"Savielly Tartakower ปรมาจารย์หมากรุกที่มีชื่อเสียงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้อธิบายความแตกต่างของสองคำนี้ไว้ว่า "Strategy is knowing what to do when there is nothing to do" (ยุทธศาสตร์ คือการรู้ว่าต้องทำอะไร ในเวลาที่ไม่มีอะไรให้ทำ) ส่วนคำที่มีความหมายกลับกันคือ “Tactics is knowing what to do when there is something to do” (ยุทธวิธี คือการรู้ว่าต้องทำอะไร ในเวลาที่มีอะไรให้ทำ) เขาได้ใช้ประโยคนี้อธิบายความแตกต่างระหว่างการวางแผนระยะยาวในเกมหมากรุก (Strategy) กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการเดินหมากตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า (Tactics)"

          คำศัพท์ด้านการบริหารจัดการ ระหว่างคำว่า “Strategy” (ยุทธศาสตร์/กลยุทธ์) กับคำว่า “Tactics” (ยุทธวิธี/กลวิธี) เป็นคำที่ผ่านตากันเป็นอย่างมาก แต่ในโลกของการทำงาน หลายคนยังคงสับสนระหว่างคำว่า Strategy และ Tactics จนนำไปใช้แทนกันอยู่บ่อย ๆ

 ความต่าง Strategy VS. Tactics ในมุมมองกูรูหมากรุก

          ซาวีลลี ตาร์ตาโกเวอร์ (Savielly Tartakower) ปรมาจารย์หมากรุก ชาวโปแลนด์และฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้อธิบายความแตกต่างของสองคำนี้ไว้ว่า "Strategy is knowing what to do when there is nothing to do" แปลความได้ว่า “ยุทธศาสตร์ คือการรู้ว่าต้องทำอะไร ในเวลาที่ไม่มีอะไรให้ทำ”

          ส่วนคำที่มีความหมายกลับกันคือ “Tactics is knowing what to do when there is something to do” แปลได้ว่า "ยุทธวิธี คือการรู้ว่าต้องทำอะไร ในเวลาที่มีอะไรให้ทำ" นับเป็นหนึ่งในหลายวาทะของตาร์ตาโกเวอร์ที่โด่งดังอย่างมากที่เขาได้ใช้ประโยคนี้เพื่ออธิบายความแตกต่างระหว่างการวางแผนระยะยาวในเกมหมากรุก (Strategy) กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือการเดินหมากตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า (Tactics)

          ต่อมา นักบริหารและนักคิดด้านกลยุทธ์ได้หยิบยกประโยคนี้มาใช้เปรียบเทียบกับการทำธุรกิจ เพื่อชี้ให้เห็นว่า Strategy (ยุทธศาสตร์) คือการคิดล่วงหน้าเพื่อสร้างโอกาสในตอนที่ทุกอย่างยังดูนิ่งสงบ (Nothing to do) ส่วน Tactics (ยุทธวิธี) คือการรับมือและจัดการกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริง (Something to do)         นับเป็นการนำปรัชญาจากกระดานหมากรุก มาประยุกต์ใช้กับบทบาทของ "ผู้บริหาร" และ "ผู้จัดการ" ได้อย่างเห็นภาพที่ชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการองค์กร แต่ในมุมมองของนักบริหารระดับสูง ทั้งสองคำนี้มีบทบาทหน้าที่และช่วงเวลาที่ต้องนำมาใช้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 ยุทธศาสตร์ (Strategy): ศิลปะการมองข้ามช็อต

          ยุทธศาสตร์ (Strategy) แท้จริงแล้ว เปรียบเสมือนเข็มทิศในมือของกัปตันเรือที่อยู่ในช่วงเวลาที่ท้องทะเลกำลังราบเรียบและไร้ซึ่งคลื่นลมพายุ เพราะในขณะที่ดูเหมือนไม่มีอะไรให้ต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน แต่ นับเป็นช่วงเวลาที่วิสัยทัศน์ของผู้บริหารจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

