หนังสือ พลังนักเรียน พลิกโฉมการศึกษา ตอนที่ ๒๑ ตีความจากหนังสือ Transformative Student Voice : A Guide to Classroom Action (2025) เขียนโดย Dane Stickney, Ben Kirshner และ Carlos P. Hipolito-Delgado บทที่ 12 Building Alliances รวมทั้งผมเพิ่มเติมแนวคิดของผมเองเข้าไปด้วย
การขับเคลื่อนเสียงนักเรียน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง นักเรียนควรเป็นพันธมิตรกับ ครู ผู้ปกครอง และภาคีอื่น ๆ ที่มีเป้าหมายร่วมกัน เพื่อเสริมพลังและขยายขอบเขตของผลกระทบ การสร้างพันธมิตรต้องอาศัยความไว้วางใจ ความเข้าใจซึ่งกันและกัน และการสื่อสารที่จริงใจ
สร้างพันธมิตรได้อย่างไร
เริ่มจากความสัมพันธ์
ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงเป็นหัวใจของการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในโรงเรียน ความสัมพันธ์เหล่านี้ต้องอิงกับความไว้วางใจ ความเคารพซึ่งกันและกัน และการฟังอย่างตั้งใจ การสร้างสัมพันธภาพระหว่างนักเรียน ครู ผู้นำโรงเรียน และพันธมิตรในชุมชน เป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือเพื่อเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ
ให้เริ่มต้นด้วย “การสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก” ที่ไม่ใช่แค่การรู้จักกัน แต่เข้าถึงความเชื่อ ค่านิยม และเป้าหมายในระดับ “ผลประโยชน์ส่วนตัว” (self-interest) ของแต่ละฝ่าย กระบวนการเหล่านี้ควรเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป จริงใจ และยึดโยงกับบริบทของชุมชน นักเรียนควรได้รับการส่งเสริมให้เห็นคุณค่าของตนเองและคนรอบข้าง ผ่านบทสนทนาและกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้เล่าเรื่องราวของตนเอง
ภาคีทุกฝ่ายต้องมีมุมองเชิงบวกต่อ “ผลประโยชน์ส่วนตัว” (ที่ไม่ใช่การเห็นแก่ตัว) และหาทางเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ส่วนรวม คือของชั้นเรียน ตัวอย่างของบทสนทนาสั้นๆ สองต่อสองระหว่างนักเรียนกับครู ใช้เวลาเพียงประมาณ ๑๕ นาที เพื่อให้นักเรียนเข้าใจผลประโยชน์ส่วนตัวของครู
นักเรียน : อะไรส่งตัวครูให้มาเป็นครู
ครู : .....
นักเรียน : เมื่อโรงเรียนนี้เข้าสู่สภาพที่ดีที่สุด เราจะเห็นอะไรบ้าง
ครู : .....
นักเรียน : สำหรับครู สิ่งตอบแทนที่มีค่าสูงสุดคืออะไร
ครู : .....
นักเรียน : สำหรับตัวครู สภาพที่ครูประสบความสำเร็จสูงสุดในการสอน ห้องเรียนมีสภาพอย่างไร
ครู : .....
นักเรียน : ความท้าทายใหญ่ที่สุดที่ครูเคยประสบ คืออะไร
ครู : .....
