ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

ตอนที่ 3

กลับมาประเทศไทย   เย็นวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๘   ผมกลับมาใช้คำถามเดียวกันถาม Gemini  เพื่อเปรียบเทียบคำตอบกับของ ๓ บันทึกที่แล้ว   ด้วยคำถามดียวกัน ดังนี้ “กรุณาสรุปสาระสำคัญในหนังสือ Education in China เขียนโดย Janette Ryan    สภาพของการศึกษาจีนในปัจจุบัน แตกต่างจากในหนังสืออย่างไรบ้าง  การศึกษาในเสินเจิ้นและกว่างโจวแตกต่างจากในหนังสืออย่างไรบ้าง    มีส่วนใดบ้างที่เป็นข้อเรียนรู้สำคัญ สำหรับนำไปปรับใช้ต่อการพัฒนาการศึกษาไทย”    ได้รับคำตอบดังนี้ 

 

Gemini:

หนังสือ "Education in China: Philosophy, Politics and Culture" ของ Janette Ryan (ตีพิมพ์ปี 2019) เป็นเสมือน "ภาพถ่าย" ของการศึกษาจีนในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ สรุปสาระสำคัญและข้อเปรียบเทียบกับปัจจุบันได้ดังนี้ครับ

 

1. สรุปสาระสำคัญของหนังสือ (ภาพสะท้อนปี 2019)

หนังสือเล่มนี้เน้นปูพื้นฐานความเข้าใจว่าทำไมคนจีนถึงให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างบ้าคลั่ง โดยเชื่อมโยง 3 ปัจจัยหลัก:

  • ปรัชญาขงจื๊อ (Confucian Heritage): การปลูกฝังว่า "ความพยายาม" สำคัญกว่า "พรสวรรค์" และการศึกษาคือหนทางเดียวในการเลื่อนสถานะทางสังคม (Social Mobility)
  • การเมืองและชาตินิยม: รัฐบาลจีนใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการสร้าง "อัตลักษณ์ของชาติ" และความชอบธรรมทางการเมือง เพื่อให้จีนกลับมาเป็นมหาอำนาจ
  • วัฒนธรรมการสอบ (Examination Culture): ระบบที่ตัดสินชะตาชีวิตด้วยการสอบครั้งเดียว (Gaokao) ทำให้เกิดแรงกดดันมหาศาล และธุรกิจกวดวิชาเฟื่องฟู

 

2. สภาพการศึกษาจีนปัจจุบัน (2024-2025) ต่างจากในหนังสืออย่างไร

หากคุณอ่านหนังสือเล่มนี้ในปัจจุบัน จะพบว่าสถานการณ์จริงได้เปลี่ยนไปใน 3 ประเด็นหลักแบบ "หน้ามือเป็นหลังมือ":

ประเด็น ในหนังสือ (2019) ความจริงปัจจุบัน (2024-2025)
ธุรกิจกวดวิชา เฟื่องฟูสูงสุด เป็นอุตสาหกรรมหมื่นล้านหยวน ล่มสลายและลงใต้ดิน จากนโยบาย "Double Reduction" (2021) ที่สั่งปิดสถาบันกวดวิชา ห้ามเรียนเสาร์-อาทิตย์ ทำให้การเรียนพิเศษกลายเป็นตลาดมืดและมีราคาสูงขึ้น
เป้าหมายการศึกษา เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย เน้นทักษะเทคโนโลยีและ AI รัฐบาลเปลี่ยนทิศทางสู่ "Science & Tech Superpower" โดยบังคับใช้หลักสูตร  AI ตั้งแต่ประถมฯ เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีตะวันตก
ความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างระหว่างเมือง/ชนบทมีสูงมาก ลดช่องว่างด้วยเทคโนโลยี มีการใช้โมเดล "Smart Education" ส่งครูเก่งจากเมืองใหญ่สอนผ่านจอไปยังโรงเรียนชนบทแบบ  Real-time

 

3. กรณีศึกษา: เสินเจิ้น vs กวางโจว (สิ่งที่หนังสืออาจไม่ได้เจาะลึก)

หนังสือมักมองภาพรวมระดับประเทศ แต่ปัจจุบันสองเมืองนี้แยกโมเดลการพัฒนาชัดเจน:

