
เมื่อคืนก่อนบ่น ๆ กับน้องชายว่า “เดือนนี้ยังไม่มีอะไรที่น่าสนใจจะเอามาเขียนในบล็อกเลย” พอตื่นมาในเช้าวันอาทิตย์เข้าวงสนทนาออนไลน์ก็มีเรื่องราวน่าสนใจให้เขียนพอดี เหมือนจักรวาลได้ยินเสียงอธิษฐานของเรา ก็เลยส่งเรื่องราวมาให้เขียน 5555555
สำหรับผมแล้ว… เรื่องราวที่จะนำมาเขียนต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่มีค่าและน่าสนใจมาก ๆ เพราะมันไม่ใช่แค่การสะท้อนคิดใคร่ครวญเรื่องกระบวนการทำงาน หรือกระบวนการการเรียนรู้เหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้คือ การยกระดับการเรียนรู้และการสร้างชุมชนนักปฏิบัติการ (Community of Practice) สู่ชุมชนนักปฏิบัติการแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจ (Community of Commitment) ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องพัฒนาการและการดูแลเด็กพิเศษอย่างมีคุณภาพ
ผมขอเริ่มต้นด้วยการสรุปความจากการสนทนาในไลน์กลุ่ม Retreat and Reflection ในเช้าวันอาทิตย์ (25 พ.ค. 2568) ที่ผ่านมาอย่างคร่าว ๆ ก่อนละกัน โดยการสนทนานี้เริ่มต้นจากการที่ครูยงยศ (หนึ่งในสมาชิกในวง) ได้เล่าเรื่องความคืบหน้าของการดำเนินงานด้านการดูแลเด็กพิเศษในจังหวัดน่านจนกลายเป็น “ครูยงยศโมเดล” และมีผู้ที่สนใจจะมาร่วมสังเกตการณ์ ติดตาม และร่วมเรียนรู้กระบวนการการทำงานไปด้วยกัน
หลังจากนั้นอาจารย์ชัยวัฒน์ (พี่ชายใหญ่ของวง / Our Big Brother) ได้ตั้งคำถามเพื่อให้พวกเราได้ทบทวนและใคร่ครวญเกี่ยวกับคำว่า “Model” และแนวทางการดำเนินงานที่เข้มข้นและจริงจังมากขึ้น พร้อมกันนี้ก็ใช้เรื่องราวของครูยงยศเป็นตัวกระตุ้นและสะกิดให้พี่หมอตี๋ (สมาชิกอีกหนึ่งคนในวง) ได้ใคร่ครวญและทบทวนประเด็นการเรียนรู้นี้เพื่อนำไปพัฒนาเรื่องการสร้างแพทย์รุ่นใหม่และการขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพปฐมภูมิอย่างเข้มข้นและจริงจังมากขึ้น ทำให้เช้าวันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่มีการเรียนรู้ในวงสนทนาอย่างเข้มข้นมาก ๆ วันหนึ่งเลยทีเดียว
ก่อนที่ผมจะเล่าต่อไปว่าผมเก็บเกี่ยวอะไรได้จากการสนทนาในเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาบ้าง ผมอยากเล่าเรื่องนี้เพื่อเป็นการอธิบายและสร้างความเข้าใจให้กับทุกคนที่อาจจะพึ่งเข้ามาอ่านบทความของผมเป็นครั้งแรกก็ว่า “ทำไมพวกเราถึงต้องมานั่งพูดคุยถึงเรื่องของคำ”
“ถ้อยคำ” ที่พวกเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นสิ่งที่เรียกแทนสิ่งต่าง ๆ หรือบอกเล่าอากัปกิริยา อาการ และการกระทำต่าง ๆ เพื่อให้ผู้คนสามารถเข้าใจความหมายได้ตรงกันแล้ว ถ้อยคำเหล่านี้ยังส่งผลต่อความคิดและจินตนาการของเราด้วย มันเหมือนกับตอนที่เราได้อ่านนิยายดี ๆ สักเรื่องนั้นแหละ แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ หรือมองเห็นภาพประกอบใด ๆ แต่การใช้ถ้อยคำของนักเขียนหรือผู้ประพันธ์ก็สามารถนำพาและบอกเล่าถึงบรรยากาศ สถานการณ์ เหตุการณ์ และความรู้สึกต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ดังนั้นการได้นำคำบางคำมาทบทวน จึงไม่ใช่แค่การมานั่งถกกันในเรื่องความหมาย แต่เป็นการทำความเข้าใจในเรื่องราวและประเด็นต่าง ๆ อย่างลึกซึ้ง
นอกจากนี้การได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของคำต่าง ๆ เหล่านั้น และย้อนไปถึงประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกันได้นั้น จะทำให้เราอาจพบเบาะแสสำคัญหรือจิกซอว์ชิ้นที่หายไปจากประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวนั้น ๆ เมื่อนำมาเชื่อมโยง ร้อยเรียงกับประสบการณ์ สถานการณ์ หรือบริบทที่เกิดขึ้นมากับเราแล้ว มันอาจจะเกิดบทเรียนรู้สำคัญที่มีค่าและสามารถนำไปปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นก็ได้
อีกทั้งเมื่อมีมุมมองต่อถ้อยคำที่ถูกต้องและชัดเจนมากขึ้น ถ้อยคำนั้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สื่อความหมายอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็น “มนตรา” ที่สร้างและหล่อเลี้ยงพลังใจให้กับเรา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการใช้คำมาเป็นมนตราเพื่อปลุกและหล่อเลี้ยงพลังใจของเราก็เช่น การบริกรรมพุทโธ การสวดท่องพระพุทธนาม หรือบทสวดแบบสั้น ๆ เป็นต้น เพราะการบริกรรมหรือสวดท่องคำเหล่านี้ มันช่วยให้เกิดสมาธิ และการจดจ่อ เกิดความสงบภายในใจ เมื่อสงบแล้วก็ทำให้จิตใจเปิดกว้าง และทำให้จิตของเราละเอียดปราณีตมากยิ่งขึ้น และเมื่อเราสามารถใช้ถ้อยยคำที่สื่อความหมายได้ตรงกับสถานการณ์และความรู้สึกภายในของเรา นอกจากจะช่วยสร้างจินตนาการให้กับตัวเราและผู้ฟังได้แล้ว ยังช่วยให้เกิดแรงสั่นสะเทือนภายในจิตใจ จนสร้างเหนี่ยวนำ และสร้างสภาวะและบรรยากาศพิเศษที่จะนำพาผู้นำให้ตื่น และก้าวเดินต่อไปอย่างมีพลังได้อีกด้วย
และการเลือกใช้ถ้อยคำที่ดีนี้ยังช่วยเปิดมุมมองของเราให้กว้างขวางขึ้น ทำให้เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ รับรู้ถึงสภาวะ รับรู้ความตั้งใจ และเห็นเค้าโครงแนวทางราง ๆ ได้ด้วยเช่นกัน
และในการสนทนาครั้งนี้ที่อาจารย์ชัยวัฒน์ได้ชวนพวกเราทบทวนและใคร่ครวญกับกับคำว่า “Model” นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้และต่อยอดทางความคิดที่จะนำไปสู่ปฏิบัติการจริงที่สำคัญเช่นกัน
เพื่อให้เราได้รู้จักและเข้าใจความหมายของคำว่า “Model” ในเบื้องต้น แหล่งข้อมูลที่ใกล้ตัวและง่ายที่สุดคือการได้เปิดพจนานุกรม (Dictionary) ดูว่าแท้จริงแล้ว คำคำนี้หมายถึงอะไร ?
