20251225145206.png

การสะท้อนคิดใคร่ครวญ (Reflection) ครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากบทสนทนาของเรากับอาจารย์ชัยวัฒน์ ถิรพันธุ์ ในงาน Soul Connect Fest ครั้งที่ 2 ณ สามย่านมิตทาวน์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา เป็นบทสนทนาที่นำให้เรากลับมาตระหนักเรื่องของการใช้ภาษา การทำงาน และการพัฒนาตัวเองอย่างลึกซึ้งขึ้นอีกครั้ง

จริง ๆ ต้องบอกว่าเรื่อง “ภาษา” นี้เป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญที่อาจารย์ชัยวัฒน์ให้ความสำคัญ และคอยตักเตือนหรือทักท้วงให้พวกเราในวงสนทนาได้กลับมาเพื่อทบทวนและตรวจสอบเรื่องนี้กันอยู่บ่อย ๆ ยอมรับว่าช่วงแรก ๆ ก็แอบรู้สึกว่า “มันจะอะไรขนาดนั้น มันมีอิทธิพลจริง ๆ ใช่ไหมเนี่ย” แต่เมื่อได้เรียนรู้ ได้สนทนากับผู้คน และได้ไปทำงานในหลากหลายพื้นที่มากขึ้นทำให้เรียนรู้ว่า “เรื่องนี้มันสำคัญมากจริง ๆ และหลายครั้งที่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้แหละที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งอื่น ๆ ได้อย่างมหาศาล”

คราวนี้ก่อนจะเข้าเรื่อง… มีเรื่องหนึ่งที่อยากเขียนเป็น Reflection สั้น ๆ รวมเอาไว้ด้วย ซึ่งบทสะท้อนนี้อาจจัดอยู่ในหมวดเรื่องการสื่อสารด้วยก็ได้ หรือไม่เกี่ยวข้องเลยก็ไม่รู้ แต่คิดว่ามันน่าสนใจก็คือว่า…

ผมคิดถึงภาพการสนทนาของอาจารย์ชัยวัฒน์กับพระไพศาล วิสาโล ในงาน 80 Years Reflection on the art of living ณ หอศิลป์ กรุงเทพฯ (เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2568) ซึ่งเราเขียน Reflection เล็ก ๆ เอาไว้บนหน้าเพจด้วย และคิดว่าเดี๋ยวหยิบบางประเด็นจากในงานมาเขียนต่อ

ซึ่งหนึ่งสิ่งที่เราสังเกตเห็นและคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจจากผู้คนในงานนี้ และอาจารย์ก็ถามเราตอนที่สนทนากันในงาน Soul Connect ด้วยว่า “ผู้คนที่มางานนี้ (Soul Connect) ต่างจากผู้คนที่มาในงานอาจารย์อย่างไร ?”

เดี๋ยวคำตอบแบบเต็ม ๆ คงได้ค่อย ๆ เขียนไว้ในเนื้อหา แต่สิ่งที่อยากเขียนไว้ตรงนี้ก่อนก็คือ… เวลาที่ได้คุยกับผู้ที่มาในงาน 80 Years Reflection พวกเขาจะมีบุคลิกภาพบางอย่างที่ทำให้รู้สึกได้เลยว่านี่คือ “ลูกศิษย์สายอาจารย์ชัยวัฒน์” แน่นอน (ซึ่งมีมากน้อยต่างกันไปนะ แต่ส่วนใหญ่ที่สัมผัสได้จากในงานวันนั้น ก็รู้สึกว่ามีอยู่ทุกคน) คือ บุคลิกภาพและท่าทีในการสนทนา มุมมองและการมองเห็นเรื่องราวต่าง ๆ โดยรอบ และสำเนียงหรือภาษาที่มุ่งมั่นหนักแน่น จริงจัง และความตั้งใจจริงอยู่ในนั้น ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นการเหนี่ยวนำจากตัวอาจารย์มาสู่ลูกศิษย์ของอาจารย์

เราจำได้ว่าตอน Check-in เมื่อพี่เมธีเริ่มบรรเลงขลุ่ยเซน เราจะได้ยินเสียงขยับตัว การโฟกัส และการค่อย ๆ กลับมาสู่เตรียมพร้อมอย่างรวดเร็ว และเห็นชัดขึ้นเมื่อเข้าสู่การล้อมวงสนทนา โดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เท่าที่สังเกต แต่ละคนที่มีจังหวะการตั้งท่าเพื่อคุย (ไม่ใช่การปกป้องตัวเองนะ แต่เป็นท่าทางที่แสดงออกถึงความพร้อม และการนำพาตัวเองเข้าสู่วงสนทนา) มีการหยุดรอ ใคร่ครวญ และมาพร้อมกับภาษาและสำเนียงแห่งความมุ่งมั่นและตั้งใจ นี่คือสิ่งที่เห็นจากผู้คนในงานวันนั้น

