุษย์" และ "ทุนทางสังคม" เพื่อวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่อนาคตที่ "ขาวสะอาด มั่งคั่ง และยั่งยืน" อย่างแท้จริง
โดยสรุป การลงทุนใน สังคม-อารมณ์ศึกษา และการสร้างความไว้วางใจ คือการลงทุนใน “คน” และ “ความสัมพันธ์” ซึ่งเป็นรากฐานที่ขาดไม่ได้ของการพาประเทศไทย ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางและสังคมสีเทา สู่สังคมที่มีคุณภาพ มีสุขภาวะ และยั่งยืนอย่างแท้จริงในระยะยาว
ปฏิบัติการ สังคม-อารมณ์ศึกษา ในชีวิตประจำวัน
พฤติกรรมเชิง สังคม-อารมณ์ ในชีวิตประจำวันของผู้ใหญ่ ที่ดำรงอารมณ์เชิงบวก (เป็นแหล่งระบาดอารมณ์ดี) อยู่เป็นนิตย์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำสู่สุขภาวะ (well-being) ของตนเอง ของผู้คนรอบข้าง ทั้งในครอบครัว และในสถานที่ทำงาน และมีผลกระทบทางอ้อมต่อสุขภาวะของชุมชน สังคม ประเทศ และโลก ส่งผลกระทบต่อปัจจัยอื่นๆ ทางสังคม
ผมค้นพบด้วยตนเองว่า มีเครื่องมือง่ายๆ สำหรับการดำรงชีวิตประจำวันอย่างมีสุขภาวะทางสังคม-อารมณ์ อย่างหนึ่งคือการออกกำลังแบบแอโรบิกประจำวัน วันละครึ่งชั่วโมง อีกอย่างหนึ่งคือการปฏิบัติสติภาวนาด้วยการกำหนดลมหายใจเข้าออก หมั่นหายใจเข้าออกยาวๆ ๓ ครั้งติดต่อกันบ่อยๆ
นี่คือพื้นฐานของความสงบสุขภายในตนเอง และความสงบสุขในครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศและโลก ภายใต้สภาพที่เป็นพลวัตและพัลวัลอยู่ตลอดเวลาในตัวปัจเจกบุคคล ทั้งภายในและภายนอกตัว ยิ่งเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น สิ่งอื่น สัมพันธ์กันเป็นระบบ ความยุ่งยากซับซ้อนและคลุมเครือไม่ชัดเจนก็เพิ่มขึ้นตามมา รวมทั้งเป็นปกติธรรมดาที่จะมีการตีความเหตุการณ์หรือพฤติกรรมด้วยมุมมองหรือกระบวนทัศน์ที่แตกต่าง ปฏิบัติการด้านสังคม-อารมณ์ของคนเราจึงมีธรรมชาติลุ่มๆ ดอนๆ ซึ่งก็คือสภาพที่มนุษย์ต้องเรียนรู้ เป็นโจทย์ของ สังคม-อารมณ์ศึกษา ที่คนเราจะได้รับอยู่ตลอดชีวิต ซึ่งหมายความว่า ความไม่ราบรื่นในชีวิตคือแบบฝึกหัดที่ดี สำหรับการเรียนรู้เชิงสังคม-อารมณ์ สำหรับได้ฝึกตั้งหลักรับสภาพอย่างมีสติ ไม่ปล่อยให้ตนเองและคนรอบข้างต้องเผชิญความเครียดเรื้อรัง หรือมีความขัดแย้งเรื้อรังระหว่างกัน ซึ่งเป็นผลร้ายต่อสุขภาพ
บริบทไทยมีความพิเศษเรื่องความสัมพันธ์ และระบบอาวุโส ต่อไปนี้เป็นคำแนะนำ สิ่งที่ควรทำ และ สิ่งที่ไม่ควรทำ
| มิติ | สิ่งที่ "ควรทำ" | สิ่งที่ "ไม่ควรทำ" |
|---|---|---|
| การสื่อสาร | สุนทรียสนทนา (Deep Listening): ฟังโดยไม่ด่วนตัดสิน ไม่เตรียมคำตอบสวนกลับ ฟังให้ได้ยิน "ความรู้สึก" และ "ความต้องการ" ที่ซ่อนอยู่ | นินทา (Gossip): การจับกลุ่มนินทาคือ "มะเร็งร้าย" ทำลาย Trust ในองค์กร/ชุมชน |
| อารมณ์ | รู้เท่าทัน "ความเกรงใจ": แยกแยะระหว่าง "ความเกรงใจ" (มารยาท) กับ "การเก็บกด" (Suppression) หากอึดอัดให้สื่อสารแบบ I-Message ("ผมรู้สึกกังวลเรื่อง...") | ระเบิดลง หรือ ประชดประชัน: เก็บความรู้สึกไว้จนทนไม่ไหวแล้วระเบิด หรือพูดเหน็บแนม (Passive-Aggressive) ซึ่งทำลายความสัมพันธ์ระยะยาว |