Model (noun) something that a copy can be based on because it is an extremely good example of its type: • The educational system was a model for those of many other countries. • The developer plans to build a model community on the site. • on the European, American, etc. model They created an education system on the European model.
อ้างอิงข้อมูลจาก https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/model
เมื่อเราได้อ่านความหมายของคำว่า “Model” ตามที่พจนานุกรมให้ไว้ มันจึงทำให้เราเข้าได้ว่า “Model” คือ สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมที่มีความสมบูรณ์แบบและสามารถนำมาเป็นตัวอย่าง หรือแบบอย่างเพื่อการทำซ้ำต่อไปได้ นี่คือสิ่งที่พจนานุกรม (Dictionary) ได้บอกกับเรา
และในชีวิตจริง ๆ ของพวกเราเมื่อพูดถึงคำว่า “Model” เราก็พลันคิดถึงเรื่อง “เทคนิค วิธีการ หรือ How to” ทันที ทำให้เราเข้าใจว่า “สิ่งนี้คือสูตรสำเร็จและเป็นต้นแบบที่สมบูรณ์แล้ว” และจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำตามนี้ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี
และเมื่อเรานำคำคำนี้มันใช้งาน มันจึงค่อย ๆ ก่อร่างสร้างกรอบความคิดให้กับเราว่า “Model” คือ สิ่งที่ดีงาม สมบูรณ์แบบ และเป็นสูตรสำเร็จหรือคำตอบของปัญหาต่าง ๆ ที่ทุกภาคส่วนสามารถนำสิ่งนี้ไปคัดลอกและใช้งานต่อได้ทันที
ซึ่งเมื่อเรามีท่าทีแบบนี้ต่อการใช้คำว่า “Model” มันจึงส่งผลให้กระบวนการคิดและสร้างสรรค์ Model ทั้งหลายกลายเป็นการรวบรวมความคิดที่สมบูรณ์ เป็นคำตอบ และสามารถทำซ้ำได้เรื่อย ๆ และเมื่อนำมาใช้งานจริง เราจะหลงลืมหรือละเลยเรื่องการสังเกตบริบทและสภาพแวดล้อมที่อยู่ตรงหน้าเรา จนทำให้เรามองข้ามสิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้เรื่องราวหรือสถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านั้นได้ง่ายเช่นกัน
แต่มันก็ยังมี Model อีกแบบที่ไม่ได้เน้นไปเรื่องของแนวคิด หลักการ หรือทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่ผสมผสานไปกับความเป็นตัวตนของผู้นำ กลุ่มคน หรือบริบทต่าง ๆ เข้าไปด้วย โดย Model แบบนี้อาจารย์ชัยวัฒน์เรียกว่า “Living Model”
Living Model คือแบบอย่าง แนวคิด หรือแนวปฏิบัติที่มาจากการแตกหน่อ ต่อยอดจากแนวคิด หลักการ ทฤษฎี หรือปรัชญาหลักของกลุ่มนั้น ๆ มาผสมผสานกับความเป็นตัวตนหรือบริบทต่าง ๆ จนทำให้เกิดวิถีปฏิบัติในรูปแบบเฉพาะที่เหมาะกับกลุ่มคน ชุมชน และพื้นที่นั้น ๆ ขึ้นมา ตัวอย่าง Living Model ที่เห็นได้ชัด ๆ ในประวัติศาสตร์ต่าง ๆ ที่ผ่านมา เช่น ในศาสนาคริสต์ที่มี 3 นิกายหลัก คือ นิกายคาทอลิก, นิกายออร์โธดอกซ์ และนิกายโปรเตสแตนต์ แต่ในนิกายเหล่านี้ก็ยังมีคริสตจักรย่อย ๆ ลงไปอีก เช่น ลูเทอแรน, เยซูอิต และอื่น ๆ ซึ่งมีแก่นคำสอนของแต่ละนิกายเป็นสำคัญ แต่มีคุณลักษณะหรือความเป็นตัวตนของผู้นำในแต่ละคริสตจักรเข้าไปผสมผสานจนเกิดเป็นแนวคิด แนวทาง หรือวิถีปฏิบัติของผู้คนหรือสมาชิกในคริสจักรเหล่านั้น
หรือในทางพุทธศาสนาที่มีสามารถแบ่งเป็น 2 นิกายใหญ่ ๆ คือ “เถรวาท” และ “มหายาน” แต่เมื่อนิกายเหล่านี้แผ่ออกไปในที่ต่าง ๆ ไปหลอมรวมกับความเชื่อ แนวคิด วิถีชีวิต และผู้คนตามที่ต่าง ๆ ก็มีการวิวัฒน์และเปลี่ยนแปลงไป เช่น วัชรยานในแทบทิเบต ชินโตในญี่ปุ่น และอื่น ๆ อีกมากมาย ส่วนในเมืองไทยในปัจจุบัน แม้เราจะบอกว่าเราเป็นพุทธแบบเถรวาทแต่หากดูในพิธีกรรมต่าง ๆ ก็จะรู้ว่ามันมีขนบแบบพราหมณ์ ขนบแบบศาสนาพื้นถิ่นเข้ามาผสมผสานอยู่มากพอสมควร หรือกระทั่งการแยกย่อยออกไปในสายวัดต่าง ๆ ที่แต่ละวัด แต่ละสำนักก็มีแนวทางและวิถีปฏิบัติที่ต่างกันออกไป แต่หลักใหญ่ใจความสำคัญก็ยังอยู่ที่ “พระธรรม” อันเป็นสัจจธรรมสูงสุดของศาสนาพุทธอยู่ดี
เราจะเห็นได้ว่า Living Model เป็นการผสมผสานของหลักปรัชญา ทฤษฎี แนวคิด หรือองค์ความรู้ที่เป็นพื้นฐานกับบริบทและวิถีชีวิตเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและเหมาะสมกับกลุ่มมากยิ่งขึ้น แต่การจะสร้างให้เกิด Living Model นี้ก็ไม่ได้หมายความว่าแค่มีผู้นำที่ฉลาด ๆ นำความรู้หรือปรัชญาไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหาแล้วก็จบกันไป เพราะอย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญของความเป็น “Living” คือ “การเปิดรับ การปรับตัว และความยืดหยุ่น” ซึ่งการจะสร้างสิ่งเหล่านี้ได้มันต้องอาศัยคุณภาพของความใส่ใจและการสังเกต อีกทั้งยังต้องมีความละเอียดประณีตในการมองเรื่องราวต่าง ๆ อย่างกระจ่างชัด ดังนั้นเรื่องการมีสภาวะจิตที่นุ่มนวลควรแก่งานนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก ๆ ในการสร้าง Model แบบนี้ขึ้นมา