          หน้าที่ของผู้นำในยามสงบ จึงไม่ใช่เพียงการประคองสถานการณ์ให้ดำเนินไปตามปกติ แต่เป็นการใช้ความเงียบงันมาเป็นโอกาสในการพิจารณาถึงอนาคตที่ยังมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดังนั้นการตัดสินใจเลือกทางเดินในช่วงเวลานี้ จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่คือการกำหนดชะตากรรมขององค์กรว่าในอีกห้าปีหรือสิบปีข้างหน้า เราจะยืนอยู่จุดใดท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

          แก่นแท้ของการเป็นผู้บริหารระดับสูงคือ การมองข้ามกำแพงของปัจจุบันไปสู่พื้นที่ที่ยังไม่มีใครบุกเบิก การเตรียมความพร้อมและสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในวันที่คู่แข่งขันอาจกำลังชะล่าใจกับความสำเร็จเดิม ๆ คือสิ่งที่แยกความแตกต่างระหว่าง “ผู้ตาม” กับ “ผู้นำ” ที่ยั่งยืน ยุทธศาสตร์จึงทำหน้าที่เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างทรัพยากรที่มีอยู่ในวันนี้กับชัยชนะในระยะยาว โดยเน้นไปที่การคัดสรรทิศทางที่ทรงพลังที่สุดเพื่อให้องค์กรก้าวเดินไปอย่างมีเป้าหมาย

          เมื่อวิกฤติหรือความเปลี่ยนแปลงมาถึง องค์กรที่มีหัวใจของยุทธศาสตร์เช่นนี้จะไม่ได้เพียงแค่ความสามารถในการเอาตัวรอด แต่จะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ชนะ เพราะได้วางรากฐานและเตรียมพร้อมรับมือไว้ตั้งแต่ในวันที่ดูเหมือนไม่มีอะไรต้องทำ

ยุทธวิธี (Tactics): พลวัตแห่งการลงมือทำ

          ในขณะที่ยุทธศาสตร์คือการมองไกลไปยังเส้นขอบฟ้า แต่ “ยุทธวิธี” กลับเป็นศิลปะแห่งการรับมือกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างแม่นยำ เปรียบเสมือนบทบาทของ "ผู้จัดการ" ที่ต้องยืนอยู่บนสนามแห่งความเป็นจริงท่ามกลางงานที่ไหลบ่าเข้ามาไม่ขาดสาย

          ยุทธวิธีคือ การรู้เท่าทันสถานการณ์ในชั่วขณะที่มีภารกิจให้ต้องพิชิต มีปัญหาให้ต้องแก้ไข หรือมีแผนงานที่รอการขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม หน้าที่สำคัญของผู้นำในระดับปฏิบัติการ จึงไม่ใช่การตั้งคำถามว่าเราจะไปที่ไหน แต่เป็นการหาคำตอบว่า "เราจะไปถึงจุดนั้นให้ดีที่สุดได้อย่างไร" ในสภาวะที่ทรัพยากร คน และเวลามีอยู่อย่างจำกัด

          หัวใจสำคัญของยุทธวิธีคือ การแปรเปลี่ยนความวุ่นวายให้กลายเป็นระบบ และการเปลี่ยนอุปสรรคเฉพาะหน้าให้กลายเป็นความสำเร็จที่จับต้องได้ ผู้จัดการที่เชี่ยวชาญในยุทธวิธีจะสามารถจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยความรวดเร็วและเฉียบพลันเพื่อให้ฟันเฟืองขององค์กรยังคงหมุนต่อไปได้โดยไม่ติดขัด

          การบริหารจัดการในมิตินี้จึงเปรียบเสมือนการเดินหมากบนกระดานที่ต้องใช้ทักษะไหวพริบเพื่อบรรลุเป้าหมายระยะสั้น ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้เองที่เป็นบันไดแต่ละขั้นที่จะส่งต่อให้ภาพรวมของยุทธศาสตร์ก้าวไปสู่ชัยชนะที่ปลายทางได้อย่างมั่นคง

