ตอนที่ 1

ตอนที่ 2

 

กลับมาประเทศไทย   เย็นวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๘   ผมกลับมาใช้คำถามเดียวกันถาม Qwen อีกหนึ่งเอไอสัญชาติจีน  เพื่อเปรียบเทียบคำตอบกับของ ๒ บันทึกที่แล้ว   ด้วยคำถามดียวกัน ดังนี้ “กรุณาสรุปสาระสำคัญในหนังสือ Education in China เขียนโดย Janette Ryan    สภาพของการศึกษาจีนในปัจจุบัน แตกต่างจากในหนังสืออย่างไรบ้าง  การศึกษาในเสินเจิ้นและกว่างโจวแตกต่างจากในหนังสืออย่างไรบ้าง    มีส่วนใดบ้างที่เป็นข้อเรียนรู้สำคัญ สำหรับนำไปปรับใช้ต่อการพัฒนาการศึกษาไทย”    ได้รับคำตอบดังนี้ 

 

Qwen:

หนังสือ "Education in China" โดย Janette Ryan (ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2006 และมีฉบับปรับปรุงในปี 2013) เป็นงานศึกษาเชิงวิชาการที่วิเคราะห์ลักษณะเฉพาะของระบบการศึกษาจีน ผ่านมุมมองทางสังคมวัฒนธรรม เน้นความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมจีนแบบดั้งเดิมกับการศึกษาสมัยใหม่ รวมถึงผลกระทบของนโยบายรัฐต่อการศึกษาในระดับต่าง ๆ

 

 สาระสำคัญในหนังสือ "Education in China" โดย Janette Ryan

1. รากฐานทางวัฒนธรรม: 

  การศึกษาในจีนได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งจากลัทธิขงจื๊อ ซึ่งเน้นความเคารพต่อครู ความขยัน ความอดทน และการเรียนรู้ผ่านการท่องจำ รวมถึงค่านิยมเรื่องการสอบแข่งขัน (เช่น ระบบ Keju ในอดีต)

2. ลักษณะ “การเรียนแบบผู้รับ” (Receptive Learning): 

   นักเรียนจีนมักถูกมองว่า “เรียนแบบท่องจำ” มากกว่า “คิดวิเคราะห์” ซึ่งเป็นผลจากโครงสร้างการเรียนการสอนและวัฒนธรรมการประเมินที่เน้นผลสอบเป็นหลัก

3. บทบาทของรัฐ: 

  ระบบการศึกษาจีนถูกควบคุมและกำหนดทิศทางโดยรัฐอย่างเข้มงวด นโยบาย “การศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ” เป็นหัวใจสำคัญ รวมถึงโครงการ “Project 211” และ “Project 985” เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยชั้นนำ

4. ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา: 

   มีช่องว่างระหว่างชนบทกับเมือง รวมถึงระหว่างภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะในยุคที่หนังสือเขียน คือช่วงต้นศตวรรษที่ 21

5. การเปลี่ยนผ่านสู่การศึกษาสมัยใหม่: 

   แม้จะยังคงลักษณะดั้งเดิม แต่จีนเริ่มมีความพยายามส่งเสริม “ความคิดสร้างสรรค์” และ “การเรียนรู้แบบวิพากษ์” โดยเฉพาะในหลักสูตรระดับอุดมศึกษา

 

 ความแตกต่างของ “สภาพการศึกษาจีนในปัจจุบัน (2025)” กับสิ่งที่หนังสือระบุ

ประเด็น ในหนังสือ (ยุค 2000–2010) ในปัจจุบัน (2025)
เทคโนโลยีในการศึกษา ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ใช้  AI, Big Data, EdTech อย่างแพร่หลาย
การเน้นความคิดสร้างสรรค์ มีการเปลี่ยนแปลงช้า มีนโยบายชัดเจน เช่น “Double Reduction Policy” (2021) เพื่อลดความกดดันเรื่องการบ้านและการเรียนพิเศษ
ความเหลื่อมล้ำ ชัดเจนมาก ลดลงบ้างด้วยนโยบายรัฐ แต่ยังคงอยู่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล
การศึกษานานาชาติ | ยังไม่แพร่หลาย มีการเปิดหลักสูตรนานาชาติในเมืองใหญ่ เช่น เซี่ยงไฮ้, เสินเจิ้น

 