| สังคม | ขอบคุณจากใจ (Authentic Gratitude): ขอบคุณแม่บ้าน รปภ. หรือคนในครอบครัวระบุพฤติกรรมเจาะจง ("ขอบคุณที่ช่วย... ทำให้เรา...") | ใช้อำนาจข่ม (Power Over): ใช้วัยวุฒิหรือตำแหน่งกดขี่ผู้อื่น อ้างอาวุโสเพื่อเอาเปรียบ ซึ่งสร้างความเกลียดชังในสังคม |
ชีวิตประจำวันกับเพื่อน ดิจิทัล
ในยุคนี้ คนเรามีชีวิตประจำวันอยู่กับ เพื่อน “ดิจิทัล” ด้วย โดยเพื่อนที่มาอยู่ระยะหนึ่งแล้วคือ โซเชี่ยลมีเดีย ที่มาใหม่และมาแรงคือ เอไอ เราต้องฝึกฝนตนเองให้อยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมดิจิทัล ให้ได้รับผลกระทบเชิงบวกทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รู้เท่าทันและป้องกันผลกระทบเชิงลบ ที่อาจเกิดขึ้นได้
ทั้งโซเชี่ยลมีเดีย และ เอไอ เป็นได้ทั้งเครื่องช่วยขยายปัญญา และเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ คำแนะนำในการใช้ เอไอ ส่วนที่ควรทำคือ ใช้เป็นเพื่อนสะท้อนคิด ใช้ลดภาระงานที่ทำซ้ำๆ แทบไม่ต้องคิด ใช้ตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ ส่วนที่ไม่ควรทำคือ ให้เอไอคิดแทน ใช้เป็นเพื่อนคุยแทนคน จนปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนน้อยลง ใช้เป็นที่ระบายอารมณ์ ใช้อย่างไม่ไตร่ตรอง
สังคม-อารมณ์ศึกษา เริ่มต้นที่ "ตัวเรา" แต่เป้าหมายคือ "สังคม" การใช้ชีวิตประจำวันด้วยสติ และการใช้ AI อย่างชาญฉลาดในฐานะ "เครื่องมือช่วยฝึกใจ" ไม่ใช่ "เครื่องมือหนีปัญหา" จะทำให้ตัวเราเป็นจุดกำเนิดของคลื่นแห่งความสุขที่แผ่ขยายไปสู่ระดับประเทศและโลกได้
สังคม-อารมณ์ศึกษา ในที่ทำงาน
มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ต้องการเพื่อนหรือกัลยาณมิตร หากไม่มีเพื่อนจะรู้สึกเหงาหรือโดดเดี่ยว เพื่อนที่พบกันทุกวันหรือแทบทุกวัน นอกจากคนในครอบครัวแล้ว เพื่อนในที่ทำงานเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง การธำรงความสัมพันธ์เชิงบวกกับเพื่อนร่วมงาน (รวมทั้งหัวหน้า) และกับตัวงานเอง เป็นเรื่องสำคัญต่อชีวิตการงานที่ดี คือนอกจากเพื่อบรรลุเป้าหมายสุขภาวะองค์รวมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้อง และผลงานดำเนินไปด้วยดี ในระยะสั้น แล้ว เป้าหมายระยะสั้นหรือปัจจุบันอีกอย่างหนึ่ง คือ ระบบนิเวศของที่ทำงานเป็น สัปปายะสถาน หรือสถานที่น่าอยู่ นอกจากนั้น ยังมีเป้าหมายระยะยาว คือทั้งงานและคนมีความก้าวหน้า ซึ่งหมายความว่าตัวบุคคลมีการเรียนรู้และพัฒนา ทีมงานก็มีการเรียนรู้และพัฒนาร่วมกัน
ประเด็นสำคัญคือ สภาพด้านสังคม-อารมณ์ของสมาชิกในที่ทำงาน ที่เป็นบวก และระบบนิเวศของที่ทำงานมีสภาพสัปปายะ จะส่งผลให้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์การทำงาน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ สร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่สมาชิกหรือทีมงาน และแก่หน่วยงาน สภาพเช่นนี้ไม่ได้โปรยลาดด้วยกลีบกุหลาบ คือไม่ราบรื่น ย่อมมีเหตุการณ์หรือปัจจัยไม่คาดคิดมาทำให้ยุ่งยาก ต้องเอาชนะอุปสรรคเป็นระยะๆ ซึ่งหากทีมงานมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เคารพไว้วางใจต่อกัน ย่อมฟันฝ่าอุปสรรคได้เป็นส่วนมากหรือเกือบทั้งหมด และสามารถใช้อุปสรรคหรือความล้มเหลวนั้นเอง เป็นปัจจัยสู่การเรียนรู้ร่วมกัน คือทีมงานที่เหนียวแน่น จะสามารถร่วมกันเปลี่ยนลบเป็นบวกได้
