20251225144740.png

ก่อนที่จะเข้าเรื่องขออนุญาตพูดถึงการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยของบล็อกนี่ก่อนเลยละกันนะ ความจริงแล้วบล็อกนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นพื้นที่การบันทึกความคิดของผมเอง ขณะเดียวกันก็อย่างให้มีกลิ่นอายความเป็นนิตยสารอยู่นิด ๆ ตอนนี้ก็เลยตัดสินใจที่จะเต็มชื่อหมวดหมู่ของบทความ หรือที่เราเรียกง่าย ๆ ว่าคอลัมน์ลงไปในชื่อของแต่ละบทความด้วย โดยเรื่องจะมีชื่อคอลัมน์ที่แตกต่างกันไป ตามเนื้อหาที่เขียนถึง

ในคอลัมน์นี้เราตั้งชื่อสนุก ๆ ว่า “ธรรมเล่น” ที่ตั้งชื่อแบบนี้ไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่หรืออะไรเลย เพียงแต่เรามีความตั้งใจว่า… การน้อมคำสอนของพระศาสดาในทุกศาสนาและความเชื่อมาใช้ในชีวิตประจำวันนั้น มันไม่ใช่การอยู่ในเครื่องแบบหรือใช้ชีวิตที่มันจืดชืดไปกว่าเดิม แต่ในทิศทางตรงกันข้าม เราสามารถเล่นสนุก ทดลอง เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาในทุกศาสนาได้อย่างมีชีวตชีวาและยังคงสนุกสนานกับความเป็นมนุษย์ที่เต็มเติมการเรียนรู้มิติการพัฒนาจิตใจไปสู่ความดีความงามที่สูงขึ้น เพื่อเกื้อกูลต่อเพื่อนร่วมโลกอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ พืชพันธุ์ หรือสิ่งต่าง ๆ นั่นเอง จึงตั้งใจที่จำเขียนคอลัมน์นี้ขึ้นมา

หนังสือโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน โโย สำนักพิมพ์ Openbooks มาเข้าเรื่องกันครับ… อย่างที่บอกไปในบทความที่แล้วว่า “หนังสือเล่มนี้ผมยังอ่านไม่จบ และตั้งใจที่จะค่อย ๆ อ่านอย่างช้า ๆ เพื่อเข้าใจ ซึมซับ และเรียนรู้คำสอนของท่านเหลี่ยวฝานไปเรื่อย ๆ” ตอนนี้ผมอ่านมาถึงครึ่งเล่มแล้ว และรู้สึกปิติ อิ่มเอม และชื่นชมกับคำสอนของท่านเหมือนทุกครั้งที่ได้อ่าน แต่ก็มีเรื่องสะดุดใจอยากหยิบมาเล่าให้กันฟังเลยตั้งใจเขียนบทความนี้ออกมา

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เคยได้ยินเรื่อง “หิริโอตัปปะ” หรือที่เราแปลกันตอนเรียนพุทธศาสนาในห้องเรียนว่า “ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป” ซึ่งเป็นสิ่งที่เรานั้นท่องจำกันได้อย่างขึ้นได้ (แต่อย่าถามถึงเรื่องการปฏิบัตินะ 55555) ซึ่งสิ่งนี้เป็นธรรมง่าย ๆ ที่บอกว่า “การทำบาปทั้งปวงเป็นเรื่องน่าอาย และเราควรจะเกรงกลัวต่อการทำบาปเหล่านั้นเพราะมันจะส่งผลต่อชีวิตของเราในสักวัน”

ผมว่าหลายคนที่เรียนเรื่องนี้ก็สามารถเข้าใจในหลักคิด (Concept) ในเรื่องนี้ได้ไม่อยากนัก แต่คำถามสำคัญอยู่ตรงที่ว่า “เรารู้แล้วเราเข้าใจจริง ๆ หรือเปล่าต่อหลักของธรรมในข้อนี้ ?”