 การศึกษาในเสินเจิ้นและกว่างโจว: ความเปลี่ยนแปลงจากในหนังสือ

1. เสินเจิ้น (Shenzhen): 

  • ในอดีต: เป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษ แต่ระบบการศึกษาไม่โดดเด่นเท่าเมืองอื่น
  • ปัจจุบัน (2025):
    • เป็น “เมืองนวัตกรรม” ด้านการศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีอย่างล้ำหน้า
    • มีการทดลองหลักสูตรแบบสหวิทยาการ (interdisciplinary) และ STEM/STEAM อย่างจริงจัง
    • มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างประเทศ (เช่น สาขาของ University of Chicago, HKUST) 

2. กว่างโจว (Guangzhou): 

  • ในอดีต: มีบทบาททางการค้า แต่การศึกษาอยู่ภายใต้กรอบแบบดั้งเดิม
    • ปัจจุบัน:
    • พัฒนาหลักสูตร “การศึกษาคุณภาพสูง” สำหรับเขตอ่าวกว่างตง–ฮ่องกง–มาเก๊า (Greater Bay Area)
    • มีโรงเรียนนำร่องที่เน้นทักษะในศตวรรษที่ 21 และการเรียนรู้แบบ PBL (Project-Based Learning)

 🔸 สรุป: ทั้งเสินเจิ้นและกว่างโจวได้พัฒนาไปไกลเกินกว่าที่หนังสือ “Education in China” บรรยายไว้ โดยเฉพาะในด้านนวัตกรรมการเรียนการสอนและการบูรณาการเทคโนโลยี

 

 ข้อเรียนรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้กับการศึกษาไทย

1. การผสานวัฒนธรรมกับการปฏิรูปการศึกษา: 

   ไทยสามารถเรียนรู้จากจีนในการ “ปรับใช้ค่านิยมดั้งเดิม” (เช่น ความเคารพครู, ความขยัน) แล้วผสานกับทักษะสมัยใหม่ (เช่น การคิดวิเคราะห์, การแก้ปัญหา)

2. การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ: 

  จีนใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเนื้อหาการเรียนไปยังพื้นที่ห่างไกล → ไทยสามารถทำได้ผ่าน OER (Open Educational Resources) และระบบการเรียนรู้ออนไลน์ที่มีคุณภาพ

3. นโยบายที่เน้น “ลดภาระการเรียน” เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรร: 

   นโยบาย “Double Reduction” ของจีนชี้ให้เห็นว่า การลดความกดดันจากแบบฝึกหัดและการเรียนพิเศษ ช่วยให้นักเรียนมีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ที่มีความหมายมากขึ้น → ไทยอาจทบทวนระบบการบ้านและการสอบที่หนักเกินไป

4. การสร้าง “ศูนย์นวัตกรรมการศึกษา” ในเมืองนำร่อง: 

   ไทยสามารถพัฒนา “เขตพัฒนาการศึกษาพิเศษ” (เช่น ในกรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ขอนแก่น) แบบที่เสินเจิ้นทำ เพื่อทดลองนวัตกรรมก่อนขยายผล

5. การวางแผนการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ: 

  นโยบายการศึกษาของจีนมีความต่อเนื่องและเชื่อมโยงกับเป้าหมายชาติ → ไทยควรยกระดับการวางแผนระยะยาวโดยเชื่อมโยงกับ BCG Model, Thailand 4.0 อย่างเป็นระบบ

 

 บทสรุป

แม้หนังสือ Education in China จะสะท้อนภาพการศึกษาจีนในยุคต้นศตวรรษที่ 21 ได้อย่างลึกซึ้ง    แต่จีนได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในมหานครอย่างเสินเจิ้นและกว่างโจว ซึ่งกลายเป็น “ห้องทดลอง” ของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ข้อเรียนรู้สำคัญสำหรับไทยคือ การปรับสมดุลระหว่างวัฒนธรรมกับนวัตกรรม และ การใช้ยุทธศาสตร์ของรัฐเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบ

 

หากไทยสามารถเรียนรู้และปรับใช้แนวคิดเหล่านี้อย่างเหมาะสมกับบริบทของตนเอง จะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาและเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมกับโลกอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

 

 ผมรู้สึกว่า Qwen ให้คำแนะนำที่ตรงจุดมาก 

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ธ.ค. ๖๘