คำสนทนาอาจลื่นไหลต่อเนื่อง หลังจากนักเรียนมีความั่นใจต่อการพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับครู และได้ฝึกการตั้งคำถามในการสนทนาไประยะหนึ่ง
ครูมีบทบาทสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมแห่งการฟัง ซึ่งส่งผลให้เกิดความไว้วางใจและความรู้สึกปลอดภัยในการมีส่วนร่วม ครูสามารถใช้เครื่องมืออย่าง “Community Asset Mapping” เพื่อระบุแหล่งทรัพยากรหรือผู้สนับสนุนในโรงเรียนและชุมชน ที่อาจกลายเป็นพันธมิตรในการขับเคลื่อนเสียงนักเรียน
การเริ่มต้นจากความสัมพันธ์จึงไม่ใช่ขั้นตอนที่เบ็ดเสร็จ แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ต่อเนื่อง และเป็นฐานของการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วม โดยเฉพาะในกระบวนการ Transformative Student Voice ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
ตัวอย่างการประชุม การประชุมที่จัดร่วมกันโดยนักเรียนและครู เพื่อสร้างความร่วมมือในการเปลี่ยนแปลงโรงเรียน จะมีประสิทธิภาพต้องมีการวางแผนล่วงหน้า มีเป้าหมายชัดเจน และเปิดพื้นที่ให้ทุกเสียงมีคุณค่า
การประชุมเริ่มด้วยการทบทวนเป้าหมาย และเสนอความคืบหน้าจากครั้งก่อน ตามด้วยการแบ่งปันข้อมูลใหม่หรือการค้นพบจากนักเรียน แล้วจึงนำเข้าสู่การอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับทางเลือกหรือแนวทางแก้ปัญหา โดยมีการจดบันทึกประเด็นสำคัญและข้อเสนออย่างเป็นระบบ
บทเรียนสำคัญจากตัวอย่างนี้คือ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดเผย และการสร้างความรู้สึกว่าทุกฝ่ายเป็นเจ้าของกระบวนการ การประชุมลักษณะนี้ยังช่วยให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการสื่อสาร การนำเสนอข้อมูล การทำงานร่วมกัน และการตัดสินใจร่วมเชิงประชาธิปไตย ซึ่งเป็นหัวใจของแนวคิด Student Voice แบบ Transformative
สร้างพันธมิตรกับใคร
ที่โรงเรียน
ก่อนหาแนวร่วม ต้องให้ชัดเจน (อย่างแจ๋วแหวว) เสียก่อนว่าประเด็นที่จะขับเคลื่อนคืออะไร และจะเสนอแนวทางแก้ไขอย่างไร แล้วจึงนึกถึงนักเรียนกลุ่มอื่นๆ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกลุ่มอื่นๆ ในโรงเรียน ว่าประเด็นที่จะขับเคลื่อนน่าจะมีผลกระทบต่อพวกเขาอย่างไร ในสหรัฐอเมริกา บางโรงเรียนมี GSA (Gender/Sexuality Alliance) ในโรงเรียนไทย อาจมีชมรมนักเรียนที่อาจเป็นแนวร่วม
ครูบางคนอาจมีเป้าหมายเดียวกัน ต้องหาให้พบ เพื่อนำมาเป็นแนวร่วม คนสำคัญที่สุดคือครูใหญ่หรือผู้อำนวยการ โรงเรียน หรือรองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน ที่อาจมีเป้าหมายเดียวกันอยู่แล้ว เช่นต้องการลดการข่มเหงรังแกกัน (bully) ในโรงเรียน
สิ่งที่พึงระวังคือ อย่าให้ท่านเหล่านี้เข้ามาบงการทีมนักเรียนผู้ริเริ่ม หรือเอาโครงการไปจัดการเอง เพราะจะทำให้มีการแก้ปัญหา แต่นักเรียนไม่ได้เรียนรู้
หัวใจคือ การดำเนินการที่มีการบรรจบกัน ร่วมมือกัน ของพลังสั่งการ (จากบนลงล่าง) กับพลังนักเรียน ที่ดำเนินการจากล่างขึ้นบน เกิดผลกระทบตามที่ต้องการ และเกิดการเรียนรู้จากกระบวนการนั้นร่วมกัน ระหว่างนักเรียนและผู้เกี่ยวข้อง
นอกโรงเรียน