คราวนี้กลับมาเข้าเรื่องที่คุยกับอาจารย์ชัยวัฒน์ในงาน Soul Connect กัน มันเริ่มต้นด้วยข้อสังเกตของอาจารย์ที่มีต่อการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารกับผู้คนในปัจจุบันที่เรามีคำต่าง ๆ มากมายที่ดูเท่ ดูเก๋ แต่เมื่อฟัง ๆ ดูแล้วเราอาจจะต้องกลับมาตั้งคำถามอีกครั้งว่า “เอ๊ะ… สรุปแล้วคำคำนี้มันมีความหมายว่าอย่างไรกันแน่นะ”

โดยอาจารย์ยกตัวอย่างคำว่า “ฮีลใจ” ซึ่งเป็นภาษาที่พวกเราคุ้นชินกันในปัจจุบันนี้ และใช้มันจนเป็นปกติ แต่คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า “สรุปแล้วความหมายของคำนี้แท้จริงหมายถึงอะไร” และ “เมื่อเราพูดถึงคำคำนี้หัวใจของเรา มันรู้สึกอย่างไรต่อคำนี้กันแน่” เพราะอย่าลืมว่า “ภาษา” เป็น “เครื่องมือสำคัญในการสร้างกรอบความคิด เมื่อเราใช้ภาษาที่หยาบ เราก็สร้างกรอบคิดแคบ ๆ หยาบ ๆ ตามไปด้วยเช่นกัน”

สำหรับเรา… เราคิดว่าคำว่า “ฮีลใจ” เป็นคำที่เรารับมาจากภาษาอังกฤษคำว่า “Healing Mind” หรือการดูแล/เยียวยาจิตใจ แต่เมื่อนำมาสู่บริบทแบบไทยก็เปลี่ยนเสียใหม่เป็นคำว่า “ฮีลใจ” ขึ้นมา แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคำว่า “ฮีลใจ” นี้ไม่ได้ใช้กับกระบวนการดูแลจิตใจเหมือนต้นฉบับเขา แต่กลับสื่อไปที่กิจกรรม หรือสิ่งใด ๆ ก็ตามที่ทำให้หัวใจของเรารู้สึกดี รู้สึกสดใส เบิกบาน แจ่มใส ไม่ว่าสิ่งจะเป็นอะไรก็ตาม

ภาษาเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาไดอย่างไร ?

นี่เป็นคำถามแรกและเป็นเหมือนประตูบานแรกในการสำรวจเรื่องการใช้ภาษาของผู้คนในปัจจุบันว่าอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดคำเหล่านี้ขึ้น และอะไรเป็นเครื่องนำพาให้คำเหล่านี้ไปแพร่กระจายไปทั่วสังคมอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ในมุมมองของผม… ภาษาแบบนี้ผมเรียกมันว่า “ภาษาโฆษณา” เพราะเมื่อเราลองนึกย้อนกลับไปในสมัยคุณปู่คุณย่าของเรา ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม บทกวี หรือบทเพลงก็ตามที่มันจะมีภาษาที่ค่อนข้างสละสลวย สวยงาม ที่เมื่อแค่ได้ฟังเนื้อร้องเพียงไม่กี่ประโยคก็ปรากฏภาพขึ้นมาในใจทันที

แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนผ่านไป… โทรทัศน์เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เป็นอุปกรณ์ที่ฉายภาพให้พวกเราได้เห็นทันที ไม่ต้องใช้จินตนาการกันต่อไป คราวนี้ภาษาที่ใช้จึงต้องเปลี่ยนหน้าที่จากการเป็นผู้สร้างจินตนาการ กลายมาเป็นเซลล์แมน (Salesman) ที่ทำหน้าที่เชิญชวนให้สินค้าและบริการที่ปรากฏอยู่ในจอนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจ จำเป็น น่าใช้ และทำให้คนอยากได้คล้อยตาม น่าซื้อหาเป็นเจ้าของ