จริง ๆ แล้วในหนังสือโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝานนั้นไม่ได้พูดถึงหลัก “หิริโอตัปปะ” โดยตรงนะ แต่ในโอวาทข้อที่สองของท่านเหลี่ยวฝานพูดถึงเรื่อง “วิธีการแก้ไขความผิดพลาด” สำนักพิมพ์ได้นำส่วนหนึ่งในเนื้องของโอวาทข้อที่สองนี้มาเขียนเป็นคำโปรยต้นบทไว้อย่างน่าสนใจ คือ…

โบราณท่านว่าไว้ กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดก็ล้วนเกิดที่ใจทั้งสิ้น ถ้าเราห้ามใจมิให้เกิดกิเลสตัณหาได้ ความผิดใด ๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ดุจดั่งตะวันสาดแสงส่องมาคราใดความมืดก็หมดไป

สำหรับผมคำโปรยนี้ส่งสัญญาณย้ำเตือนผมว่า… เรื่องความถูกผิดล้วนเกิดขึ้นที่ใจก่อน เรารู้อยู่แล้วว่าอะไรคือถูก อะไรคือผิด อยู่ที่ว่าเราจะจิตใจเข้มแข็งมากพอที่จะดำรงตำเดินตามเส้นทางที่ถูกต้อง หรือจะเดินทางตามกิเลสที่ร้องเรียนอยู่ก็เท่านั้น นี่คือจุดเริ่มต้นของโอวาทข้อที่สองนี้

ในโอวาทข้อที่สองท่านเหลี่ยวฝานสอนลูกว่า “วิธีการแก้ไขความผิดพลาด” นั้นมีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่

• ลูกจะต้องมีความละอายต่อการทำชั่ว ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลังผู้คน ในคำสอนของนี้ท่านสอนลูกผ่านนักปราชญ์โบราณที่แม้กาลเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ยังเป็นที่เคารพบูชาของผู้คนอยู่เสมอ เนื่องจากปราญช์เหล่านั้นเป็นผู้ตั้งตนอยู่ในความบริสุทธิ์และเส้นทางแห่งคุณธรรม จึงยืนยงอยู่ในโลกหล้าได้ หากลูกไม่มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เดรัจฉานที่ไม่รู้ดีชั่ว

• ลูกจะต้องมีความเกรงกลัวต่อการทำชั่ว เพราะเทพยดาผีสางรับรู้และเป็นพยานในการทำต่าง ๆ ของตัวลูกเอง ในคำสอนข้อนี้ท่านสอนลูกผ่านการเล่าผลแห่งการทำความดีและความชั่วเพื่อให้ลูกเห็นว่าไม่ว่าจะทำอะไรลงไปต่อให้ไม่มีใครรับรู้หรือพบเห็นก็ยังมีเทพยดา ผีสางที่รับรู้ต่อการกระทำนั้น ๆ (หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือจิตสำนึกของเรานี่แหละที่รับรู้) และไม่ว่าการทำดีหรือชั่วก็ตามย่อมส่งให้ชีวิตของเราอย่างแน่นอน

• ลูกจะต้องตั้งใจมีความกล้าที่จะแก้ไขตนเอง มีกำลังใจที่จะแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่ท้อถอย มีความเพียรอย่างสม่ำเสมอ คำสอนข้อนี้เป็นข้อสำคัญที่ท่านสอนลูกโดยการพูดถึงความตั้งใจเพื่อที่จะปฏิบัติการแก้ไขความผิดพลาดที่เคยก่อไว้ (หรือเรียกเราอาจเรียกอีกแบบได้ว่าความเพียรในการขัดเกลากิเลสตัณหาอยู่เนื่อง ๆ นั่นเอง) ด้วยความเข้าใจและความตั้งใจที่จะปฏิบัติการเพื่อการแก้ไขตนเองให้เป็นคนที่ดีขึ้นไปเรื่อย ๆ หากอ่านจากที่ผมสรุปมาถึงตรงนี้ แม้ท่านจะไม่ได้ใช้คำบาลีว่า “หิริโอตัปปะ” โดยตรง แต่เข้าใจได้ว่าในบทนี้ท่านสอนหลักธรรมข้อนี้อย่างชัดเจน แต่บางคนก็อาจมีคำถามว่า “ก็สอนเหมือน ๆ กันหนิ แล้วคุณจะมาอินอะไร ?”