การประยุกต์ใช้ สังคม-อารมณ์ศึกษา ในที่ทำงาน จึงเป็นเงื่อนไขจำเป็น ต่อการเป็นองค์กรเรียนรู้ (Learning Organization) โดยบุคลากรมีความปลอดภัยทางใจ (psychological safety) ในการพูดความจริงที่มีประโยชน์ แล้วไม่ถูกตำหนิหรือลงโทษ ตัวงานต้องท้าทายอย่างมีความหมาย คือมีความยากให้ต้องฟันฝ่า ที่เมื่อสำเร็จ ทีมงานมีความภาคภูมิใจ และได้เรียนรู้คุ้มค่าความยากลำบาก หัวหน้าหรือผู้นำ ต้องไม่ “บังคับบัญชา” แต่เอื้อสภาพและบริบทให้ทีมงานได้แก้ปัญหาด้านสังคม-อารมณ์กันเอง มีระบบให้ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) แบบไม่ทำร้ายจิตใจหรือศักดิ์ศรี รวมทั้งมีมุมมองต่อความขัดแย้ง ว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะจะนำสู่โอกาสเรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หรือแนวทางใหม่ๆ
ที่ทำงานที่มี สมรรถนะด้านสังคม-อารมณ์ สูง ไม่ใช่ที่ที่ ไม่มีปัญหา แต่คือที่ที่ “มีปัญหาแล้วไม่แตกแยกกัน มีความล้มเหลวแล้วเรียนรู้ มีความต่างแล้วเติบโตร่วมกัน” นี่คือรากฐานของ คนทำงานที่มีความหมายในชีวิต ทีมงานที่เหนียวแน่น องค์กรที่ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และสังคมที่ไว้ใจกันได้
สิ่งที่ควรทำในบริบทไทย
· ระดับบุคคล ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ขัด ไม่ประชด กล้าพูดความจริงอย่างสุภาพ แยก “ตัวคน” ออกจาก “ปัญหา” รู้เท่าทันอารมณ์ตนเองก่อนสื่อสาร
· ระดับทีม เริ่มประชุมด้วย check-in สั้น ๆ (มนุษย์มาก่อนงาน) ทำ AAR - after-action review แบบไม่โทษใคร ให้คุณค่ากับความสำเร็จร่วม มากกว่าคนเก่งเดี่ยว สร้างพื้นที่พูดเรื่องยากโดยไม่เสียหน้า
· ระดับผู้นำ เป็นแบบอย่างการยอมรับความผิดพลาด หรือความเปราะบาง ปกป้องลูกทีมเมื่อพูดความจริง วัดความสำเร็จทีม ไม่ใช่แค่ KPI ส่วนบุคคล สร้างสภาพ “กล้าคิด กล้าลอง กล้าล้ม”
สิ่งที่ไม่ควรทำ
· ใช้ความเกรงใจปิดบังปัญหาเรื้อรัง
· ใช้อำนาจทำให้คนเงียบ
· ตีความความเห็นต่างว่าไม่จงรักภักดี
· ประชุมเพื่อสั่ง ไม่ใช่เพื่อคิดร่วม
· ใช้คำว่า “วัฒนธรรมไทย” เป็นข้ออ้างไม่พัฒนา
สังคม-อารมณ์ศึกษา ในการฝึกอบรมวิชาชีพ
คนในวงการวิชาชีพ (professionals) ได้ชื่อว่ามีการศึกษาและได้รับการฝึกวิชาชีพชั้นสูง ยอมมีความรู้สึกภูมิใจในตนเอง และในบางคนอาจเกินเลยสู่การหลงตน หรือทะนงตน (arrogance) ได้ง่าย การฝึกความอ่อนน้อมถ่อมตน (humility) และทักษะให้เกียรติหรือเคารพ (respect) ผู้อื่น รวมทั้งยอมรับฟังความเห็นที่ต่าง จึงมีความจำเป็น สถาบันการศึกษาวิชาชีพ จึงต้องเอาใจใส่จัด สังคม-อารมณ์ศึกษา บูรณาการอยู่ในวิชาและการฝึกหัดวิชาชีพดังกล่าว รวมทั้งครูด้วย
