20251225150253.png

เมื่อวานเขียนสะท้อนคิดใคร่ครวญบทสนทนาของเรากับอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิรพันธุ์ที่ได้คุยกันที่ร้านกาแฟในสามย่านมิตรทาวน์ไปแล้ว วันนี้อยู่ผุดแว้บขึ้นมาถึงค่ำวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ที่เราได้มีโอกาสไปนั่งร่วมฟังการถอดบทเรียนการ์ดเพื่อนใจโดยหลวงพี่โก๋ (พระจิตร์ จิตฺตสํวโร) และทีม ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสอดคล้องกันเลยอยากนำมาเขียนเป็นบทสะท้อนคิดอีกหนึ่งอัน หรือจะเรียกเป็น EP.2 ก็ได้

20251225150305.png

คราวนี้ผมขอเริ่มต้นการสะท้อนคิดใคร่ครวญบทนี้ด้วยการ์ดเพื่อนใจใบนี้ก่อนเลยนะครับ (ตามภาพด้านบน) เพราะผมได้ยินคำคำนี้น่าจะสามถึงสี่ครั้งในการถอดบทเรียนในค่ำคืนนั้น เป็นช่วงที่พี่จิ๋ม (อรทัย ชะฟู) พูดถึงการนำการ์ดเพื่อนใจเข้าไปใช้ในโรงพยาบาล นอกจากจะนำไปทำกิจกรรมต่าง ๆ กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยในโรงพยาบาลแล้ว พี่จิ๋มยังนำการ์ดเหล่านี้ไปเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างระบบนิเวศที่ดี เพื่อการเตือนสติและผู้คนได้ตระหนักถึงเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยคำสั้น ๆ เหล่านี้

โดยพี่จิ๋มเล่าให้พวกเราฟังในค่ำคืนนั้นว่า… พี่จิ๋มได้ข้ออนุญาตจากหลวงพี่โก๋เพื่อนำภาพไปใช้งานตามที่กล่าวมา และเล่าเรื่องราวของแต่ละจุดให้หลวงพี่ฟัง เพื่อหลวงพี่รับรู้ข้อมูลก็เลือกคำที่เหมาะสมกับพื้นที่ตรงนั้นให้และทำการติดภาพเอาไว้ในจุดต่าง ๆ หลวงพี่บอกกับพวกเราว่า… หลวงพี่ทำหน้าที่แค่ “ให้คำและภาพได้อยู่ในที่ตรงตรงนั้น เมื่อมีคนต้องการ” นี่เป็นเพียงหนึ่งเรื่องราวจากการรับฟังการถอดบทเรียนในค่ำคืนนั้นที่ผมอยากนำมาเป็นสารตั้งต้นในการสะท้อนคิดใคร่ครวญในครั้งนี้

“ให้คำและภาพได้อยู่ในที่ตรงตรงนั้น เมื่อมีคนต้องการ” คำนี้สำคัญอย่างไร

จากเรื่องที่พี่จิ๋มเล่า ภาพที่หลวงพี่นำมาเปิดให้พวกเราได้ดู เรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาให้พวกเราได้ฟังในค่ำคืนนั้น สิ่งที่พบได้ค้นพบและเรียนรู้ก็คือการสร้างระบบนิเวศเล็ก ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้คนนั้นสำคัญมาก ๆ เมื่อก่อนตอนเด็ก ๆ เคยดูภาพยนตร์จีนเรื่องหนึ่ง (จำชื่อเรื่องและตัวละครไม่ได้) เป็นบทสนทนาของนักปราชญ์สองท่านสนทนากัน