เมื่อผมอ่านโอวาทข้อที่สองจบ โอวาทข้อนี้ทำให้ผมเริ่มเข้าใจกระบวนการการแก้ไขความผิดพลาดของตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น แม้ในคำสอนของท่านเหลี่ยวฝานจะสอนเป็น 1–2–3 แต่ในทางปฏิบัตินั้น ผมกลับเห็นว่ามันต้องกลับทางกันเป็น 3–2–1

เพราะในข้อสามท่านเหลี่ยวฝานได้อธิบายเอาไว้หากเรามีความเข้าใจและมุมมองที่ถูกต้องต่อระบบของชีวิตแล้วนั้น เราจะสามารถดูแลและจัดการตัวเองและจิตใจได้ดีมากยิ่งขึ้น นั้นเพราะว่าเมื่อเข้าใจเรื่องระบบแห่งชีวิตที่ทุกสิ่งล้วนเกิดแต่เหตุปัจจัยด้วยกันทั้งสิ้น เราก็จะสามารถเลือกแนวทางการตอบสนองต่อเรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม และแนวทางที่เราจะเลือกนั้นต้องเป็นแนวทางที่เทพยดาผีสางจะสรรเสริญ และผู้คนจะไม่ต่อว่าต่อขานในท้านที่สุด หากทำเช่นนี้ได้อยู่เป็นนิจก็จะคงความบริสุทธิ์ ลดมลทินในอดีตลงได้แน่นอน

แปลไทยเป็นไทยให้อ่านง่ายขึ้นนะ… ผมกำลังจะบอกว่า… เมื่อเราสามารถมองเห็นและเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เราจะสามารถเลือกที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ด้วยวิธีการที่เหมาะสม และส่งผลกระทบต่อตัวเองและน้อยในทางลบได้น้อยลง ลดการเบียดเบียนและขัดเกลาตัวเองได้มากขึ้น

ตัวอย่างเช่น หากเราได้ยินคนนินทา แน่นอน… ถ้าคิด (ที่จะเข้าไป) บวกอย่างเรา ๆ ก็คงพร้อมที่จะตอบโต้ทันทีอยู่แล้ว แต่ถ้าเราลองนิ่งสักนิด ฟังเรื่องราวเหล่านั้นก็ว่ามีอะไรเป็นความจริงมีอะไรเป็นความเท็จอยู่ในนั้นบ้าง และพิจารณาในถี่ถ้วน แม้เป็นเรื่องเท็จ แต่ก็กลับมาทบทวนถึงสาเหตุแห่งเรื่องเท็จนั้นอีกครั้งว่าน่าจะมีมูลเหตุมาจากไหนอย่างไร เมื่อถี่ถ้วนแล้วจึงมองหาทางเลือกที่จะตอบสนองกับไปต่อสถานการณ์นั้น ๆ โดยยึดหลักการว่า “เราทำเพื่อชี้แจ้งความจริงในส่วนของเรา ปกป้องสิทธิ์ของเรา ไม่ใช่การไล่ล่าให้อีกฝ่ายจนมุม” หรือหากเป็นเรื่องราวใหญ่โตถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล เราทำหน้าที่ชี้แจงความจริงต่อสู้เพื่อนำความยุติธรรมกับมาสู่เรา ไม่ใช่การเอาชนะให้อีกฝ่ายต้องล้มพับดับสูญสิ้นชื่อสิ้นเนื้อประดาตัว ดังนั้นเราต้องเช็กใจเราให้ดีว่าที่ทำอยู่นี้ทำเพื่อปกป้องตัวเองอยู่ใช่ไหม ? และทำมากเกินไปหรือเปล่า ? ต้องถามให้ชัดเจนนะ