สถาบันการศึกษาวิชาชีพ และสถาบันวิชาชีพ ต้องมีกระบวนการด้านสังคม-อารมณ์ศึกษา เพื่อปรับ Mindset ว่าคนในวิชาชีพชั้นสูงไม่ได้แป็นผู้รู้ทุกเรื่อง" แต่เป็น "ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต" ที่พร้อมจะผิดพลาดและแก้ไข ฝึกให้พูดคุยกับคนทั่วไปในภาษาชาวบ้านได้ ไม่ติดศัพท์เฉพาะของวิชาชีพ เอาไปพูดนอกเวลาปฏิบัติวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกกิริยาท่าทีที่ไม่สะท้อนความเย่อหยิ่ง (arrogance) หรือท่าทีความเป็นผู้สูงกว่า (superiority) รวมทั้งฝึกความเมตตาเห็นอกเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น (empathy) สำหรับครู ต้องฝึกให้ไม่ทำตัวเป็นผู้รู้ทุกเรื่อง ต้องยอมรับกับศิษย์ได้ว่าบางเรื่องตนยังไม่รู้ และพร้อมเรียนรู้ไปด้วยกันกับศิษย์ ทั้งหมดนั้น ต้องไม่ใช้การสอน หรือสั่งสอน ต้องจัดให้ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติ ตามด้วยการสะท้อนคิดร่วมกัน
ความอ่อนน้อมถ่อมตน (humility) และการให้เกียรติผู้อื่น ไม่สามารถเกิดได้จากการได้รับคำสอน แต่เกิดจากการได้เผชิญ ความซับซ้อน ความไม่แน่นอน และข้อจำกัดของตนเอง รวมทั้งการได้เห็นแบบอย่างที่ดี (role model)
ความท้าทายในสังคมไทย ซ้อนทับกัน ๓ ชั้น คือ ๑) วัฒนธรรมลำดับชั้น ยากต่อการฟังความเห็นต่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้อยู่ในลำดับชั้นล่างกว่า ๒) ระบบอุปถัมภ์ ที่เอื้อการใช้อำนาจมากกว่าคุณธรรม ๓) การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ที่ทำให้ปัญหาถูกกดทับไม่ได้รับการเรียนรู้และแก้ไข
แนวปฏิบัติที่ควรทำ
· ระดับหลักสูตรวิชาชีพ บูรณาการการฝึกสะท้อนคิด (reflection) เชิงลึกในทุกการฝึกงาน ใช้กรณีศึกษาเชิงจริยธรรมที่ไม่มีคำตอบเดียว ฝึกการรับ feedback จากผู้มีสถานะต่ำกว่า (นักเรียน คนไข้ ชุมชน)
· ระดับครู/อาจารย์วิชาชีพ แสดงแบบอย่างการยอมรับความไม่รู้ เปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถามกับความเชี่ยวชาญ วิจารณ์การกระทำ โดยไม่ทำลายศักดิ์ศรี
· ระดับผู้เรียน ฝึกฟังโดยไม่รีบตอบ แยก “ความเก่ง” ออกจาก “ความดี” ตระหนักว่าการเคารพผู้อื่นคือทักษะวิชาชีพ ไม่ใช่มารยาทส่วนตัว
สิ่งที่ไม่ควรทำ
· สอนความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยการกดทับหรือทำให้อับอาย
· ใช้ สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์สวยงาม
· อ้างความอาวุโสปิดปากการตั้งคำถาม
· สร้างวัฒนธรรม “คนดีตามแบบ” ที่ไม่เปิดพื้นที่ความต่าง
· ประเมินวิชาชีพจากความรู้เชิงเทคนิคอย่างเดียว
มืออาชีพที่แท้จริงในศตวรรษที่ ๒๑ ไม่ใช่คนที่ “รู้มากที่สุด” แต่คือคนที่ รู้พอที่จะถ่อมตน เก่งพอที่จะรับฟัง และมีหัวใจพอที่จะเคารพผู้อื่น
สังคม-อารมณ์ศึกษากับ การพัฒนาด้านในของมนุษย์
สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็นการเรียนรู้และพัฒนาด้านในของตนเอง เชื่อมโยงกับการเรียนรู้โลกมนุษย์ภายนอกหรือสังคม ส่วน IDGs – Inner Development Goals เป็นเรื่องการพัฒนาด้านในของตนเอง เพื่อให้ตนเองเป็นพลังขับเคลื่อนความยั่งยืนของโลก คือ SDGs– Sustainable Development Goals หรืออาจมองว่า สังคม-อารมณ์ศึกษาคือ "รากฐานสมรรถนะ" (Fundamental Capabilities) ในขณะที่ IDGs คือ "ทิศทางและเป้าหมาย" (Direction & Purpose) เพื่อนำสมรรถนะนั้นไปใช้กู้โลก (SDGs)
IDGs
พัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 2021 เพื่อเป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่าง "การเติบโตภายใน" กับ "การเปลี่ยนแปลงภายนอก" (SDGs) โดย ประกอบด้วย ๕ มิติคือ
- การดำรงอยู่ - การบ่มเพาะชีวิตด้านในของเรา (Being - Cultivating Our Inner Life)
- การคิด - ความเข้าใจในโลกที่ซับซ้อนของเรา (Thinking - Understanding our Complex World)
- การเชื่อมโยงสัมพันธ์ - การดูแลใส่ใจผู้อื่นและโลก (Relating - Caring for Others and the World)
- การร่วมมือ - การสร้างความไว้วางใจและการทำงานร่วมกัน (Collaborating - Building Trust and Working Together)
- การลงมือทำ - การนำและส่งเสริมการเปลี่ยนแปลง (Acting - Leading and Enabling Change)
แต่ละมิติมี ๕ องค์ประกอบ รวมทั้งสิ้น มี ๒๕ องค์ประกอบ ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.innercorner.com/HomeRoom/Content/The-Inner-Development-Goals
ความเชื่อมโยงระหว่าง สังคม-อารมณ์ศึกษา กับ IDGs
· สังคม-อารมณ์ศึกษา เปรียบเสมือน "ระบบปฏิบัติการพื้นฐาน" (Operating System) ของมนุษย์ ที่ทำให้เรา "อยู่รอดและอยู่ร่วม" กับผู้อื่นในสังคมปกติได้ดี IDGs เปรียบเสมือน "โปรแกรมอัปเกรด" (Advanced Upgrade) ที่ติดตั้งทับบน สังคม-อารมณ์ศึกษา เพื่อให้เราสามารถรับมือกับ "ความซับซ้อนของโลก" (Wicked Problems) และสร้างการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างได้
· สังคม-อารมณ์ศึกษา และ IDGs มีจุดร่วมสำคัญใน “การพัฒนาตนเองเพื่อสังคม” แต่ IDGs ขยายขอบเขตไปสู่การเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน” ในระดับโลก
· สังคม-อารมณ์ศึกษา เน้นการพัฒนาทักษะชีวิตและสังคมในระดับบุคคลและชุมชน IDGs ขยายขอบเขตสู่การพัฒนาภาวะผู้นำ การคิดเชิงระบบ และการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงระดับโลก
· การบูรณาการ สังคม-อารมณ์ศึกษา กับ IDGs จะช่วยให้การพัฒนาคนมีทั้ง “รากฐานด้านใน” และ “เป้าหมายเพื่อสังคมและโลก”
เชื่อมโยงสู่ จิตตปัญญาศึกษา
จิตตปัญญาศึกษา (Contemplative Education) พัฒนาขึ้นในประเทศไทย นำสู่ ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ก่อตั้งมาครบ ๒๐ ปีในปี ๒๕๖๙ นี้ และได้ขยายกิจกรรมจิตตปัญญาศึกษาไปทั่วประเทศ (๑) รวมทั้ง สสส. ได้จัดตั้ง ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ส่งเสริมจิตตปัญญาศึกษา มีการจัดตั้ง ศูนย์ความรู้และประสานงานสุขภาวะทางปัญญา (จิตวิวัฒน์) ที่กิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งคือการจัด การประชุมวิชาการระดับชาติเครือข่ายความรู้สุขภาวะทางปัญญา ทุกๆ ๒ ปี
เชื่อมโยงสู่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP – Sustainable Economy Philosophy)
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ กรอบแนวคิดการดำเนินชีวิตและการพัฒนาที่ยึดหลัก ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว โดยอยู่บนพื้นฐานของ ความรู้ และ คุณธรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สมดุล ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ผ่านการปฏิบัติตนอย่างมีทางสายกลาง พออยู่ พอกิน พอใช้ และไม่ประมาท ในทุกด้าน