นักปราชญ์ 1 : นี่เป็นยุคของความขัดแย้ง แต่ท่านยังคงรักษาแนวทางจริย ดนตรี มนุษยธรรม และสันติสุขไว้ได้ นักปราชญ์ 2 : น่าละอาย… ข้าทำไม่สำเร็จ นักปราชญ์ 1 : งั้นลองหยุดพยายามดู อันชื่อเสียง เงินทอง ยศศักดิ์นั้นไม่จีรังยั่งยืน นักปราชญ์ 2 : อะไรที่ข้าจะทำได้เล่า ? ผลน้ำเต้าไม่ควรถูกแขวนไว้หน้าประตูอย่างไร้ประโยชน์ นักปราชญ์ 1 : ไร้ประโยชน์ก็อาจเป็นประโญชน์ยิ่งได้ อ่อนแอจึงรอด อ่อนโยนดำรงอยู่ ไม่มีอะไรแข็งกว่าน้ำ แต่ไม่มีความเข้มแข็งใดทำลายน้ำได้ จงเป็นดั่งน้ำเถอะ

เมื่อก่อนฟังแล้วงง ๆ ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน โตมาก็คิดว่าเข้าใจ แต่ก็ยังไม่เข้าใจ จนกระทั่งได้ไปฟังหลวงพี่และทีมคุยกันวันนั้น พร้อมคำพูดที่บอกว่า “ให้คำและภาพได้อยู่ในที่ตรงตรงนั้น เมื่อมีคนต้องการ” คำพูดง่าย ๆ กลับทำให้เข้าใจความหมายของบทสนทนาในภาพยนตร์จีนได้ทันที !!!

ผมไม่เขียนบทความนี้มาเพื่อเล่าเรื่องนี้แค่นี้หรอกนะฮะ สบายใจได้ เพียงแต่นี้เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่ทำให้ผมต้องหันกลับมาตั้งคำถามว่า…

หากวาจาที่พูดออกไปมันสะท้อนหัวใจของเราได้ แล้วที่ผ่านมาเรารับคำมาจากไหน ? และมันสะท้อนอะไรจากหัวใจเราออกไปบ้างนะ ?

หากเชื่อมโยงจากบทความที่แล้วที่เราได้สนทนากับอาจารย์ชัยวัฒน์ ผมเห็นถึงที่มาที่ไปของภาษาในยุคสมัยนี้ที่มันพร้อมกับสื่อในรูปแบบต่าง ๆ และภาษานั้นเป็นภาษาเชิงธุรกิจและการตลาดที่กระตุ้นให้คนได้จดจำและสร้างอัตลักษณ์ให้กับสินค้า ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เห็นได้ชัดคือการเรียกสินค้าบางประเภทด้วยยี่ห้อ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เราก็เรียกยี่ห้อแทนเลยคือ มาม่า หรือฟงซักฟอก เราก็เรียกแทนเลยว่าแฟบ เป็นต้น

เห็นไหมว่า… ภาษาที่มากับสื่อนั้นเป็นภาษาที่ชี้เฉพาะ และมุ่งเป้าไปสู่การทำให้เราจดจำบางอย่างได้ดี ซึ่งข้อดีคือไม่ต้องอธิบายอะไรกันเยอะ แต่ข้อเสียที่มาโดยไม่รู้ตัวคือเราถูกจำกัดความคิดและรูปแบบทันที เมื่อพูดถึงสิ่งนี้ต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น นี่คือการที่ภาษามีอิทธิพลต่อการเข้ามาก่อรูปร่างและกรอบความคิดของเรา ซึ่งเป็นอิทธิพลของภาษาที่มากับสื่อโฆษณา และธุรกิจการตลาด

คราวนี้ยังมีภาษาอีกแบบที่มาตามยุคตามสมัยที่เราอาจเรียกว่าคำแสลง หรือคำคะนองต่าง ๆ สิ่งที่น่าสนใจของคำพวกนี้คือเป็นคำที่ไม่ได้มีความหมายโดยเฉพาะตายตัว แต่เป็นที่พูดออกไปแล้วมันดูสะใจ ใช่เลย และทุกวันนี้คำเหล่ามีมากมายก่ายกอง และแต่ละรุ่น แต่ละ Generation ก็มีคำเฉพาะเป็นของตัวเอง

สิ่งที่ผมสนใจคือว่า… คำพวกนี้มาจากไหน ? หลายคำมาจากการแผลงคำจากบางกลุ่มคนที่เมื่อพูดคำเต็มอาจจะไม่เข้าถึงอารมณ์ แต่เมื่อแผลงคำออกไปเข้าถึงได้มากกว่า เช่น คำว่า “เยี่ยมมาก” กลายเป็น “เยี่ยวมาก” แบบนี้