แน่นอนฮะ… การจะทำแบบนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมันต้องสั่งสมกำลังแห่งสติ ต้องมีความเพียร และพยายามอย่างมากมายมหาศาล และนี่แหละคือความท้าทายของชีวิตการที่ท่านเหลี่ยวฝานพูดถึงเทพยดาสำหรับผมจึงไม่ใช่การพูดถึงสิ่งที่เพ้อเจ้อเลื่อนลอยหรือไร้แก่นสาร เพราำคำสอนตรงนี้แหละที่ย้ำเตือนถึงเรื่องการทำความดีและจะได้รับผลดีตอบกลับมาอย่างแน่นอน

หลายครั้งที่เรามักคิดว่า “ทำไมเราถึงดีมากมาย แต่กลับไม่ได้ดีอย่างคนอื่นเข้า” ลองหยุดสักนิดและถามตัวเองดี ๆ ว่า “คำว่า ‘ไม่ได้ดีอย่างคนอื่นเขา’ ในที่นี้ เราหมายถึงอะไร” หากเราหมายถึงการมีชีวิตที่มีฐานะ หรือได้ทรัพย์สินสิ่งของตามปรารถนานั้น มันอาจจะไม่ใช่ความหมายแบบนั้นโดยตรง เพราะทุกการทำดีย่อมส่งผลในกาลที่เหมาะสมและควรแก่ฐานะ ส่วนเรื่องทรัพย์สินเงินทองไม่ใช่แค่เรื่องการทำดี แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบ และการที่คนบางคนได้ทรัพย์สินเงินทองมานั้นอาจจะได้จากปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การทำความดีก็ได้ แม้มีทรัพย์แต่ก็เป็นดังก้อนถ่านร้อนแดงที่ต้องใช้อย่างระมัดระวังกลัวคนจะรู้แหล่งที่มาของทรัพย์นั้นก็ทุกข์ได้ในรูปแบบหนึ่งเช่นกัน

ผมอ่านโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยนฝานมาครึ่งเล่มเหมือนโดนเขกกะโหลกไปไม่รู้กี่ทีเหมือนกัน และรู้ว่าหลายเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องดีงาม แต่ช่างยากเย็นในทางปฏิบัติในฐานะมนุษย์อย่างฉันเสียเหลือเกิน แต่อย่างที่บอกถ้าเรามีเทพยดาและเชื่อว่ามีผีบรรพรุษหรือเพื่อนรักที่เป็นกำลังใจอยู่รอบข้าง แม้ยากก็ยังจะค่อย ๆ ทำไปเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ทำได้ และค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ จนบริสุทธิ์ได้ในสักวัน

นี่คือสิ่งที่ได้จากโอวาทข้อที่สองของท่านเหลี่ยวฝาน และหนังสือโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน โดย สำนักพิมพ์ Openbooks หนังสือเล่มนี้แถมเล่มแถมจากหนังสือวิถีแห่งเต๋านะครับ ไม่ได้มีจำหน่ายในท้องตลาด แต่น่าจะมีเป็นหนังสือเก่าของสำนักพิมพ์อื่น ๆ อยู่นะ ถ้าหาได้อยากให้ลองหามาอ่านกันดู ผมเองก็จะอ่านไปเรื่อย ๆ เมื่ออ่านจบแล้วคงมาเขียนสรุปอีกทีว่าได้อะไรจากการอ่านหนังสือเล่มนี้

ขอสาธุการให้กับท่านเหลี่ยวฝาน สำนักพิมพ์ Openbooks และทางผู้แปลด้วยนะครับ ขอบคุณที่ทำหนังสือดี ๆ ที่ส่งต่อสายธารแห่งปัญญาและความงดงามแห่งวัฒนธรรมและคำสอนจากโบราณสู่ยุคปัจจุบัน

และนี่ถือเป็ยบทความแรกของคอลัมน์ทำเล่นของผมเอง ขอให้สนุกกับการอ่านบทความในคอลัมน์นี้ของผม และถ้าพบอะไรที่น่าสนใจหรืออ่านแล้วมีอะไรอยากเพิ่มเติมหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันก็เขียนมาบอกได้เสมอนะครับ บทความนี้เขียนลงในพื้นที่สาธารณะเน้อะ ดังนั้นก็แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างสุภาพนะฮะ :)