และในช่วงเวลาต่อมา เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้น โลกเข้าสู่ยุคแห่งการสื่อสารความเร็วสูง การแข่งขันเชิงธุรกิจและอุตสาหกรรมเริ่มดุเดือดมากขึ้น ภาษาไม่ได้ทำหน้าที่แค่เซลล์แมนอีกต่อไป แต่ภาษายังต้องหน้าที่เพิ่มเติมคือ เป็นฝ่ายส่งเสริมอัตลักษณ์บุคคลขึ้นมาอีก ดังที่เราเห็นได้จากการที่ในยุคนี้ที่มีคำเฉพาะเกิดขึ้นมามากมาย แต่ละรุ่น แต่ละ Generation มีภาษาและชุดคำเป็นของตัวเองอย่างชัดเจน (อันนี้ยังไม่รวมคำแสลง คำศัพท์เฉพาะกลุ่มอีกมากมายที่เกิดขึ้นมาด้วยนะ)

และคำเหล่านี้เมื่อกำเนิดขึ้นมาแล้ว ก็ถูกกระจายตัวไปตามสื่อและกลุ่มคนที่หยิบมาใช้ต่อกันอย่างแพร่หลาย และนี่เป็นที่มาที่ไปที่สำคัญของการเกิดขึ้นของภาษาและการกระจายตัวออกไป

ซึ่งบางอาจจะบอกว่า “การเกิดหรือการเปลี่ยนแปลงไปของภาษามันก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว” ซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่เราเข้าใจได้ แต่ในเรื่องนี้มันมีความน่าสนใจเพิ่มเติมอยู่ตรงที่

เมื่อเราใช้ภาษาเหล่านี้อย่างคุ้นชินไปเรื่อย ๆ มันเกิดผลกับเราอย่างไร ?

คราวนี้ผมขออนุญาตยก Quote อมตะของท่านมหาตมะ คานธี บทนี้ขึ้นมาให้ทุกคนได้อ่านกัน โดยสรุปรวมคือท่านบอกให้ “เรารักษาความคิดของเราให้เป็นกุศลเข้าไว้ เพราะท้ายที่สุดมันจะกลายเป็นชะตากรรมชีวิตของเราเอง”

และมันเกี่ยวอะไรกับภาษาหละ ?

อย่างที่ผมกล่าวไปตอนต้น… ภาษาเชิงวรรณกรรม บทกวี หรือบทเพลงในยุคปู่ย่าตายายของเรานั้นล้วนเป็นภาษาที่ไพเราะ เชิญชวนให้เราได้จินตนาการที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ และอารมณ์/ความรู้สึกของตัวเราเอง แต่ภาษาสมัยนี้เป็นภาษาที่มุ่งเป้าและชี้เฉพาะไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอื่นไปได้ยาก ข้อดีของมันคือความชัดเจน แจ่มแจ้ง ตรงไปตรงมา แต่ข้อเสียของมันก็คือมันกลายเป็นการสร้างกรอบและข้อจำกัดเชิงมุมมองให้เราไปในตัว

ผมจำได้ว่าครั้งนี้ในวงสนทนาแบบไลน์กลุ่ม Retreat and Reflection อาจารย์ชัยวัฒน์ชวนพวกเราให้สำรวจกันว่าเมื่อได้ยินสองคำนี้คิดเห็นและรู้สึกอย่างไรกันบ้าง คำสองคำนนั้นคือ “จิตตปัญญาศึกษา” และ “จิตตปัญญาสิกขา” หากมองในเรื่องของรูปคำ ภาษาศาสตร์แล้ว คำสองคำนี้ต่างแค่คำสุดท้ายคำหนึ่งเป็น “สันสกฤต” อีกคำหนึ่งเป็น “บาลี” ก็เท่านั้น

แต่ในการสนทนาวันนั้น พวกเรากลับพบว่า… เมื่อพูดถึง “จิตตปัญญาศึกษา” เรากลับรู้สึกถึง “กระบวนการ / วิธีการ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นเชิงข้อมูลมองเห็นและจับต้องได้” แต่เมื่อใช้คำว่า “จิตตปัญญาสิกขา” เรากลับสัมผัสถึงแนวทางการพัฒนาตนเอง การยกระดับคุณภาพจิต และสภาวะการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง”

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องภาษา คำ และการสื่อสาร แม้เป็นคำที่มีความหมายเหมือนกัน แต่สื่อสารออกมาในบริบทที่ต่างกัน ก็สามารถทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันได้

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ… ครั้งหนึ่งเราเป็นส่วนหนึ่งในการเข้าร่วม Workshop เรื่อง Culture Cultivation หรือการสร้างวัฒนธรรมในองค์กร ในกลุ่มกลุ่มนี้เขาก็มีการพูดคุยถึงเรื่องของคำว่า “Care” กับ “Empty” อย่างเข้มข้นว่าในกลุ่มของพวกเขาจะเลือกใช้คำไหน และมีความเชื่อภายใต้คำคำนี้อย่างไร และภายใจ้คำคำเดียวกันนี้เราจะให้ความหมายกันอย่างไร ?