คำเหล่านี้มองเผิน ๆ มันไม่มีอะไรหรอก ฟังไปเพลิน ๆ พิมพ์ไปเล่น ๆ สนุก ๆ ได้ไม่มีปัญหาอะไร เพราะถึงจุดหนึ่งก็หายไป และยิ่งในปัจจุบันเรื่องความเหมาะสมเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญมากกันมากขึ้น มันก็เกิดการเตือน ๆ กันในหมู่กลุ่มด้วยกันเองอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่เมื่อเราหันกลับมามองว่าในมุมของวาจาสะท้อนใจดั่งที่ในการ์ดเพื่อนใจเขียนไว้ มันเลยน่าตั้งคำถามกับความสนุกนี้ว่ามาได้อย่างไร ?

หากเราบอกว่าก็เป็นภาษาคะนอง มันมาจากความคึกนองของวัยรุ่นแหละ ไม่มีอะไรหรอก แต่ถ้ามองดี ๆ สิ่งนี้แหละที่น่าสนใจว่า “ความคะนองของวัยรุ่นในแต่ละยุคสมัยบอกอะไรกับเรา” พื้นฐานความคะนองของวัยรุ่นคือการสร้างอัตลักษณ์และความแตกต่างเพื่อให้รู้จักว่าฉันเป็นใครสักคนที่ไม่ใช่คนทั่วไปนะ หรือเราอาจเรียกว่าเป็น Somebody ก็ว่าได้ ดังนั้นภาษาคะนองในแต่ละกลุ่มจึงมีน้ำหนักแบบนั้นมาในทุกยุคทุกสมัย แต่ในยุคนี้ภาษาคะนองบางอย่างมันดูมีน้ำหนักและความรุนแรงแฝงอยู่ด้วย (อันนี้เป็นเพียงของสังเกตจากเรานะ ซึ่งอาจจะมี Bias ก็ได้นะ) แต่เราก็สัมผัสได้เพราะมันเป็นยุคแห่งความเกรี้ยวกราด และทั่วโลกก็อยู่ภาวะแบบนี้ และคำหมายคำที่เป็นคำคะนอง หรือบัญญัติใหม่ มันมีความหมายและน้ำหนักไปในทิศทาง Emotional and Feeling เยอะมาก ๆ หรือไม่ก็เป็นเรื่องเชิงวิธีการ หรือพฤติกรรมชี้เฉพาะไปเลย

เมื่อได้นั่งแตกความคิดแบบนี้ออกมาเรื่อย ๆ ก็เริ่มเห็นชัดถึงที่มาที่ไปที่ไม่ใช่การเคลื่อนเข้ามาของยุคอุตสาหกรรอย่างเดียวแล้ว แต่มันยังมีบริบทและความผันผวนของโลกใบนี้ที่เป็นตัวขับเคลื่อน และมีเรื่องของความขัดแย้ง แข่งขัน ดิ้นรน และต่อสู้เป็นองค์ประกอบ ดังนั้นคำและภาษาต่าง ๆ ที่มาใหม่ ๆ จึงต่างไปอย่างชัดเจน

อาจมีบางคนบอกว่า “แล้วยังไงหละ ? ต้องสร้างคำสวย ๆ ดี ๆ แบบโลกยุคโรแมนติกเท่านั้นหรือถึงจะดี ?” สำหรับผมคงไม่ใช่เรื่องแบบนั้น หรือภาษาแบบไหนที่จะดีหรือไม่ดีอย่างไร แต่เป็นภาษาที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้มาจากแนวคิด หรือจิตแบบไหนต่างหาก และมันส่งผลต่อตัวเรา บุคคลรอบข้าง สังคม และโลกอย่างไรมากกว่าที่สำคัญ