หากลองมองตัวอย่างสังฆะของหลวงปู่ชาที่เริ่มจากพระเพียงสองรูปจนกระทั่งทุกวันนี้มีสาขามากมายทั่วโลก เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า Living Model ที่หลวงปู่ชาวางเอาไว้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของแนวปฏิบัติเพียงอย่างเดียว แต่หลวงปู่ยังให้ความสนใจกับเรื่องของความสัมพันธ์ การดูแลกันและกันในแบบกัลยาณมิตร ความรักและความเคารพกันตามธรรม ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันต้องอาศัยการบ่มเพาะ สังเกต เรียนรู้ และร่วมมองเพื่อการพัฒนาไปด้วยกันอยู่ตลอดเวลาเพื่อเป็นการดูแลสังฆะให้เกิดความแข็งแรงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ
คราวนี้เมื่อเราได้รู้และเข้าใจแล้ว Model ทั่วไปกับ Living Model มีหน้าเป็นอย่างไร ความเคยชินของคนทั่วไปอย่างเรา ๆ คือ “การเลือกข้าง” เพื่อจะนำสิ่งที่ดีที่สุดเข้ามาปรับใช้ในชีวิตหรือการงานของเราให้ได้มากที่สุด ผมอยากบอกเอาไว้แบบนี้ว่า Model ทั้งสองรูปแบบนี้ไม่ได้มีอะไรดีไปกว่าอะไรทั้งนั้น มันขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ลักษณะงาน และบริบทต่าง ๆ มากกว่าถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจกันอย่างง่าย ๆ อาจะบอกได้ว่า
Model ทั่วไป เป็นเหมือนยาเม็ดจำพวกแอสไพรินหรือยาเม็ดอื่น ๆ ที่มุ่งเป้าเฉพาะจุด ในขณะที่ Living Models เป็นยาสนุมไพรที่เน้นเรื่องสร้างภูมิคุ้มกัน แม้ออกฤทธิ์ช้า แต่เมื่ออกฤทธิ์แล้วก็จะปรับการดูแลร่างกายแบบองค์รวมได้ ทั้งสองมีประโยชน์มาก แต่ต้องใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม สำคัญคือคุณมองออกหรือเปล่าว่าสิ่งที่คุณกำลังคิด กำลังทำ กำลังเผชิญอยู่จำเป็นต้องยาแบบไหน ? ใช้อย่างไร ? และปริมาณเท่านั้นถึงจะสามารถจัดการกับโรคหรือปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
และไม่ว่าคุณสร้าง Model ทั่วไป หรือจะสร้าง Living Model ให้เกิดขึ้นก็ตามสิ่งที่คุณควรที่ให้ความสำคัญและพัฒนาอย่างต่อเนื่องนั่นคือของการดูแล “จิตใจ” นั่นเอง เพราะอยากเราเป็นคนที่มีสุขภาพจิตที่ดี เป็นคนร่าเริง เบิกบาน รู้ทัน และสามารถดูแลและจัดการอมรมณ์/ความรู้สึกของตัวเองได้ มันจะส่งผลให้เรามีจิตที่มีคุณภาพสามารถเรียนรู้เข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้ดี คิด อ่าน รับรู้ มองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน และเมื่อจิตเรามีกำลังมากพอก็จะเข้าสู่การที่จิตมีสมรรถนะที่ดี และเมื่อจิตมีสมรรถนะที่ดีก็สามารถยกระดับความรู้และแนวทางปฏิบัติการต่าง ๆ ให้สูงขึ้นได้เรื่อย ๆ แถมยังสามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น เข้าถึงปัญญาและสร้างคลื่นความสั่นพ้องที่สัมพันธ์กับธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์

มาสู่อีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจคือคือกระบวนการยกระดับจาก “กลุ่มนักเรียนรู้” สู่ “ชุมชนนักเรียนรู้และปฏิบัติการเชิงสังคมที่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริง” สำหรับผมแล้วเรื่องเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะมันไม่ใช่แค่การยกเครื่องระบบการทำงาน หรือการพยายามรีดให้คนทำงานต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่มันคือการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้และศักยภาพภายในตนเอง โดยมีความสนใจและตั้งใจในเรื่องราวนั้น ๆ เป็นพลังในการขับเคลื่อนและหล่อเลี้ยงพลังใจ เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการสำคัญอย่างแรกที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องจำเป็นมาก ๆ ที่เราต้องทำคือ “การได้หยุดเพื่อทบทวนสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา” เพราะการมีเวลาได้หยุดนิ่งสักพักเพื่อการทบทวนและใคร่ครวญถึงเรื่องราวหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนี่แหละเป็นเหมือนช่วงเวลาที่ทำให้เราได้กลับมาทบทบทวนชีวิตและภารกิจการงานอย่างจริงจัง การกลับมาสำรวจพลังชีวิต พลังกาย พลังใจของเราอีกครั้ง เป้าหมายการทำงาน ทรัพยากรที่มีอยู่ในมือ แนวคิด วิธีการ และกระบวนการทำงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไร อีกทั้งยังมีเวลาที่จะได้ประเมินสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์และก้าวเดินต่อไป และยิ่งหากเรามีกัลยาณมิตรที่ดีที่จะช่วยสะท้อนคิดและร่วมมองไปข้างหน้าแล้วก็ยิ่งจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ ๆ และอุดรูรั่วให้เราได้มากยิ่งขึ้น