บทบาทผู้นำเกี่ยวกับยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

          ความสมบูรณ์แบบของการเป็นผู้นำที่ทรงประสิทธิภาพ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการยึดติดกับทักษะด้านใดด้านหนึ่งเพียงลำพัง แต่คือศิลปะแห่งการตระหนักรู้ว่าในขณะนั้นตนเองกำลังสวมหมวกใบใดอยู่ระหว่างบทบาทของผู้กำหนดทิศทางหรือบทบาทของผู้ขับเคลื่อนแผนงาน

          หากผู้นำมัวแต่จดจ่ออยู่กับยุทธวิธีเพียงอย่างเดียว เปรียบเสมือนการก้มหน้าก้มตาพายเรืออย่างสุดกำลังเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและทำตามคำสั่งให้ลุล่วงไปวันต่อวัน แม้ว่างานจะสำเร็จเสร็จสิ้นตามกำหนดการ แต่ท้ายที่สุดแล้วองค์กรอาจพบว่าตนเองกำลังลอยเคว้งอยู่กลางทะเลโดยไร้ซึ่งจุดหมายที่ชัดเจน เพราะขาดเข็มทิศที่จะบอกว่าหยาดเหงื่อที่เสียไปนั้นกำลังนำพาเราไปสู่ชัยชนะในระยะยาวจริงหรือไม่

          ในทางกลับกัน หากผู้นำมีเพียงยุทธศาสตร์ที่เฉียบคม มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล และมีแผนการที่วาดไว้อย่างสวยหรูบนแผ่นกระดาษ แต่กลับขาดความเข้าใจในยุทธวิธีและการบริหารจัดการทรัพยากรที่หน้างานจริง แผนการเหล่านั้นก็มักจะกลายเป็นเพียงปราสาททรายหรือความฝันที่จับต้องไม่ได้ เนื่องจากขาดกลไกในการส่งต่อจินตนาการไปสู่การปฏิบัติที่เห็นผล

          ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จึงต้องเป็นผู้ที่สามารถร้อยเรียงทั้งสองมิติเข้าด้วยกัน คือการกล้าที่จะฝันไกลด้วยยุทธศาสตร์ที่มั่นคง ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความเชี่ยวชาญในยุทธวิธีเพื่อเปลี่ยนอุปสรรคตรงหน้าให้กลายเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกย่างก้าวที่ลงมือทำนั้นมีทิศทาง และทุกทิศทางที่วางไว้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จริงในโลกแห่งความเป็นจริง

การประยุกต์แนวคิดตาร์ตาโกเวอร์

          แนวคิดของตาร์ตาโกเวอร์ เป็นบทเรียนล้ำค่าที่ช่วยให้ก้าวข้ามจากการเป็นแค่ "คนทำงานตามสั่ง" ไปสู่การเป็น "ผู้นำเชิงกลยุทธ์" ได้ ในออฟฟิศยุคปัจจุบันที่มีความผันผวน ไม่แน่นนอนสูง สามารถนำแนวคิดนี้มาปรับใช้ได้ดังนี้

          1. การบริหาร "ช่วงเวลาว่าง" (The Strategy Phase)

                   ในออฟฟิศมักจะมีช่วงที่งานโปรเจกต์จบลง หรือช่วงรอยต่อที่ดูเหมือน "ไม่มีอะไรให้ทำ" (Nothing to do) คนส่วนใหญ่มักจะใช้เวลานี้พักผ่อนหรือไถโซเชียล แต่ตามแนวคิดของตาร์ตาโกเวอร์ นี่คือนาทีทองของ Strategy สิ่งที่สามารถใช้ช่วงเวลานี้ทำได้ เช่น