  • เสินเจิ้น (Shenzhen): โมเดล "ห้องเรียนแห่งอนาคต"
    • AI-First:โรงเรียนในเสินเจิ้นปัจจุบันใช้โมเดล "1+N" (ครูต้นแบบ 1 คนสอนกระจายไปหลายห้องเรียนผ่านระบบ  Cloud) และใช้ AI วิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียนรายบุคคล
    • บทบาทเอกชน: บริษัทอย่าง Huawei และ Tencent เข้ามามีบทบาทวางระบบโครงสร้างพื้นฐานโรงเรียนโดยตรง ทำให้หลักสูตรทันสมัยกว่าตำราเรียนกลางของกระทรวง
  • กวางโจว (Guangzhou): โมเดล "อาชีวะสร้างชาติ"
    • Vocational Focus:กวางโจวเน้นยกระดับ "อาชีวศึกษา" ให้ดูแพงและมีเกียรติ เช่น โครงการ "Cantonese Cuisine Master" (เชฟอาหารกวางตุ้ง) ที่ยกระดับจากงานแรงงานสู่งานศิลปะวัฒนธรรมที่มีรายได้สูง
    • Lifelong Learning:เน้นการศึกษาสำหรับผู้สูงวัย (University of the Third Age) เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งต่างจากเสินเจิ้นที่เน้นวัยหนุ่มสาว

 

4. ข้อเรียนรู้สำคัญสำหรับ "การศึกษาไทย"

จากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ มี 4 ประเด็นที่ไทยสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที:

  1. แก้ปัญหาขาดแคลนครูด้วยโมเดล "1+N" (แบบเสินเจิ้น):
    • ไทยมักแก้ปัญหาด้วยการส่ง "ครูจบใหม่" ไปโรงเรียนห่างไกล แต่เสินเจิ้นใช้ "ครูที่เก่งที่สุด" สอนผ่านระบบ Smart Classroom ไปยังโรงเรียนเครือข่าย โดยมีครูผู้ช่วย (Co-teacher) ในพื้นที่คอยดูแลเด็ก วิธีนี้แก้ปัญหาคุณภาพการสอนได้เร็วกว่า
  2. การยกระดับอาชีวะด้วย "Cultural Branding" (แบบกวางโจว):
    • กวางโจวทำให้การเรียนทำอาหารหรือช่างฝีมือดู "อินเตอร์" และเชื่อมโยงกับ "Soft Power" ของเมือง ไทยสามารถทำแบบเดียวกันกับอาหารไทย นวดแผนไทย หรือช่างศิลป์ โดยไม่มองว่าเป็นแค่ทางเลือกของเด็กเรียนไม่เก่ง
  3. บทเรียนจากนโยบาย "Double Reduction":
    • จีนพิสูจน์แล้วว่า "การห้ามเรียนพิเศษ" โดยไม่เปลี่ยนวิธีการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เป็นไปไม่ได้    พ่อแม่จีนหนีไปจ้างครูส่วนตัวที่แพงกว่าเดิม    ไทยควรเรียนรู้ว่าตราบใดที่ "ค่านิยมการสอบ" ยังอยู่ การแก้ปัญหาเด็กเรียนหนักต้องแก้ที่ระบบการประเมินผล ไม่ใช่สั่งห้ามกวดวิชา
  4. AI Literacy ไม่ใช่แค่เรียน Coding:
    • จีนสอนให้เด็กเข้าใจ AI ในฐานะ "เครื่องมือแก้ปัญหา" (เช่น ใช้ AI คำนวณ Carbon Footprint ในโรงเรียน) ไม่ใช่แค่เขียนโค้ดตามโจทย์    การศึกษาไทยควรขยับจากการสอน "ใช้คอมพิวเตอร์" เป็น "ใช้ AI ร่วมกับมนุษย์"

Next Step

หากคุณสนใจโมเดลการแก้ปัญหาขาดแคลนครู คุณต้องการให้ผมเจาะลึกรายละเอียดของ "โมเดล 1+N ของ Huawei ในเสินเจิ้น" ว่าเขาวางระบบอย่างไรเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับโรงเรียนไทยหรือไม่

Teaching with AI in China

วิดีโอนี้แสดงภาพจริงของ "ห้องเรียนแห่งอนาคต" ในจีนปัจจุบันที่มีการใช้ AI และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาพความแตกต่างจากสิ่งที่บรรยายไว้ในหนังสือปี 2019 ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นครับ

 

จะเห็นว่า ความเห็นของ Gemini ช่วยเพิ่มมุมมองต่อสภาพของการศึกษาจีนในปัจจุบัน   ที่จีนเปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่จัดการศึกษาให้เหมาะสมต่อบริบทของพื้นที่    โดยยึดหลักการภาพรวมของประเทศ    ขอย้ำว่า ผมไม่เห็นสภาพตามในวิดีโอข้างบน จากการไปเยี่ยม ๒ โรงเรียนในเสินเจิ้น  และ ๒ โรงเรียนในกว่างโจว    ๔ โรงเรียนที่ไปเห็น เป็นโรงเรียนชั้นนำ    เราจึงไม่ได้ไปเห็นภาพใหญ่จริงๆ ของการศึกษาจีน  แต่จากการพูดคุยกับท่านกงสุลใหญ่ไทย ณ นครกว่างโจว คุณกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กับทีมงาน    พอจะเดาออกว่า การเรียนแบบแข่งขันสูง เด็กเครียด  และค่านิยมต่อผลการสอบ น่าจะยังคงอยู่

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ธ.ค. ๖๘