จะเห็นว่า เมื่อบูรณาการ สังคม-อารมณ์ศึกษา กับ IDGs จะนำสู่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของไทย และ สังคม-อารมณ์ศึกษา ของไทยต้องไม่หยุดแค่การพัฒนาอารมณ์ ต้องเน้นเรื่องการคิดอย่างลึกซึ้ง หรือคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) รวมทั้งการสะท้อนคิด (reflective thinking) มากขึ้น ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือทำ (active learning) และเรียนรู้จากประสบการณ์ (experiential learning)
สังคม-อารมณ์ศึกษา กับศาสนา
ศาสนา เป็นระบบความเชื่อ ความหมาย และการปฏิบัติ ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่ออธิบายชีวิต โลก และความจริงสูงสุด
พร้อมทั้งใช้เป็นแนวทางกำกับ คุณค่า จริยธรรม และวิถีการอยู่ร่วมกัน สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็นระบบการเรียนรู้และพัฒนามิติด้านในของความเป็นมนุษย์เพื่อเชื่อมโยงออกสู่การปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นเรื่องที่เหลื่อมหรือซ้อนทับกันอย่างซับซ้อน ผมมีความเห็นว่า ศาสนามีจุดเด่นที่ความเชื่อ และพิธีกรรม ที่จำเพาะของแต่ละศาสนา แต่ สังคม-อารมณ์ศึกษา มีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่า เน้นที่ประสาทวิทยาศาสตร์ว่าด้วยการเรียนรู้ และเน้นการพัฒนาอย่างเป็นพลวัตต่อเนื่องจากงานวิจัย
หากเปรียบชีวิตกับการขับเคลื่อนยานพาหนะ ศาสนา คือ "เข็มทิศ" (The Compass/Why) ให้คำตอบเรื่อง "ความหมาย" (Purpose) และ "ทิศทางทางจริยธรรม" (Values) ว่าเราควรเป็นคนดีไปเพื่ออะไร (เพื่อพระเจ้า, เพื่อนิพพาน, หรือเพื่อความหลุดพ้น) สังคม-อารมณ์ศึกษา คือ "เครื่องยนต์และพวงมาลัย" (The Engine/How) ให้ "ทักษะ" (Skills) และ "กลไกการทำงานของสมอง" ว่าทำอย่างไรเราจึงจะควบคุมตนเองให้เดินไปตามทิศทางนั้นได้จริง ไม่หลุดโค้งเมื่อเจออารมณ์ปั่นป่วน
ศาสนามี "พิธีกรรม" (เช่น การสวดมนต์, การทำสมาธิ) ซึ่ง สังคม-อารมณ์ศึกษา สามารถใช้ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) เข้ามาอธิบายได้ว่า พิธีกรรมเหล่านี้ช่วยลดการทำงานของ Amygdala (ความกลัว/โกรธ) และเสริมสร้าง Prefrontal Cortex (สติ/การยับยั้งชั่งใจ) ได้อย่างไร ทำให้ศาสนาดู "จับต้องได้" และทำให้ สังคม-อารมณ์ศึกษา ดู "ลึกซึ้ง" ขึ้น
แนวทางสนธิพลัง (synergy) เชิงปฏิบัติ ระหว่างศาสนา กับ สังคม-อารมณ์ศึกษา ในบริบทไทย
· ถอดรหัส "พิธีกรรม" สู่ "ทักษะ" (Secularizing Practice) นำเทคนิคทางศาสนามาใช้พัฒนา สังคม-อารมณ์ศึกษา โดยไม่อิงความเชื่อ (เพื่อให้เป็นสากลในโรงเรียนที่มีความหลากหลาย) ตัวอย่างหนึ่งคือ การเจริญสติ (Mindfulness) ของพุทธ ไม่ต้องเน้นเรื่องนิพพาน แต่เน้นเรื่องการมีสติระลึกรู้ตนเอง (Self-Awareness) และ การมีสมาธิอยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (Focus) อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การละหมาด หรือ การสารภาพบาป นำมาเชื่อมโยงกับ การสะท้อนคิด (Reflection) และ การยอมรับผิดและเริ่มใหม่ (Growth Mindset)