องค์กรชุมชนและนักเคลื่อนไหว เน้นการสร้างพันธมิตรกับองค์กรชุมชนและนักเคลื่อนไหวภายนอกโรงเรียน เพื่อขยายพลังเสียงของนักเรียนให้เข้าถึงระดับนโยบายหรือการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในวงกว้าง นักเรียนควรเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ในชุมชน เช่น นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ผู้นำศาสนา หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ทำงานกับคนชายขอบ เพื่อเห็นภาพของปัญหาอย่างลึกซึ้ง และเรียนรู้กลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม
กระบวนการร่วมมือควรเริ่มจากการสร้างความสัมพันธ์ที่จริงใจ เปิดรับฟัง และยอมรับความแตกต่างของจุดยืน โดยนักเรียนอาจเชิญแขกรับเชิญมาเล่าเรื่องในห้องเรียน หรือลงพื้นที่ศึกษาชุมชนร่วมกับครูหรือโค้ช การเชื่อมโยงกับภายนอกทำให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะสื่อสาร ขยายแนวคิดจากห้องเรียนสู่โลกจริง และได้แรงบันดาลใจจากผู้ที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมอย่างจริงจัง
โดยรวม หัวข้อนี้เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำ (experiential learning) การมีส่วนร่วมอย่างเคารพ และการเห็นคุณค่าของพันธมิตรนอกระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการ ในการขับเคลื่อนโครงการเปลี่ยนแปลงของนักเรียนให้ลึกและไกลยิ่งขึ้น
ใช้สื่อสังคมและสื่อหลัก นักเรียนต้องรู้จักใช้พลังของสื่อภายในโรงเรียนและสื่อดั้งเดิมในการขยายเสียงของนักเรียน เช่นใช้ เว็บไซต์ของโรงเรียน จดหมายข่าว คลื่นวิทยุ หรือสื่อโซเชียลมีเดียของโรงเรียน เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของตนและผลการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อความเป็นธรรม (YPAR)
นักเรียนควรหาทางเข้าถึงสื่อมวลชนกระแสหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น สถานีโทรทัศน์ หรือเว็บไซต์ข่าว เพื่อให้เรื่องราวของพวกเขาสะท้อนสู่สาธารณะวงกว้างมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
สิ่งสำคัญคือนักเรียนต้องเตรียมความพร้อมในการสื่อสารอย่างชัดเจน ตรงประเด็น และคงความเป็นเจ้าของเนื้อหา แสดงออกถึงความจริง ความสุภาพ และความมั่นใจ การใช้สื่ออย่างมีจริยธรรมและมีเป้าหมายจะช่วยให้นักเรียนกลายเป็นผู้เปลี่ยนแปลงที่มีพลังในโลกแห่งความจริง
การมีพันธมิตรเป็นสิ่งจำเป็น แต่ซับซ้อน
การสร้างพันธมิตรระหว่างนักเรียนกับผู้ใหญ่หรือกลุ่มต่าง ๆ เป็นสิ่งสำคัญต่อความสำเร็จของโครงการเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม แต่ก็มีความซับซ้อนที่ต้องจัดการอย่างระมัดระวัง พันธมิตรบางรายอาจมีเป้าหมายหรือคุณค่าที่ไม่ตรงกันกับนักเรียน หรืออาจพยายามควบคุมทิศทางของงานมากเกินไป
นักเรียนและครูผู้สนับสนุนควรตั้งคำถามเกี่ยวกับพลังอำนาจในความสัมพันธ์กับพันธมิตร และเรียนรู้ที่จะปกป้องความเป็นเจ้าของงานของตน รวมทั้งฝึกทักษะการเจรจา การฟัง และความยืดหยุ่น เพื่อรักษาความร่วมมือที่สร้างสรรค์ ทั้งนี้ การสะท้อนตนเองและการประเมินพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้นักเรียนสามารถรักษาเป้าหมายเพื่อความเป็นธรรมไว้ได้อย่างมั่นคง
ระวังความเสี่ยง
ความเสี่ยงแรก เดินถอยหลัง ความเสี่ยงที่นักเรียนอาจเผชิญเมื่อกล้าลุกขึ้นตั้งคำถามหรือท้าทายโครงสร้างอำนาจที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อเสียงของพวกเขาถูกมองว่า "เกินขอบเขต" หรือ "ไม่เหมาะสม" จากมุมมองของผู้มีอำนาจ เช่น ผู้บริหาร ครู หรือบุคคลภายนอก