สำหรับผมแล้วกระบวนการนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับนายพรานฝีมือดีที่ซุ่มซ่อนตัวเองเพื่อสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ป่าที่ตนกำลังล่า และเมื่อเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจึงค่อย ๆ ลอบวางกับดักอย่างแนบเนียนเพื่อดักกับสัตว์ตัวนั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องออกแรงมากจนเกินไป แต่กลับสามารถจับสัตว์ที่ต้องการได้อย่างง่ายดาย
คราวนี้กลับมาสู่การเรียนรู้ผ่านเรื่องราวของครูยงยศ ผมว่าอาจารย์ชัยวัฒน์ก็ใช้กระบวนการนี้กับครูยงยศด้วยเช่นกัน เพราะย้อนกลับไปเมื่อ 3–4 ปีก่อนหน้านี้ในวงสนทนาที่ร้านเฌอ คาเฟ่ (แถว MRT ลาดพร้าว) ในวงสนทนานั้นมีอาจารย์ชัยวัฒน์ ลุงมนตรี ครูยงยศ และผม จำได้ว่าตอนนั้นครูยงยศได้เล่าเรื่องการเริ่มต้นก่องานเรื่องเด็กพิเศษอย่างเป็นระบบมากขึ้น เริ่มไม่ได้ทำงานแบบเดียว ๆ แต่เริ่มชักชวนหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องมาร่วมสร้างการเรียนรู้เพื่อการดูแลและพัฒนาเด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างมีส่วนร่วมและเป็นระบบมากยิ่งขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ ในวันนี้อาจารย์ชัยวัฒน์ตั้งคำถามกับครูยงยศว่า “ยงยศคิดจะทำอะไรต่อไป ?” ดูเป็นคำถามที่ธรรมด๊า ธรรมดา แต่ผมว่า นี่คือจุดเริ่มต้นในการค่อย ๆ ชวนให้ครูยงยศได้กลับมาทำกการสำรวจตัวเอง (Self-Reflection) อีกครั้ง ขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนคำถามที่เชิญชวนให้ครูยงยศได้ปักหมุดหมายการทำงานของตัวเองในครั้งนี้หน่อยว่า “เป้าหมายของการทำงานในครั้งนี้แท้จริงคืออะไร” และค่อย ๆ เชิญชวนให้ครูยงยศได้ค่อยสังเกตการเคลื่อนตัวและการขยายของงานนี้ไปเรื่อย ๆ พร้อมกับมองหาสถานที่ และผู้คนที่มีความสนใจที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกัน
พอมาถึงวันนี้… ครูยงยศกลับมาเล่าเรื่องราวความคืบหน้าและการเติบโตในการทำงานด้านเด็กพิเศษที่จังหวัดน่าน มีหน่วยงาน องค์กร และภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ให้ความสนใจและต้องการที่จะเข้ามาเพื่อสนับสนุนงานนี้ และมีคนที่น่าสนใจที่จะเข้ามาขอติดตามเพื่อสังเกตการณ์ ร่วมเรียนรู้กระบวนการการทำงาน และเป็นแนวร่วมในการก่องานจริงก็เป็นเหมือนสัญญาณที่บอกว่าถือเวลาที่ครูยงยศจะต้องยกระดับการเรียนรู้และกระบวนการทำงานให้เข้มข้นขึ้นไปอีกขั้น ดังนั้นคำถามของอาจารย์ชัยวัฒน์ในเช้าวันนี้จึงเป็นการตั้งคำถามเพื่อให้ครูยงยศได้สำรวจตัวเองและมองเห็นบริบทของงานของตัวเองให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าจากนี้ไม่ใช่แค่ “ยงยศ” จะทำอะไรแล้ว แต่มันต้องเปลี่ยนคำถามใหม่คือ “ยงยศ” จะจุดประกายให้ผู้คนเกิดแรงบันดาลใจและการเรียนรู้ได้อย่างไร ? และจะทำอย่างไรเพื่อที่จะขับเคลื่อนงานด้านเด็กพิเศษในจังหวัดน่านให้ได้อย่างเป็นระบบ แม้ในวันที่ครูยงยศไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้นแล้วนี่คือหมุดหมายสำคัญอย่างหนึ่งในการทำงานครั้งนี้
หากเราจะนำเรื่องราวการสนทนาของครูยงยศกับวงกับถอดเป็นการเรียนรู้ ผมว่ามันมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการตั้งคำถามของอาจารย์ชัยวัฒน์ไปถึงเรื่องแนวทางการยกระดับการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพภายในตนเองสู่การทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างได้ผล ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนมีเรื่องราวที่น่าสนใจซ่อนอยู่มากมาย
ผมขอเริ่มต้นจากเรื่องเล็ก ๆ แต่สำคัญมาก ๆ อย่างการตั้งคำถามของอาจารย์ชัยวัฒน์ก่อนละกันนะครับ อะไรคือเหตุผลที่อาจารย์ชัยวัฒน์ต้องทิ้งเวลาไว้ถึง 3–4 ปี แล้วค่อยมาตั้งคำถามเรื่องกระบวนการยกระดับการทำงานของครูยงยศ ทำไมอาจารย์ไม่ถามตั้งแต่ตอนนั้นไปเสียเลยล่ะ ?