· ใช้ "เรื่องเล่า" (Narratives) สร้าง ความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น (Empathy) ใช้ชาดก นิทานปรัมปรา หรือประวัติศาสดา มาเป็นกรณีศึกษา ในการเรียน สังคม-อารมณ์ศึกษา แทนที่จะสอนว่า "พระเวสสันดรทำดีเพราะ..." ชวนนักเรียนวิเคราะห์อารมณ์ ด้วยมุมมอง สังคม-อารมณ์ศึกษา ว่า "ท่านน่าจะมีความรู้สึก (Emotion) อย่างไรตอนบริจาคทาน ท่านจัดการความอาลัยอาวรณ์ (Self-Management) ต่อลูกเมีย อย่างไร"
วิธีดังกล่าวจะช่วยให้เด็กไทยเข้าใจศาสนาลึกซึ้งขึ้น และได้ฝึกวิเคราะห์อารมณ์ผู้อื่น
เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งหรือการครอบงำทางความคิด สิ่งที่ควรทำ และสิ่งที่ไม่ควรทำ ได้แก่
| มิติ | สิ่งที่ "ควรทำ" | สิ่งที่ "ไม่ควรทำ" |
|---|---|---|
| การเชื่อมโยง | เน้นจุดร่วม (Common Ground): เชื่อมโยง สังคม-อารมณ์ศึกษา กับ "คุณค่าสากล" ที่ทุกศาสนามีเหมือนกัน เช่น ความเมตตา (Compassion), การให้อภัย (Forgiveness), ความกตัญญู (Gratitude) | เน้นความต่าง (Dogma Focus): นำ สังคม-อารมณ์ศึกษา ไปผูกติดกับกฎข้อห้ามเฉพาะของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง จนทำให้เด็กต่างศาสนารู้สึกแปลกแยก หรือเข้าไม่ถึง |
| วิธีการสอน | วิทยาศาสตร์นำหน้า (Neuro-based): อธิบายประโยชน์ของสมาธิ/การสวดมนต์ ด้วยผลต่อสมองและฮอร์โมน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ยอมรับ | ศรัทธานำหน้า (Faith-based forcing): บังคับให้ปฏิบัติพิธีกรรมโดยไม่อธิบายเหตุผล หรือใช้ความกลัว (นรก/สวรรค์) ขู่เข็ญให้เด็กมีพฤติกรรมดี (ซึ่งไม่ใช่ สังคม-อารมณ์ศึกษา แต่เป็น Fear conditioning) |
| บทบาทครู | ครูเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้ (Facilitator): ชวนตั้งคำถามว่า "หลักธรรมนี้ช่วยให้เราอยู่ร่วมกันดีขึ้นอย่างไร" | ครูเป็นผู้เผยแผ่ศาสนา (Preacher): ใช้คาบ สังคม-อารมณ์ศึกษา เพื่อเทศนาหรือชักจูงให้นักเรียนเชื่อตามศาสนาของครู |
| การปฏิบัติ | ปฏิบัติเพื่อความสงบเย็น (Practice for Calm): ใช้พิธีกรรมสั้นๆ (เช่น สงบนิ่ง 1 นาที) เพื่อเตรียมความพร้อมทางอารมณ์ก่อนเรียน | ปฏิบัติเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ (Ritual for Holiness): เน้นความเป๊ะของท่าทาง หรือบทสวดที่ยาวเกินไป จนเด็กเครียดและต่อต้าน |
สังคม-อารมณ์ศึกษา และ ศาสนา สามารถเป็นพันธมิตรที่ทรงพลังที่สุดในการพัฒนาคนไทย สังคม-อารมณ์ศึกษา ทำให้ศาสนา "ทันสมัย" และ "ปฏิบัติได้จริง" (Scientific & Practical) ศาสนา ทำให้ สังคม-อารมณ์ศึกษา มี "รากเหง้า" และ "ความลึกซึ้ง" (Cultural & Spiritual)
พื้นที่ปลอดภัยทางใจ
มนุษย์ทุกคน มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความซับซ้อน ไม่แน่นอน และคลุมเครือ รวมทั้งมนุษย์เอง ก็มีธรรมชาติที่มีทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนแออยู่ด้วยกัน จึงต้องการพื้นที่ปลอดภัยทางใจ เพื่อการผ่อนคลายและพลิกฟื้นพลังใจกลับคืนมา เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการฟื้นพลัง ที่จะนำสู่การมีพลังเป็นผู้กระทำการเพื่อสังคมในโอกาสต่อไป ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับอยู่อย่างถาวร และไม่ใช่เพียงพื้นที่ปลอดภัยสำหรับอยู่คนเดียว แต่เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับฟื้นพลังร่วมของทีม ของเพื่อร่วมชาติ และของเพื่อนร่วมโลก