ภาษาวิชาการ ภาษาชาวบ้าน ภาษาพื้นถิ่น หรือภาษาคะนอง มันก็เป็นรูปแบบหนึ่งของการสื่อสาร หากเราสามารถสื่อสารกันได้ดี เข้าใจได้ตรงกัน สร้างให้เกิดความตระหนักรู้ สามารถถ่ายทอดเรื่องราว ส่งต่อสิ่งต่าง ๆ ตามที่ต้องการเพื่อพัฒนาก้าวหน้ามนุษย์ได้เป็นเรื่องดีทั้งหมด แต่วันนี้มันเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ? นี่คือเรื่องที่เราต้องใส่ใจ

เขียนมาถึงตรงนี้ทำให้นึกแว้บขึ้นมาถึงเรื่องสำคัญอย่าง “สัมมาวาจา” ใน “อริยมรรคมีองค์แปด” หรือ “ปิยวาจา” ใน “สังคหวัตถุสี่” ขึ้นมา ทั้งสองเรื่องนี้เดิมเราก็คิดว่า… เออ… มันเป็นแค่เรื่องของคำพูดและการสื่อสารให้ดีนี่แหละ แต่เมื่อนำมาคิดใคร่ครวญดี ๆ แล้วก็พบว่า “มันอะไรที่มากกว่านั้นเยอะมาก”

สัมมาวาจา ตามคำบอกเล่าของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านกล่าวว่า “หลักสัมมาวาจาสำหรับคนทั่วไปมี 4 ข้อ ได้แก่ 1. ละมุสา เว้นจากการพูดเท็จ → พูดคำจริง 2. ละปิสุณาวาจา เว้นจากการพูดสอดเสียด → พูดคำสนามสามัคคี 3. ละผรุสวาจา เว้นการพูดคำหยาบ → พูดคำอ่อนหวานสุภาพ 4. ละสัมผัปปลาปะ เว้นการพูดเพ้อเจ้อ → พูดคำที่มีประโยชน์” [1]

นี่เป็นหลักการสื่อสาร 4 ประการ แต่คำถามสำคัญคือจะสื่อสารแบบนี้ได้ มันต้องมีจากระบบคิดที่ถูกต้องเสียก่อน และจะมีระบบคิดที่ถูกต้อง ก็ต้องมาจากการมีกระทัศน์ทางความคิด ความเชื่อ และกรอบแนวคิดที่ถูกต้องเสียก่อน และการจะมีกระบวนทัศน์ทางความคิด ความเชื่อ และกรอบคิดที่ถูกต้องได้ ต้องรู้จักการใคร่ครวญ และมีกัลยาณมิตรที่คอยช่วยเหลือและติเตือน ดังนั้นในหลักธรรมนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องการสื่อสารเพียงโดดแล้ว เราเป็นเรื่องของกระบวนการการสื่อสารที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์

ดังนั้นสิ่งที่น่ากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองคือ… เราถูกบ่มเพาะหล่อเลี้ยงมาแบบระบบชีวิตแบบไหน ? และเมื่อรู้แล้วเราจะค่อย ๆ เริ่มต้นแก้ไขสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร ? นี่จึงเป็นคำถามสำคัญมาก ๆ

และหากเรามองให้ลึกลงไปอีกนิดในเรื่องของระบบคิดที่ถูกต้อง ก่อนเราจะเริ่มต้นสื่อสารกับคนอื่น ๆ เราสื่อสารกับตัวเองอย่างไร ? สิ่งนี้ก็สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเรากับตัวเราเองได้อย่างดี เมื่อเราสัมพันธ์กบตัวเราเป็นแบบนี้ เราก็สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ตามแบบที่เราเป็นนั่นแหละ และยิ่งไม่รู้ตัว เราก็ยิ่งถลำลึกลงไปเรื่อย ๆ ด้วยเช่นกัน

อื้ม… เขียนเรื่องนี้มันก็ช่วยให้เราได้สำรวจตัวเองชัดขึ้นไปด้วยเช่นกันนะ ยิ่งพิมพ์ยิ่งเหมือนได้เห็นตัวเองชัดขึ้นด้วย เมื่อวานก่อนพึ่งอ่านหนังสือเรื่องโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝานจบ มันก็ประเด็นที่ในหนังสือพูดถึงเรื่องนี้ไว้น่าสนใจเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้พูดแบบตรงและลึกซึ้งอะไรมากมาย แต่เมื่อนำมาใคร่ครวญต่อก็มีมุมที่น่าสนใจไม่น้อยที่เดียว

