20251225144129.png

ฉันเป็นหนึ่งคนที่หลงใหลและหลงรักในหนังสือมาก ๆ และชอบมากกว่าคือการซื้อหนังสือมา “ดอง” ไว้ 55555 ต้องสารภาพว่ามีหลายเล่มมาก ๆ ที่ซื้อมาไว้ก่อนก่อนแต่ยังไม่ได้อ่าน จนเมื่อต้นปีที่ผ่านต้องบอกกับตัวเองว่า “ถ้าเวลาที่เราต้องหยิบจับมานั่งอ่านดูบ้างแล้วหละ ก่อนที่เราจะโดนกองดองทับตายเสียก่อน”

แต่เมื่อหนังสือมีเยอะปัญหาต่อมาคือไม่รู้จะเริ่มอ่านจากอะไรก่อนดี แต่พลันสายตาก็แว้บไปเจอหนังสือเล่มเล็ก ๆ ที่แถมมากับหนังสือเล่มหนาชื่อว่า โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน โดย สำนักพิมพ์ Openbooks ก็เลยคิดว่าเริ่มจากเล่มนี้ละกัน เพราะเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ คงใช้เวลาอ่านไม่นาน

แต่ทันทีที่เปิดอ่านกลับพบความพิเศษตั้งแต่คำนำไปยันเนื้อหหาภายในเล่มที่ยิ่งอ่านยิ่งสนุก ยิ่งอ่านยิ่งเชิญชวนให้ขบคิดและเชื่อมโยงถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตมากมายกลายเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ ที่ต้องมานั่งค่อย ๆ อ่านเพื่อซึมซับพลังงานดี ๆ องค์ความรู้ต่าง ๆ บรรยากาศ คำสอน และคลื่นพลังงานที่เป็นบวกจากหนังสือนี้

แม้เป็นหนังสือที่ดีมากเพียงใด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นหนังสือที่มีภาษาและเนื้อหาเชิงธรรมะอย่างหนักแน่น หากให้อ่านหนังสือธรรมะที่แจกเป็นธรรมทานตามโรงเจหรือสำนักปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็คงจะคุ้นชินกับภาษาและวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้ได้เป็นอย่างดี แต่นี่แหละที่เป็นความพิศวง งงงวยสำหรับเราว่า “ทำไมถึงชอบเล่มนี้นัก”

ด้วยคำถามสำคัญนี้แหละ… ที่นำมาสู่การเขียนบทความนี้ในบล็อกของตัวเองขึ้นมา เพราะอยากลองมานั่งคิดทบทวนและใคร่ครวญอยู่เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา ถึงแม้ว่าเราจะอ่านหนังสือเล่มนี้ยังไม่จบก็ตามที (จริง ๆ อ่านไปเกือยครึ่งเท่านั้นเอง ยังห่างไกลกับคำว่าจบมากเลยที่เดียว 5555555) มาเริ่มต้นกันดีกว่า

อะไรทำให้เราตกหลุมรักหนังสือของท่านเหลี่ยวฝาน ?

ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้เราว่ามันมีหลายองค์ประกอบมาก ๆ ที่เราอาจจะต้องค่อย ๆ สืบค้นและสำรวจไปสักระยะ เพื่อให้พบเบาะแสหรือเค้าโครงคำตอบของเราจริง ๆ งั้นเราเริ่มต้นจากการสืบค้นด้วยคำถามง่าย ๆ ก่อน

จุดประประทับใจในหนังสือเล่มนี้ คือ…

ถ้าพูดถึงจุดประทับใจในหนังสือเล่มนี้คืออะไร หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือธรรมะเล่มเล็ก ๆ บาง ๆ ที่มีภาษาที่สำหรับเราแล้วค่อนข้างอ่านง่าย ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อนมากเท่าไหร่นัก แต่มีความลึกซึ้งอยู่ในแต่ละประโยค ซึ่งนี่อาจจะถูกจริตกับตัวเรามาก ๆ

