ว่าด้วยการปรินิพพาน

ปรินิพพานสูตร

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๗ [ฉบับมหาจุฬาฯ]

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค

๕. ปรินิพพานสูตร

ว่าด้วยการปรินิพพาน

             [๑๘๖] สมัยหนึ่ง ในเวลาใกล้ปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ระหว่างต้นไม้สาละทั้งคู่ ป่าสาลวัน สถานที่แวะพักของมัลลกษัตริย์ทั้งหลาย เขตกรุงกุสินารา ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนพวกเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” นี้เป็นพระวาจาครั้งสุดท้ายของพระตถาคต ต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาค

             ทรงเข้าปฐมฌาน  ออกจากปฐมฌาน

             ทรงเข้าทุติยฌาน  ออกจากทุติยฌาน

             ทรงเข้าตติยฌาน  ออกจากตติยฌาน

             ทรงเข้าจตุตถฌาน  ออกจากจตุตถฌาน

             ทรงเข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ  ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติ

             ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ  ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติ

             ทรงเข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ  ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติ

             ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ  ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

             ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ  ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธ

             ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ  ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

             ทรงเข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ  ออกจากอากิญจัญญายตนสมาบัติ

             ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ  ออกจากวิญญาณัญจายตนสมาบัติ

             ทรงเข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ  ออกจากอากาสานัญจายตนสมาบัติ

             ทรงเข้าจตุตถฌาน  ออกจากจตุตถฌาน

             ทรงเข้าตติยฌาน  ออกจากตติยฌาน

             ทรงเข้าทุติยฌาน  ออกจากทุติยฌาน

             ทรงเข้าปฐมฌาน  ออกจากปฐมฌาน

             ทรงเข้าทุติยฌาน  ออกจากทุติยฌาน

             ทรงเข้าตติยฌาน  ออกจากตติยฌาน

             ทรงเข้าจตุตถฌาน ออกจากจตุตถฌานแล้วได้ปรินิพพานในลำดับ (หมายถึงลำดับ ๒ ประการ คือ (๑) ลำดับแห่งฌาน (๒) ลำดับแห่งการพิจารณา)

             เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวคาถา พร้อมกับการเสด็จปรินิพพานว่า

                          สรรพสัตว์จะต้องทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลก

                          พระศาสดาผู้หาใครเปรียบเทียบไม่ได้ในโลก

                          ผู้เข้าถึงสภาวะตามเป็นจริง ผู้บรรลุพลธรรม (หมายถึงทรงมีพระกำลังอันเกิดจากญาณ ๑๐ ที่เรียกว่า ทสพลญาณ หรือ ตถาคตพละ)

                          ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบเช่นนี้ ก็ยังเสด็จปรินิพพานได้

             เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสคาถา พร้อมกับการเสด็จปรินิพพานว่า

                          สังขารทั้งหลายล้วนไม่เที่ยง

                          มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา

                          เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป

                          ความสงบระงับสังขารเหล่านั้นเป็นความสุข

             เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน ท่านพระอานนท์ได้กล่าวคาถา พร้อมกับการเสด็จปรินิพพานว่า

                          เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

                          มีพระอาการอันล้ำเลิศทุกอย่าง (หมายถึงทรงมีเหตุอันล้ำเลิศทุกอย่างมีศีล เป็นต้น) เสด็จปรินิพพานแล้ว

                          ในกาลนั้น ได้เกิดเหตุน่าอัศจรรย์ ขนพองสยองเกล้า

             เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จปรินิพพาน ท่านพระอนุรุทธะได้กล่าวคาถา พร้อมกับการเสด็จปรินิพพานว่า

                          ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

                          ของพระผู้มีพระภาคผู้มีพระทัยมั่นคง ผู้คงที่ ไม่มีแล้ว

                          พระมุนีผู้ไม่หวั่นไหว มุ่งใฝ่สันติ (หมายถึงอนุปาทิเสสนิพพาน)

                          มีพระจักษุ เสด็จปรินิพพานแล้ว

                          พระองค์ผู้มีพระทัย ไม่หดหู่

                          ทรงอดกลั้นเวทนาไว้ได้ มีพระทัยหลุดพ้นแล้ว

                          ดุจดวงประทีปที่โชติช่วงดับไป ฉะนั้น

ปรินิพพานสูตรที่ ๕ จบ

------------------

อรรถกถาปรินิพพานสูตรที่ ๕

         สาลวโนทยานอยู่ฝั่งโน้มแห่งแม่น้ำ ชื่อว่าหิรัญญวดี สาลวโนทยานนั้นอยู่ในกรุงกุสินารา แถวต้นสาละจากสาลวโนทยานมุ่งไปทางทิศปราจีน ออกทางทิศอุดร เพราะฉะนั้น สาลวโนทยานนั้น ท่านจึงเรียกว่า ทางโค้ง. 
         ในสาลวันของเจ้ามัลละอันเป็นทางโค้งนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรทมเหนือพระแท่นปรินิพพาน จึงทรงใส่พระโอวาททั้งหมดที่ทรงประทานมา ๔๕ พรรษาลงในบทอัปปมาทธรรมบทเดียวเท่านั้น เหมือนอย่างกุฎุมพีผู้มีทรัพย์มาก ผู้นอนบนเตียงเป็นที่ตาย พึงบอกทรัพย์อันเป็นสาระแก่บุตรทั้งหลาย ฉะนั้น.