เมื่อพูดโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝานของพูดเรื่องนี้เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วยเลย เมื่อเราอ่านหนังสือเล่มนี้ในช่วงเวลานี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้การรับรู้สารจากหนังสือและการตีความก็เปลี่ยนไป เนื่องจากอายุ ประสบการณ์ และการบ่มเพาะอะไรภายในตัวเราเพิ่มพูนมากขึ้น การมองเห็นโลก เข้าใจโลกแตกต่างกันจากเมื่อก่อนอย่างชัดเจน เมื่ออ่านจบเราพบว่า “ท่านสอนเรื่องคุณธรรมเชิงระบบในรากฐานวัฒนธรรมจีนยุคได้ชัดเจนมากเลยนะ และคิดว่ามันหลายแง่มุมมากที่น่าสนใจ” ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อนเราไม่สามารถรับรู้เรื่องแบบนี้ได้แน่นอน นี่เป็นตัวอย่างของเรื่องคุณภาพการรับรู้ข้อมูลที่ผ่านการคิดใคร่ครวญและประสบการณ์รูปแบบหนึ่ง หรือหากพูดตามแบบสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) อาจเรียกได้ว่าเป็น “คุณภาพจิต” ของเรา ณ ตอนนี้ก็ว่าได้

ดังนั้นเรื่องราวของการสื่อสาร หรือวาจาสะท้อนใจนั้น มันสะท้อนไปสะท้อนมาแบบนี้แหละ สิ่งสำคัญคือเราต้องรู้ให้ทันว่าภาษาที่ใช้มันสะท้อนอะไรในใจเรา และมันส่งผลต่อเราและสิ่งต่าง ๆ อย่างไร แต่อย่าเพ่ง จับจ้องจนเครียดหละ ตระหนัก รับรู้ ทำผิดได้พลาดได้ เมื่อพลาดก็แก้ไขเสียใหม่ ใจเย็น ๆ โลกไม่ได้พังทลายเพราะความผิดของเราทั้งหมดหรอกนะ // บอกตัวเองไปด้วย

สุดท้ายก็อยากกราบขอบคุณพระคุณหลวงพี่โก๋ (พระจิตร์ จิตฺตสํวโร) และทีมที่มาถอดบทเรียนให้พวกเราได้ฟังในค่ำคืนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ในงาน Soul Connect Fest ครั้งที่ 2 และขอบคุณบทสนทนากับอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิรพันธุ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 มันช่างมีค่าและมีประโญชน์ต่อผมมากจริง ๆ พร้อมกันนี้ก็ขอบอนุญาตนำคำของหลวงโก๋ที่ผมชอบมากที่ท่านพูดในค่ำนั้นมาพูดปิดท้าย และขยานความนิดหน่อยก่อนจะบอกบทความนี้ไปนั่นคือ

หลวงพี่สื่อสารด้วยความเป็นมนุษย์ที่ทุกข์ได้เหมือนกัน

สำหรับผมข้อความนี้มันสำคัญมาก ๆ เพราะทุกการสื่อสาร หากเราสื่อสารมาจากจิตและเจตนาที่แห่งความรัก ความเมตตา และความเข้าใจกันแล้ว การสื่อสารเหล่านั้นมันจะเป็นการสื่อสารที่โอบอุ้มและดูแลกันและกันด้วยตัวมันเอง โดยไม่จำเป็นต้องพยายามที่จะพูดหรืออธิบายอะไรใด ๆ เลย

กราบขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสอง และทุก ๆ ท่านครับ

ข้อมูลอ้างอิง [1] ชญาน์นันท์ อัศวธรรมานนท์ และ ประทีป พืชทองหลาง. การสื่อสารธรรมเพื่อการพัฒนาสังคมเชิงสร้างสรรค์. วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ ฉบับพิเศษ, 6, 275. สืบค้นจาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/journal-peace/article/download/116977/94797/