จุดประทับใจที่สองคือ แม้จะเป็นหนังสือธรรมะ แต่ก็เป็นหนังสือธรรมะเชิงปฏิบัติการ ไม่ได้เน้นมนตราหรือพิธีกรรมอะไรมากมาย เหมือนเป็นการบอกเล่าแนวทางการปฏิบัติตนตามหลักพุทธในวัฒนธรรมประเพณีแบบจีนโบราณที่มีคุณค่าและเต็มไปด้วยความงดงาม ประณีต และละเอียดอ่อนในแต่ละขั้นตอน เป็นแนวปฏิบัติที่เข้าใจได้ด้วยเหตุและผล ไม่ใช่แค่เพียงการบอกให้เชื่อแล้วปฏิบัติตาม

จุดประทับใจที่สามคือ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่การสาธยายธรรมด้วยคำยาก ๆ อย่างที่บอกไปในจุดประทับใจที่สอง หนังสือเล่มนี้เท่าที่อ่านมามีคำยากต่อความเข้าใจอยู่น้อยมาก ๆ เน้นการปฏิบัติจริงเสียส่วนใหญ่ อ่านไปก็เพลินตามสนุกดี แต่มีให้คิดอยู่ทุกขณะ

จุดประทับใจที่สี่คือ หนังสือเล่มนี้เหมือนฟังพ่อสอนลูกอยู่จริง ๆ ในคำนำของผู้เขียนก็บอกไว้ชัดว่าหนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกของท่านเหลี่ยวฝานที่เขียนไว้เพื่อสอนลูกหลาน ดังนั้นสรรพนามที่ใช้แทนตัวท่านผู้เขียนคือคำว่า “พ่อ” และแทนผู้อ่านว่า “ลูก” จริงเหมือนเป็นการนั่งฟังผู้ใหญ่เล่าเรื่องอยู่จริง ๆ

แต่บางทีอ่านแล้วก็ง่วง ๆ อยู่เหมือนกันนะ เพราะบางครั้งการเล่าเรื่องของผู้ใหญ่บางอย่างมันย๊าว ยาว แต่เมื่อผ่านช่วงความง่วง ๆ นั้นไปได้จะค่อย ๆ สนุกขึ้นมาเลย 55555 อันนี้แถมเป็นข้อความระวัง

ลองมาสรุปความประทับใจทั้ง 4 จุดแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ ภาษาที่ใช้อ่านง่าย ตรงไปตรงมา / เนื้อหาเน้นไปที่การปฏิบัติ / เป็นหนังสือธรรมะที่ไม่ใช่การสาธยายธรรมแบบยาก ๆ / เหมือนได้อ่านบันทึกหรือจดหมายถึงพ่อทิ้งให้ลูกจริง ๆ และนี่เป็นความประทับใจของเราที่มีต่อหนังสือเล่มนี้

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือจุดประทับใจที่ 4 คือ “เหมือนได้อ่านบันทึกหรือจดหมายถึงพ่อทิ้งให้ลูกจริง ๆ” ตรงนี้ทำให้เราคิดต่อว่า…

ที่ผ่าน ๆ เราเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับพุทธธรรมในรูปแบบไหนมาบ้างนะ ?

จริง ๆ ต้องบอกว่า “เราได้เรื่องราวการเข้าวัดเข้าวามาจากที่บ้านเต็ม ๆ เลยนะ เพราะตอนเด็ก ๆ ปู่ชอบพาเราไปไหว้พระที่นั่นที่นี่อยู่บ่อย ๆ ทำให้เราไม่แปลกกับเรื่องวัดเรื่องพระเรื่องพิธีกรรมทางศาสนาเท่าไหร่นัก”

พอโตมาก็เรียนรู้เรื่องธรรมะจากการอ่านหนังสือเริ่มจากการ์ตูนเรียงมาเรื่อย ๆ จนเป็นหนังสือธรรมะต่าง ๆ เรื่อยมา แต่เมื่อถามตัวเองจริง ๆ ว่าถ้าเรียนธรรมะแบบเป็นเรื่องเป็นราว (ที่ไม่ใช่เรียนในโรงเรียนอะ) เริ่มได้อย่างไร ?