จะเห็นได้ว่า… เมื่อเราลองหยุดและค่อย ๆ นำคำคำหนึ่งมาสำรวจและพิจารณาดูดี ๆ ก็จะพบว่าคำคำนั้นมีมิติมากมายและหลากหลายแตกต่างกันออกไป ยิ่งอยู่ในแต่ละบริบท ในแต่ละความเชื่อ และการให้คุณค่าและความหมายด้วยแล้วคำคำนั้นยิ่งมีความลึกซึ้งและเชื่อมโยงสัมพันธ์ชีวิตและสิ่งต่าง ๆ มากขึ้นไปอีก

คราวนี้มาภาษาเหล่านี้ถูกนำเข้ามาโดยนักอุตสาหกรรม สิ่งที่ตามเข้ามาด้วยโดยไม่รู้ตัวก็คือ “ตัววัดผลแบบอุตสาหกรรม” สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนมาก ๆ ในภาษาเชิงวิชาการ ถึงแม้จะเป็นภาษาที่ดี มีหลักการ แนวคิด ทฤษฎีอ้างอิง หรือองค์ความรู้ทางวิชาการอย่างชัดเจน และงานวิชาการเหล่านี้มีประโญชน์อย่างมากมายมหาศาลกับผู้คนจำนวนมาก แต่กลับถูกจำกัดการเข้าถึงด้วยเรื่องของการใช้ภาษาเพื่อการนำเสนอโดยไม่รู้ตัว

และจากความคุ้นชินในการใช้ภาษาเชิงเอกสาร มันส่งผลเชิงระบบความคิด การเรียนรู้ และมุมมองที่มีต่อโลกใบนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะเมื่อเราใช้ภาษาแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหลงลืมที่จะถอยออกมาสังเกตถึงธรรมชาติและความเป็นจริงของโลก เมื่อนั้นเราจะเข้าสู่กระบวนทัศน์แบบเส้นตรง (linear thinking) ทันที

งานเขียนชิ้นนี้ผมไม่ได้เขียนมาเพื่อโจมตีหรือต่อว่างานวิชาการนะ ผมเข้าใจว่าเราก็จำเป็นที่จะต้องมีงานที่เป็นมาตรฐาน และมีแบบแผนเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่อยากให้ตระหนักไว้เสมอว่า “สิ่งที่เราเขียนอยู่ (แม้ต่างบทความนี้ของผมเองก็ตาม) เป็นเพียงร่องรอยและส่วนหนึ่งของการสังเกตความเป็นจริงในธรรมชาติอันยิ่งใหญ่เหนือกว่าตัวเรา เรามิอาจจะสรุปอะไรได้โดยง่าย และระบบของธรรมชาติและชีวิตนั้นไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป บางครั้งการเดินทางจากจุด A ไปยังจุด B มันจำเป็นต้องผ่านอื่น ๆ ก่อนแล้วค่อยมาที่จุด B หรือบางทีจุด A ที่เริ่มต้นกับจุด B ที่เป็นหลายทั้งอาจจะเป็นจุดเดียวกันก็ได้ เพียงแค่อยู่คนละวาระและโอกาสกันก็เท่านั้น”

คราวนี้เมื่อเราพูดถึงเรื่องภาษาและการสื่อสาร เราจำเป็นต้องรู้ว่าไม่ว่าเราจะเก่งกล้าสามารถเรื่องการสื่อสารมากเพียงใด แต่มันมีบางสิ่งที่มันยากเกินกว่าที่จะสื่อสารหรืออธิบายออกมาได้โดยตรง จำเป็นที่จะต้องปล่อยให้ผู้คนได้สัมผัสและเรียนรู้ด้วยตัวพวกเขาเอง เพราะหากเรายิ่งฝืนพูดออกไป ผู้คนก็ยิ่งงงยิ่งไม่เข้าใจกันไปใหญ่

ดั่งในบทพระธัมมคุณที่มีถ้อยความตอนหนึ่งว่า “ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติฯ ” แปลว่า “เป็นสิ่งที่วิญญูชนแจ่มแจ้งในตน, ดังนี้ฯ” กล่าวง่าย ๆ เป็นเรื่องคนผู้ปฏิบัติ ผู้ฝึกฝนเท่านั้นที่จะรู้ได้ด้วยตัวเอง

ถึงแม้ภาษาและการสื่อสารนั้นจะมีข้อจำกัดในตัวมันเอง แต่การที่เรานั้นได้ล้อมวงเพื่อการสนทนา สำรวจ ทบทวนกันบ่อย ๆ นั่นแหละ คือ “การเรียนรู้และเป็นการค่อย ๆ ค้นพบบางสิ่งที่มีอยู่ภายในตัวเอง หรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นห้วงเวลานั้น ๆ ร่วมกันนั่นเอง”

เขียนมาซะยืดยาว… บทความนี้ต้องการจะสื่อสารอะไร ?