สังคม-อารมณ์ศึกษา คือการพัฒนาระบบกำกับตนเองทางอารมณ์ ความคิด และความสัมพันธ์ เพื่อให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตอย่างมีพลัง ภายใต้ความไม่แน่นอน ความขัดแย้ง และความเปราะบาง พื้นที่ปลอดภัยทางใจ เป็น จุดหนึ่งหรือพื้นที่หนึ่งของการเดินทาง ไม่ใช่ เป้าหมายสุดท้าย
แนวทางการจัดระบบ สังคม-อารมณ์ศึกษา ในทางปฏิบัติ ในบริบทไทย
· ระดับ “ตัวบุคคล” (นักเรียน–ครู–ผู้บริหาร) ควรทำ ๑) สอนทักษะ self-regulation อย่างเป็นระบบ (ไม่ใช่กิจกรรมเป็นครั้งคราว) ๒) ทำให้การรู้สึกกลัว สับสน เศร้า เป็น “เรื่องที่พูดได้” ๓) พัฒนาครูให้เข้าใจสมองและอารมณ์ของตนเองก่อน ไม่ควรทำ ๑) ทำ สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็นกิจกรรมผ่อนคลายเฉย ๆ ๒) ใช้ สังคม-อารมณ์ศึกษา เพื่อให้เด็ก “สงบ เชื่อฟัง และไม่ตั้งคำถาม” ๓) คาดหวังให้ครูเป็นนักบำบัด
· ระดับห้องเรียน ควรทำ ๑) สร้างกิจวัตรประจำวันที่เอื้อต่อความปลอดภัยทางอารมณ์ (check-in, reflection) ๒) ใช้ความผิดพลาดเป็นโอกาสเรียนรู้ ๓) เชื่อมสังคม-อารมณ์ศึกษา กับการเรียนรู้เชิงลึก (deep learning) ไม่ควรทำ ๑) บังคับให้เด็ก “เปิดใจ” ๒) ใช้ สังคม-อารมณ์ศึกษา แยกขาดจากการเรียนวิชาการ ๓) ตีตราเด็กว่า “ขาด ทักษะด้านสังคม-อารมณ์”
· ระดับโรงเรียนและนโยบาย ควรทำ ๑) มอง สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็น “โครงสร้างพื้นฐานของการเรียนรู้” ๒) ปรับระบบประเมินผลให้ไม่สร้างความกลัวเรื้อรัง ๓) ให้ความสำคัญกับ สังคม-อารมณ์ศึกษา ของผู้บริหาร ไม่ควรทำ ๑) ทำ สังคม-อารมณ์ศึกษา เป็นโครงการแฟชั่น ๒) ใช้แบบประเมินอารมณ์อย่างผิวเผิน ๓) เอา สังคม-อารมณ์ศึกษา ไปใช้หนุนพฤติกรรมเชิงอำนาจ
ความท้าทายในบริบทวัฒนธรรมไทย
1. วัฒนธรรมเกรงใจ ที่นำสู่การกดอารมณ์
2. ระบบอำนาจแนวดิ่ง ที่นำสู่ความไม่ปลอดภัยทางใจ
3. ใช้ศีลธรรมมากกว่า “การเรียนรู้ทางอารมณ์”
ตอบรับความท้าทายดังกล่าวโดยให้ สังคม-อารมณ์ศึกษา ทำหน้าที่
- แปลง “ความอดทน” เป็น “การกำกับตนเองอย่างมีสติ”
- แปลง “ความดีงามเชิงคำสอน” เป็น “สมรรถนะที่ฝึกได้”
- สร้างพื้นที่พูดความจริงอย่างไม่รุนแรง
สังคมอารมณ์ศึกษา ไม่ได้มีไว้เพียงสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางใจ หากมีไว้เพื่อพัฒนามนุษย์ให้สามารถอยู่กับความไม่ปลอดภัยของโลก โดยไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ของตน
ผู้ใหญ่ต้องเอาใจใส่การเรียนรู้และพัฒนามิติด้านสังคม-อารมณ์ของตนเอง สำหรับใช้ทำประโยชน์แก่ตนเอง แก่ผู้อื่น แก่บ้านเมือง และแก่โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อการมีส่วนพัฒนา สังคม-อารมณ์ศึกษา ของเด็ก ผ่านการร่วมกันสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ทุกด้าน รวมทั้งด้านสังคม-อารมณ์ศึกษา เพื่อให้เด็กและเยวชนไทยเติบโตขึ้นเป็นพลเมืองไทยคุณภาพสูง
วิจารณ์ พานิช
๒๓ ม.ค. ๖๙ ปรับปรุง ๒๘ ก.พ. ๖๙