หากเราย้อนกลับไปอ่านเรื่องราวของครูยงยศให้ดี ๆ ผมคิดว่าเราก็น่าจะพอตอบได้ในระดับหนึ่งนั่นคือในตอนแรกที่ครูยงยศก่องานขึ้นมาก็เปรียบเหมือนช่วงเวลาที่ได้ไปทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ๆ ในพื้นที่ใหม่ แม้ใกล้ชิดแต่ก็ยังไม่สนิทสนมกันถึงขนาดที่จะกระโดดเข้ามาก่อการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ นี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่เรามองเห็นได้จากเรื่องราวที่ครูยงยศได้เล่าออกมา แต่นอกจากนี้แล้วมันก็ยังมีปัจจัยอื่น ๆ อีก เช่นการได้พบกับสถานที่ที่ใช่ คนที่ใช่ที่มีความสนใจและความตั้งใจในการจะเข้ามาร่วมทำงานนี้อย่างจริงจัง และความพรั่งพร้อมภายในของครูยงยศเอง เมื่อเหตุปัจจัยเหล่านี้สุกงอมในจังหวะ เวลา และโอกาสที่เหมาะแล้ว เมื่ออาจารย์รับรู้ถึงสัญญาณเหล่านี้จะตั้งคำถามออกไปเพื่อให้เกิดการคิดใคร่ครวญเพื่อก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่ ในทางกลับกัน หากอาจารย์ถามคำนี้เสียตั้งแต่ครั้งแรกที่คุยกันนอกจากไม่ได้ผลอะไรแล้ว อาจจะทำให้ครูยงยศเกิดความสับสนและไม่ชัดเจนในกระบวนการทำงานมากขึ้นไปอีกก็ได้
อีกเรื่องที่น่าสนใจคืออาจารย์ชัยวัฒน์มักเน้นย้ำถึงเรื่องการค้นหา “งานที่ใช่” “ คนที่ใช่” และ “สถานที่ที่ใช่” ให้พบ สิ่งนี้สำคัญอย่างกับกระบวนการทำงาน และเกี่ยวข้องอะไรกับ Personal Mastery ?

ผมว่ากราฟนี้นี้ที่อาจารย์ชัยวัฒน์วาดเอาไว้มันตอบคำถามนี้ได้อย่างชัดเจนระดับหนึ่งเลยที่เดียว เพราะทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงหรือการทำงานใด ๆ สักงานหนึ่งถ้าเป็นงานที่เรารัก เราชอบ เราสนใจ หรือเราทำมันด้วยความตั้งใจแล้ว เราก็พร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อม ๆ กับมันอยู่เสมอ แต่ถ้าในทางตรงกันข้าม มันเป็นงานเราไม่สนใจ มองไม่เห็นคุณค่า รู้แต่ว่ามันจำเป็นต้องทำ ยิ่งทำยิ่งฝืน ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย นอกจากจะไม่เกิดการเรียนรู้แล้ว ก็ยังไม่เกิดการพัฒนาไปได้อีก
ดังนั้นการได้ค่อย ๆ ค้นพบงานที่เราชอบ งานที่เราสนใจ หรือเป็นงานที่สอดคล้องกับเรื่องราวที่เราให้ความสำคัญ มันเป็นแรงผลักดันด่านแรกที่ทำให้เรารู้สึกดีและมีพลังที่จะได้ทำงานนั้น ๆ เมื่อเราทำงานด้วยความรู้สึกที่ดีและมีพลัง มันจะทำให้เราให้ใส่ใจ สนใจ และเรียนรู้ที่จะทำและพัฒนาตัวเอง พัฒนางานของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ และหากเรามีเพื่อนร่วมงานที่ดี ดูแลความสัมพันธ์ในทีมมได้ดี และสามารถออกแบบหรือไปอยู่พื้นที่ที่ส่งเสริมการทำงานที่เหมาะสมกับเรามันก็ยังผลักดันให้เราทำงานได้อย่างสนุกสนานมากยิ่งเป็นเท่าทวีคูณ
ดั่งพุทธภาษิตใน ส.ค.ส. พระราชทานของสมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบันที่มีความว่า
สทฺธา สาธุ ปติฏฺฐิตา ศรัทธาตั้งมั่นแล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ
เพราะเมื่อคนเราได้ทำในสั่งที่ฉัน ในสิ่งที่สนใจ หรือสอดคล้องกับสิ่งที่ตนให้คุณค่า มันย่อมเป็นค่าของงานที่ตนกำลังอยู่ และเกิดความตั้งมั่นในการทำงานนั้นอย่างเต็มกำลังและสุดความสามารถพร้อมที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องได้ เมื่อเรามีความเชื่อมั่นและศรัทธาในงานของเราแล้ว ไม่ว่าเรื่องยากแค่ไหนเราก็พร้อมที่จะทำประโญชน์ให้สำเร็จให้ได้ในที่สุด
หากเราดูจากบบทเรียนของครูยงยศในการขับเคลื่อนงานที่จังหวัดน่าน เราก็จะพบว่าครูยงยศได้ไปอยู่ในสถานที่ที่ใช่คือจังหวัดน่าน สัญญาณที่บอกว่านี่คือสถานที่ที่ใช่คือการที่มีหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ ให้ความสนใจและสนับสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ การได้พบคนที่ใช่คือการที่ครูยงยศได้รับการติดต่อของคนในพื้นที่จังหวัดน่านว่าจะขอมาติดตามเพื่อสังเกตและการเรียนรู้การทำงานภาคสนามในการขับเคลื่อนและดูแลเด็กพิเศษ และสุดท้ายครูยงยศกำลังทำงานที่ใช่ คืองานที่ตัวเองสนใจ ให้ความสำคัญ และเป็นงานที่มีความสอดคล้องกับเรื่องที่ครูยงยศให้คุณค่า และนี่คือสัญญาณความพร้อมที่ครูยงยศได้มองเห็นและได้สัมผัส
ขณะเดียวกันถ้าให้ผมลองเดาความรู้สึกของครูยงยศ (ซึ่งมันอาจจะเป็นสิ่งที่ผมคิดไปเองก็ได้นะ) ผมคิดว่าในช่วงเวลานี้ตัวครูยงยศเองก็น่าจะรู้สึกถึงสัญญาณของการขยายาตัวและการเปลี่ยนแปลงมากยิ่ง เพราะช่วงระยะหลัง ๆ เวลาที่ได้สนทนากันเหมือนครูยงยศรับรู้สึกข้อจำกัดในการทำงานแบบที่กำลังทำอยู่ และรับรู้ถึงแนวทางที่จะต้องเรียนรู้เพื่อการยกระดับการทำงานให้สูงขึ้น เข้มข้นมากยิ่งขึ้น และจากนี้ไม่สามารถที่ทำงานด้วยตัวคนเดียวได้อีกต่อไป นี่คือเสียงแห่งโชคชะตาที่กำลังมาเคาะประตูเพื่อเชิญชวนให้ครูยงยศก้าวไปข้างหน้าต่อไป
การพูดแบบนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องน่าสนุกและงดงาม แต่ในสถานการณ์จริงของชีวิตแล้วไม่มีอะไรเป็นเช่นกันหรอก ในวงสนทนาครูยงยศก็ได้เล่าถึงความหวั่นไหวและความไม่ค่อยมั่นใจให้พวกเราได้รับรู้ และผมว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ครูยงยศจะต้องใช้เวลาสักพักเพื่อการทบทวน เผชิญหน้ากับความหวั่นไหว และตัดสินใจที่จะเลือกเส้นทางเดินของตัวเอง พวกเราในฐานะกัลยาณมิตรทำได้เพียงอยู่ร่วมและส่งกำลังใจให้และพร้อมที่จะสนับสนุนกันอยู่เสมอ

มาสู่อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการยกระดับจาก Ordinary Level สู่ Higher Level หากเราจะนำเรื่องราวของครูยงยศมาถอดเป็ยการเรียนรู้ในเรื่องการยกระดับตัวเองสู่ Higher Level ผมว่ามันชัดเจนดีเหมือนกันนะ
ผมได้มีโอกาสที่จะสัมภาษณ์ครูยงยศในหัวข้อการเดินทางบนเส้นของเพื่อนนักพัฒนาเด็กพิเศษ มันทำให้ผมเห็นแนวทางและพัฒนาการในการทำงานของครูยงยศมาเรื่อย ๆ อย่างที่เล่าให้ฟังตั้งแต่ช่วงต้นว่าแต่เดิมครูยงยศค่อนข้างที่จะเน้นงานแบบเอาตัวเข้าไปเพื่อกระตุ้นหรือสร้างการตระหนักรู้ให้กับหน่วยงานต่าง ๆ สนมาสนใจเรื่องประเด็นเด็กพิเศษ ที่ผ่านมาก็มีเครือข่ายหรือผู้คนที่สนใจเข้ามาร่วมทำงานด้วยกันอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเรื่องรายบุคคล หรือกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ ยังไม่สามารถจะขยายผลสู่ระดับที่ใหญ่ขึ้น กว้างขึ้นได้ แต่เนื่องด้วยครูยงยศมีความศรัทธาตั้งมั่นในงานนี้จึงยังมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเดินบนเส้นทางไปเรื่อย ๆ พร้อมกับคอยเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเป็นระยะ ๆ
หากเปรียบเทียบกับรูปภาพที่อาจารย์ชัยวัฒน์วาดไว้ ตอนนี้ครูยงยศเดินทางขึ้นมาถึงบันไดจุดพักคอย ซึ่งครูยงยศก็เดินทางบนบันไดพักนี้จนมาพบกับบันไดขึ้นต่อไปแล้ว เมื่อได้เดินทางมาถึงจังหวัดน่าน และการที่ครูยงยศจากก้าวต่อไปครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ขยับขยายงานเหมือนครั้งที่ผ่าน ๆ มา แต่มันเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ต้องทำงานกับสภาวะและความหวั่นไหวภายใน อีกทั้งยังต้องจับจังหวะและรับรู้ถึงสัญญาณของการเคลื่อนไปของงานอีกด้วย จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนตัวสู่ Higher Level ไม่ใช่การขยายตัวของงานเพียงอย่างเดียว แต่มันยังเป็นการขยายหน้าที่ ความรับผิดชอบ และขยายพื้นที่ของหัวใจให้เปิดกว้างมากขึ้น งานที่คิดว่าทำไม่ได้ ซับซ้อน ยุ่งยาก บัดนี้อาจถึงเวลาที่เราต้องค่อย ๆ ตั้งสติเพื่อการเรียนรู้และพัฒนาแล้วก็ได้
อีกตัวอย่างที่น่าสนใจคือผมนึกถึงครั้งหนึ่งที่ได้อาจารย์ชัยวัฒน์ ลุงมนตรี และผมไปนั่งสนทนาในร้านอาหารญี่ปุ่น (แถวบ้านอาจารย์ชัยวัฒน์) อาจารย์ชัยวัฒน์เล่าให้ฟังถึงเรื่องการฝึกท่าพื้นฐานของอาคิโดที่ต้องทำไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเบื่อหน่ายแค่ไหนก็ต้องทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งทำท่าทางได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่ว เกิดความเข้าใจและเข้าถึงบางสภาวะภายในในกระบวนท่านั้นได้อย่างชัดเจน
หากนำเรื่องนี้มาถอดเป็นบทเรียนในเรื่องของ Personal Mastery เราจะเห็นบันไดขั้นแรกสุดคือการได้เข้าเรียนรู้ท่าทางของอาคิโด ต่อมาคือการฝึกฝนแต่ละท่าอย่างต่อเนื่อง และฝึกไปเรื่อย ๆ การฝึกแบบนี้ต้องก็เปรียบเหมือนกันการเดินอยู่บนบันไดขึ้นเดิมไปเรื่อย ๆ เรามีทางเลือกคือการทำส่ง ๆ ไปก็ได้ หรือ เราจะตั้งใจในการฝึกและค่อย ๆ ทำมันด้วยความตั้งใจและใส่ใจในการทำ ไม่ว่าจะเลือกทางไหนต้องไปลืมว่าปลายที่จะได้รับก็ไม่เหมือนกัน เพราะถ้าเราทำส่ง ๆ ไปเราก็อาจจะได้รับ Personal Mastery ที่แม้จะพัฒนาแต่ก็ไม่แข็งแรงมากนัก ในทางตรงกันข้าม หากเราทำด้วยความใส่ใจ ในระหว่างทางเราอาจจะได้เกี่ยวกับและเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ไปด้วยก็ได้ และเมื่อถึงปลายทางมันทำให้เราเข้าใจสภาวะต่าง ๆ ได้ชัดเจนมากขึ้น
ดังนั้นเราอาจจะบอกได้ว่าคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าถึง Personal Mastery ได้อย่างมีคุณภาพนั่นคือ “GRIT” อย่างที่ Angela Duckworth ได้นิยามเอาไว้ว่า “GRIT” = Passion (ใจรัก) + Perseverance (ความทรหดอดทน) ก็คงไม่ผิดอะไรเลย
ที่ผ่าน ๆ มาผมอาจจะพูดถึงระดับปัจเจกบุคคล (คือตัวครูยงยศ) มากพอสมควร คราวนี้ถ้าเราจะมายกระดับคุณภาพการเรียนรู้จากภายในของแต่ละคนไปสู่ทีมอะไรคือสิ่งสำคัญ ?