  • การวิเคราะห์ว่าเทรนด์ต่อไปคืออะไร? (Anticipate the Next Wave) ดูว่าคู่แข่งกำลังทำอะไร? หรือเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI จะกระทบงานเราอย่างไร?
  • การปรับปรุงกระบวนการทำงานที่เคยติดขัดในช่วงที่งานยุ่ง (System Improvement) หันมา "ลับขวานให้คม" ในตอนที่มีเวลา เพื่อให้ตอนใช้งานจริงทำงานได้เร็วขึ้น
  • การพัฒนาทักษะ (Skill Building) อัปสกิลที่จำเป็นสำหรับตำแหน่งในอนาคต ไม่ใช่แค่ทักษะที่ใช้แก้ปัญหาในปัจจุบัน

           2. การรับมือ "วิกฤติและงานด่วน" (The Tactics Phase)

                   เมื่อถึงเวลาที่ "มีงานให้ทำ" (Something to do) เช่น ช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือช่วงที่เกิดวิกฤติหลังบ้าน นี่คือเวลาของ Tactics ซึ่งต้องการความแม่นยำและรวดเร็ว

  • การเน้นลงมือทำตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ (Execution Excellence) ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
  • ยุทธวิธีต้องมีความยืดหยุ่นที่สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ (Agility & Pivot) หากสถานการณ์หน้างานเปลี่ยนไป ยุทธวิธีต้องยืดหยุ่นพอที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อเอาตัวรอดหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้
  • การจัดสรรทรัพยากร (Resource Allocation) ตัดสินใจว่าจะใช้คน งบประมาณ และเวลาที่มีจำกัดไปกับจุดใดเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าที่สุด

           3. ตารางเปรียบเทียบการประยุกต์ใช้ในออฟฟิศ

บริบท ยุทธศาสตร์ (Strategy) ยุทธวิธี (Tactics)
สถานะ เชิงรุก (Proactive) เชิงรับ/ลงมือทำ (Reactive/Action)
ช่วงเวลา ตอนที่งานไม่ยุ่ง (Planning) ตอนที่งานถาโถม (Executing)
เป้าหมาย "ชนะสงคราม" (ทำอย่างไรให้สำเร็จยั่งยืน) "ชนะศึก" (ทำอย่างไรให้งานนี้ผ่านไปได้)
ตัวอย่าง การวางแผนการตลาดล่วงหน้า 1 ปี การแก้ปัญหาที่ลูกค้าตำหนิในวันนี้

           4. กับดักของคนทำงาน: "ยุ่ง แต่ไม่เพิ่มผลิตภาพในงาน "

                   หลายคนในออฟฟิศตกหลุมพรางของการมีแต่ Tactics คือยุ่งอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่มี Strategy ผลที่ตามมาคือ ความรู้สึกเหนื่อยล้าจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวัน ๆ และการทำงานก็ไม่มีวันก้าวหน้า เพราะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับ "ตอนที่ไม่มีอะไรให้ทำ" เพื่อสร้างโอกาสใหม่ ๆ ดังนั้นผู้นำที่เก่งจะใช้เวลาตอน "นิ่ง" เพื่อวางแผนให้ตอน "วุ่น" นั้นวุ่นน้อยที่สุดและได้ผลลัพธ์มากที่สุด

           กล่าวได้ว่าหัวใจสำคัญของผู้นำที่เหนือชั้นคือ การประสานยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยใช้ช่วงเวลาที่สงบนิ่งเพื่อวางรากฐานและสร้างโอกาสสู่อนาคต ขณะเดียวกันก็ต้องมีไหวพริบในการจัดการทรัพยากรเพื่อพิชิตภารกิจตรงหน้าให้สำเร็จลุล่วง การรู้เท่าทันว่าตนเองกำลังสวมหมวกใบไหนจะช่วยให้องค์กรไม่เพียงแค่ทำงานเสร็จไปวัน ๆ แต่เป็นการก้าวเดินอย่างมีทิศทาง เพื่อเปลี่ยนวิสัยทัศน์ที่สวยหรูให้กลายเป็นความสำเร็จที่ยั่งยืนและจับต้องได้จริงในที่สุด......