นักเรียนอาจเผชิญกับการตอบโต้ เช่น การถูกตำหนิ การลดบทบาท หรืออาจไปถึงถูกลงโทษทางวินัย ดังนั้น ครูและผู้ใหญ่ผู้สนับสนุนควรเตรียมพร้อมรับมือ โดยช่วยนักเรียนประเมินความเสี่ยงอย่างรอบด้าน วางแผนรับมือ และสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเคลื่อนไหว อีกทั้งยังควรร่วมรับผิดชอบหากเกิดผลกระทบ พร้อมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนใช้พลังเสียงอย่างมีความรับผิดชอบ มีหลักฐานรองรับ และมีพันธมิตรคอยสนับสนุน
ความเสี่ยงที่สอง จะเลือกกลยุทธร่วมมือกับคนใน หรือร่วมมือกับคนนอก พึงระวังความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างแนวทางการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกระบบ (outsider) กับภายในระบบ (insider) เช่น การประท้วง การใช้สื่อสาธารณะ เทียบกับการร่วมมือกับผู้บริหารโรงเรียนหรือเขตพื้นที่
แม้นักเรียนจะเลือกแนวทาง insider เพื่อรักษาความร่วมมือและสร้างการเปลี่ยนแปลงจากภายใน แต่ก็อาจถูกมองว่าอ่อนหรือประนีประนอมมากเกินไป ขณะเดียวกัน หากเลือกใช้แนวทาง outsider เช่นการประท้วงหรือสื่อสารผ่านสื่อมวลชน ก็อาจกระทบความสัมพันธ์กับพันธมิตรภายในและสร้างความขัดแย้ง
ผู้ใหญ่ที่ทำงานร่วมกับเยาวชนควรช่วยสร้างความเข้าใจในกลยุทธ์ทั้งสองด้าน และร่วมพิจารณาความเหมาะสมตามบริบท เพื่อให้นักเรียนสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีพลัง โดยไม่ทำลายพันธมิตรที่สำคัญหรือโอกาสในการมีส่วนร่วมในระยะยาว
สรุป
ข้อเรียนรู้หลัก
- ส่งเสริมให้นักเรียนแสวงหาพันธมิตจากชมรมนักเรียนกลุ่มอื่นๆ และจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ในโรงเรียน
- ครูอาจช่วยหนุนนักเรียนโดยช่วยให้นักเรียนหาจุดร่วมกับครูในอาคารเดียวกัน
- การเป็นพันธมิตรกับนักเคลื่อนไหวในชุมชน อาจช่วย หรืออาจเป็นความเสี่ยง ต้องเข้าใจข้อจำกัด
วิจารณ์ พานิช
๒๕ ก.ค. ๖๘
ห้อง ๔๐๔๐ สุรสัมมนาคาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี
I think “…ตัวอย่างของบทสนทนา…” (a bridge to link student to teacher) has hot dog flavor. I read the questions (What makes you become a teacher? What will we see when the school is at its best? What is the best reward for a teacher? What would the classroom be like with best teachers? What is the greatest challenge for a teacher?) and felt the awkwardness in Thai context where students are trained in traditional obedience and respect. This type of questions are likely seen as probing or testing the teacher (as in a job interview) and in Thai tradition are not allowed.
I think alliance (พันธมิตร) and stakeholders (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) in school context, are often linked through extracurricular activities, which can be designed for specific areas and directions. Analyzing the limit and the risk is necessary (อาจช่วย หรืออาจเป็นความเสี่ยง ต้องเข้าใจข้อจำกัด) because there can be differences in interests beyond concession/compromise. And this analysis is by no means easy to do.