สำหรับผมแล้ว… ทุกเรื่องที่เราคุยกันมาตั้งแต่ตอนต้นจนกระทั่งถึงตรงนี้ แม้พูดถึงเรื่องปัจเจกบุคคลเป็นส่วนใหญ่ แต่มันสะท้อนถึงเรื่องความเป็นทีมด้วยทั้งนั้น อยากแรกที่น่าสนใจ คือ เมื่อมนุษย์มารวมตัวทำงานร่วมกันภาษาและการสื่อสารจึงเป็นเรื่องจำเป็นมาก ๆ คำถามสำคัญคือ ทุกวันนี้เราสนทนากันแบบไหน ?
คำว่า “สนทนา” ในที่นี้ ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องการพูดเพียงอย่างเดียว แต่ผมรวมถึงเรื่องการฟังด้วย ในพื้นที่การพูดคุยกันการพูดและฟังของพวกเราเป็นอย่างไรกันบ้าง เราให้ความสำคัญใส่ใจกับการสนทนามากน้อยแค่ไหน ? เรามีรูปแบบการสนทนาการอย่างไร ? และการสนทนานั้นเป็นการสนทนาที่ทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้น ดูแลกันและกันได้ขึ้นหรือเปล่า ?
อย่างที่สองเราอยู่ร่วมกันบนวิถีทางแบบไหน ? เราอยู่ในพื้นที่ที่ส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานของกันและกัน หรือเรากำลังอยู่ในสมรภูมิอยู่ตลอดเวลากันนะ ? เรามีโอกาสที่ได้มาทบทวนและร่วมมองวิถีการอยู่ร่วมของพวกเราได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร ? พื้นที่นั้น ๆ เป็นพื้นที่ที่เป็นยังคงเป็นส่วนหนึ่งจริงหรือเปล่า ?
อย่าลืมนะว่า “การทำงานในพื้นที่ที่ใช่” เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง หากเราไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ใช่ แต่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เราจะร่วมกันออกแบบพื้นที่หรือวิถีการอยู่ร่วมกันอย่างได้อย่างได้ นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่เราควรให้ความใส่ใจ
อย่างที่สามผมคิดว่าตลอดบทความผมพูดถึงคำคำนี้บ่อยพอสมควรนะ คือเรามีเวลาและพื้นที่เพื่อการทบทวน ใคร่ครวญ และร่วมสังเกตการณ์สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาน้อยเพียงใด และเราพื้นที่ที่ได้ใคร่ครวญกับตัวเองบ้างไหม ? สำหรับผมแล้วก็ที่ได้ทำ Self-Reflection และ Team Reflection เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ เพราะมันเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทำให้เราเกิดการเรียนรู้ มองเห็น เข้าใจ และสามารถคาดการณ์ หรือจับจังหวะของแนวโน้มสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น
และสุดท้ายหัวใจสำคัญของเรื่องราวต่าง ๆ ที่เราพูดมาทั้งหมดก็คือการดูแลและให้ความสำคัญกับชีวิตในสามแดนนั่นคือแดนสัมพันธ์ แดนจิต และแดนปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ “แดนจิต” ที่เป็นตัวกลางในการรับรู้และสรรค์สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะเราสามารถดูแลรักษาจิตของเราให้ร่าเริง เบิกบานเข้าไว้จะช่วยให้เรามีสุขภาพจิตที่ดี คุณภาพจิตที่ยอดเยี่ยม และเข้าถึงสมรรถนะแห่งจิตที่สมบูรณ์ได้ และไม่ว่างานอะไรก็สามารถสร้างสรรค์และจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้นการจะยกระดับการเรียนรู้และการสร้างชุมชนนักปฏิบัติการ (Community of Practice) สู่ชุมชนนักปฏิบัติการแห่งความมุ่งมั่นตั้งใจ (Community of Commitment) สิ่งสำคัญอย่างแรกที่เราจำเป็นต้องให้ความสนใจและใส่ใจคือการบ่มเพาะชีวิตในสามแดนอย่างมีคุณภาพ และการสร้างระบบนิเวศและพื้นที่การทำงานร่วมกันที่มีชีวิตชีวาอยู่เสมอนั่นเอง
สุดท้ายเรื่องที่ผมอยากพูดถึงก็คือบทบาทของอาจารย์ชัยวัฒน์ในฐานะ Coach หรือ Mentor ขออนุญาตใช้คำที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้กันหน่อยเพราะมีเรื่องที่น่าสนใจอยู่ในปประเด็นนี้มากพอสมควร ในยุคที่ใคร ๆ ก็เรียน Coach และสามารถเป็น Life Coach ได้ ต้องบอกก่อนว่าผมไม่ได้มีปัญหาอะไรกับ Life Coach หรือ Coaching นะ เพราะผมเองก็มีพี่ ๆ ที่รู้จักเป็น Life Coach ที่มีความรู้ความสามารถ และผมเชื่อว่าทักษะการ Coaching เป็นทักษะที่สามารถช่วยคนได้จริง ๆ แต่คำถามของผมคือว่าเราจะใช้ทักษะนี้อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ?
ต้องบอกแบบนี้ว่าผมเองมีโอกาสเรียนโค้ชแบบเต็มกระบวนการแค่ 1 ครั้งในชีวิต นอกนั้นจะเรียบแบบทักษะพื้นฐานของความเป็นโค้ช ดังนั้นผมไม่มีมีความรู้อะไรที่ลึกซึ้งขนาดนั้น แต่การได้เข้ามาร่วมเรียนรู้กับพี่ ๆ และอาจารย์ชัยวัฒน์ทำให้เริ่มสังเกตและคิดทบทวนว่าเราจะทำให้การโค้ชหรือการให้คำปรึกษามีคุณภาพมากกว่าเดิมได้อย่างไร ?
คราวนี้หากผมติดป้ายอาจารย์ชัยวัฒน์ (พี่ชายใหญ่ของวง) เป็น Coach และลองถอยออกมาเป็นผู้สังเกตการณ์เพื่อที่จะถอดกระบวนการว่า Coach ชัยวัฒน์ มีกระบวนการ Coaching อย่างไรบ้างนะ ?