ต้องบอกว่าเราได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงพุทธธรรมจากพี่สาวและอาจารย์ของพี่สาว โดยเราเรียกท่านว่า “แม่ใหญ่” นั่นหมายความว่า “เราเริ่มต้นเรียนรู้พุทธธรรมจาก “ผู้หญิง” มาก่อนนั่นเอง” และส่วนใหญ่แล้ว พุทธธรรมเชิงวิถีชีวิตและการปฏิบัตินั้นเราได้มาจาก “ผู้หญิง” ทั้งหมด เพราะอย่างหลัง ๆ แม้ไม่เคยเจอกับท่านตัวเป็น ๆ แต่ก็ตามงานของแม่ชีศันสนีย์ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถานอยู่บ่อยครั้ง ทำให้เข้าใจเรื่องของการนำพุทธธรรมมาใช้กับองค์ความรู้อื่น ๆ และชีวิตประจำวันได้อย่างไร

ส่วนองค์ความรู้เชิงพุทธธรรมจากเพศชายส่วนใหญ่ก็ได้มาจากการอ่าน และส่วนมากเป็นเรื่องของเนื้อธรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ หรือไปก็เป็นทางธรรมแบบค่ายพุทธบุตร หรือธรรมะ Delivery แนว ๆ นั้นไปเลย

เพราะงั้นการได้มาพบกับธรรมะเชิงปฏิบัติจากผู้เป็นพ่อเลยทำให้เราตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ และการอ่านหนังสือเล่มนี้คงเติมเต็มเราในช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตกับปู่ไปในตัวด้วยมั้ง เพราะมันรู้สึกอบอุ่นและสัมผัสถึงบรรยากาศและสภาวะอันอ่อนโยนนี้ได้อยู่เสมอ ๆ

เขียนมาถึงตรงนี้เราคงได้คำตอบเล็ก ๆ ในใจแล้วว่า… ที่เราตกหลุมรักหนังสือ โอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน เล่มนี้ก็เพราะว่า…

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่หนังสือธรรมะเชิงปฏิบัติตามแนวประเพณีอันงดงามของจีนโบราณเท่านั้น แต่เป็นหนังสือที่ช่วยพัฒนาชีวิต ความคิด และจิตวิญญาณของเราให้สูงขึ้น อยู่ร่องแห่งบุญแห่งกุศลและความเป็นมงคลได้อย่างดียิ่ง และสำคัญกว่านั้นคือการอ่านหนังสือเล่มนี้ยังเป็นการเติมเต็มช่วงเวลาดี ๆ ที่เคยมีกับปู่ให้กลับมาอีกครั้ง จึงเป็นการอ่านบันทึกที่รู้สึกอบอุ่น ได้ธรรมะ พร้อมพัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ อย่างแท้จริง

บทความนี้เป็นการเขียนเพื่อถามตัวเองว่า “ทำไมถึงหลงรักหนังสือเล่มนี้เฉย ๆ แหละ” เพราะเรายังอ่านไม่จบ แต่ระหว่างอ่านก็ได้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ เยอะมาก ๆ สนุกดีเลยแหละไว้อ่านจบแล้วจะค่อย ๆ นำมาเขียนสรุปและแชร์ให้ฟังอีกรอบว่าอ่านแล้วได้อะไรบ้าง คิดอะไรต่อ และเอาไปใช้งานอย่างไรบ้างอีกทีหนึ่งนะ

ตอนนี้เอาแค่เรื่องประทับใจไปก่อนและกันนะ :)