เริ่มต้นจากเรื่องการฟังก่อนเลย แน่นอนพื้นฐานของ Coach คือการ Deep Listening ผมมักสังเกตว่าการ Deep Listening ของอาจารย์ไม่ใช่แค่การฟังไปที่เรื่องราวเพียงอย่างเดียว แต่อาจารย์จะค่อย ๆ ทั้งเรื่องราว น้ำเสียง ภาษาที่ใช้ และความรู้สึกของ Coachee อาจารย์จะฟังอย่างตั้งใจและใส่ใจในเรื่องราวให้ได้ที่สุด
การตั้งคำถามระหว่างทางเป็นการตั้งคำถามบางอย่างเพื่อให้ Coachee ได้อธิบายข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มเติม และอาจารย์มักใช้คำถามที่มีรูปแบบภาษาที่ใกล้เคียง หรือคิดทำให้ Coachee คนนั้น ๆ เข้าได้มากที่สุด
การจับจังหวะ การช้อนประเด็น และยกเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ผ่านการตั้งคำถามอย่างลงลึกและเข้มข้น อันนี้เป็นศิลปะที่น่าสนใจมากว่าอาจารย์มักจะเข้าไปแทรก หรือเสริมบางเรื่องราว และจับประเด็นการสนทนาได้อย่างแม่นยำ และนำประเด็นมาตั้งคำถามได้อย่างลุ่มลึกต่อได้ และคำถามของอาจารย์ไม่ใช่การถามไปเรื่อย ๆ แต่เป็นอาจารย์มีกระตุกให้เราหยุดและคิดทบทวนเรื่องราวต่าง ๆ ให้ดีอีกครั้ง และในหลาย ๆ คำถามที่อาจารย์มอบให้อาจารย์มักดูจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมก็ที่จะถามออกไป หรือบางครั้งก็ทิ้งคำถามนี้ไว้ให้เราค่อย ๆ สังเกตไปด้วย
สัดส่วนของการตั้งคำถาม เล่าเรื่องราว บอกคำตอบ ปล่อยให้เกิดพื้นที่ว่าง ชวนให้คิด หรือการหยอกเย้าเพื่อสร้างบรรยากาศ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ผมประหลาดใจในตัวอาจารย์มาก ๆ เพราะหลายครั้งที่เรามักต้องกับดักว่าเป็น Coach ต้องตั้งคำถาม ห้ามบอก แต่หลายครั้งที่อาจารย์ก็พูดถึงคำตอบแบบโต้ง ๆ ออกมาเลย แต่เมื่อให้ไปแล้วกลับขมวดเข้ามาเพื่อชวนคิดและใคร่ครวญต่อได้อย่างอีก หรือการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เชื่อมโยงประวัติที่ทำให้เราได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มายิ่งขึ้นเป็นการเปิดมุมมองโดยไม่ต้องพูดอะไรอีก หรือการตั้งคำถามทิ้งไว้ให้คิด การหยอกเย้าหรือเสียงหัวเราะของอาจารย์ที่อยู่ ๆ ก็ทำให้วงตื่นและสนุกสนานขึ้นมาได้เฉยเลย
นี่คือสิ่งที่ผมสังเกตเห็นจากสิ่งที่ Coach ชัยวัฒน์ทำ แต่สิ่งสำคัญที่ผมอยากไฮไลท์เอาไว้หน่อยคือสิ่งที่ผมสัมผัสได้จาก Coach ชัยวัฒน์ (ซึ่งเป็นความคิดเห็นของผมนะ อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด)
อย่างแรกคืออาจารย์สร้างการ Rapport ผ่านความสบาย ๆ ของตัวเอง และทุกครั้งที่มีโอกาสได้ไปสนทนากับอาจารย์ อาจารย์ให้ความสำคัญกับเรื่องบรรยากาศมาก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกร้านอาหารหรือมุมที่นั่งหรืออะไรก็ตาม ถ้าเลือกไม่ได้อาจารย์สร้างบรรยากาศด้วยการเชิญชวนให้มีส่วนร่วม สั่งอาหารหรือทำนั่นนี่สบาย ๆ ก่อนเสมอ
ในการฟังอาจารย์ไม่ได้เกาะอยู่กับเรื่องราว แต่อาจารย์พยายามฟังและทำความเข้าใจ ซักถามเพื่อให้รับรู้เข้าใจในภูมิหลังและบริบทต่าง ๆ อาจารย์พยายามจะมองให้ระดับสายตาที่ใกล้เคียงกับมองเขามากที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ และอาจารย์ให้ความสำคัญกับการมองไปรอบ ๆ ด้วย
สามทำให้จิตใจมีความพร้อม ผ่อนคลาย และเปิดรับอยู่เสมอ ผมคิดว่านี่เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้มันเกิดบุคลิกภาพและเห็นวิธีการหรือแนวทางต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้กัยแต่ละคนอยู่เสมอ
อย่างสุดท้ายคือมุ่งมั่นในจิตของอาจารย์ทุกครั้งที่เห็นอาจารย์นำกระบวนการ หรือสนทนากับใคร ผมมักจะสัมผัสกับมุมนี้ของอาจารย์ได้อยู่บ่อย ๆ มันเป็นสิ่งที่ออกมาจากบุคลิกภาพ ท่าทาง และแววตาที่อาจารย์มองลูกศิกษ์แต่ละคนด้วยความรักและความเมตตา ปรารถนาที่จะทำให้พวกเขาได้พัฒนาตัวเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป
นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าผมสัมผัสได้จากความเป็น Coach ชัยวัฒน์ คราวนี้ถ้าเราเอาคำว่า Coach ออกไปก่อน และมองว่านี่คือการสนทนากันแบบหนึ่งผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่อาจารย์เชิญชวนให้พวกเราได้ทำอยู่เสมอคือการได้หยุดนิ่งสักพัก เพื่อทบทวน และฟังเสียงของตัวเองชัดเจน ๆ ก่อน และเมื่อเราได้พูดเสียงนั้นผ่านความรู้สึกของเราจริง ๆ มันจึงสร้างกลายเป็นพลังและแรงบันดาลใจให้กับเราได้โดยอัตโนมัติ และหลังจากนั้นคือการบ่มเพาะให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในเนื้อในตัวอย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพจริง ๆ นี่คือสิ่งที่ได้เรียนรู้จากอาจารย์และวงสนทนาในวันอาทิตย์ที่ผ่านครับ
หวังว่าผู้อ่านจะได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อยจากบทความชิ้นนี้นะครับ :)