หลังจากที่ได้พูดคุยกับอาจารย์ถึงเรื่องของภาษาและสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการใช้ภาษาของพวกเรา มันทำให้ผมกลับเริ่มค่อย ๆ คิดและตอบคำถามหลายอย่างกลับตัวเองได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น

อย่างแรกตอบคำถามในใจก่อนเลยว่า “เพราะอะไรอาจารย์ที่ต้องเน้นย้ำให้เราใส่ใจเรื่องภาษาและการสื่อสาร” เพราะภาษานี่แหละเป็นตัวการสำคัญในระบบความคิดของมนุษย์เรา แม้บางคนอาจจะบอกว่า “ฉันไม่ได้คิดเป็นคำ ฉันคิดเป็นภาพ” แต่สุดท้ายจากภาพที่คุณคิดก็กลายมาเป็นสิ่งที่คุณสื่อสารกับตัวเองหรือคนอื่นอยู่ดี เมื่อเรามีคลังคำ มีภาษาที่มากพอ เราจะสื่อสารกับตัวเองและผู้อื่นได้ดีมากขึ้น ในหนังสือ Change your question, Change your life พูดถึงเรื่องการตั้งคำถามที่ชวนให้เราคิดต่อเพื่อหาทางออก แท้จริงมันก็คือการ Self-talk ในสภาวะของการเป็นผู้เลือก ไม่ใช่ในสภาวะของความเป็นเหยื่อหรือผู้ถูกกระทำนั่นเอง

อย่างที่สองภาษาเป็นตัวช่วยเปิดพื้นที่ของความคิดสร้างสรรค์ ผมมีสองเหตุการณ์ที่ช่วยเตือนใจเรื่องนี้ได้ดี เรื่องแรกคือไม่นานมานี้เพื่อนกลุ่มหนึ่งไปรับเอาเรื่องของสุขภาวะทางปัญญามา แต่กลับไม่ชัดเจนในเรื่องความหมายว่ามันคืออะไร พวกเขาจึงมาปรึกษา (คิดว่าเรารู้และจะมีคำตอบให้ ปรากฏว่าไม่มีเหมือนกัน 55555) ผมใช้โอกาสนี้ในการร่วมสืบค้นและใคร่ครวญร่วมกัน ว่าเมื่อพูดถึงความนี้รู้สึกอย่างไร ? คิดเห็นอย่างไร ? มีภาพอะไรในใจเกิดขึ้น ? พร้อมทั้งเล่าย้อนประวัติศาสตร์ของครูบาอาจารย์หลายท่านที่ทำงานคล้ายกันนี้ก่อนมีคำว่า “สุขภาวะทางปัญญา” ตัวอย่างเช่น งานท่านพุทธทาสที่เน้นไปการรู้ทันและจัดการ “ตัวกู-ของกู” สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ที่เน้นเรื่อง “พุทธธรรมในเชิงชีวิตและวิชาการ” หลวงปู่ติช นัท ฮันน์ที่เน้นเรื่องของความสงบและความเชื่อมโยงสัมพันธ์ของสรรพชีวิต หรือแม่ชีศันสนีย์ (คุณยายจ๋า) ที่เน้นเรื่องของ “สุขทุกข์เป็นของสากล” หรือ Eckhart Tolle ที่เน้นเรื่อง Power of Now เหล่านี้ล้วนแต่เป็นสุขภาวะทางชีวิตและปัญญาทั้งสิ้น

กับเรื่องที่สองคือครั้งหนึ่งเราเคยอธิบายเรื่องวงสนทนาและกระบวนการสะท้อนคิดใคร่ครวญใให้รุ่นพี่คนหนึ่งฟัง แกสะท้อนว่าฟังแล้วทำไมดูยากจังหวะ แต่พอเราพาแกลงมือปฏิบัติแกกลับมาบอกว่า “เออ… ง่ายดีนะ” หลังจากนั้นประมาณเกือยปี มีโอกาสคุยกันเรื่องนี้อีกครั้ง แกสะท้อนว่าครั้งนี้ผมอธิบายง่ายขึ้น สิ่งนี้ทำให้ผมเข้าใจเลยว่าเมื่อได้บ่มเพาะ มีประสบการณ์ ตกผลึก และเรียบเรียงด้วยตัวเอง ทำให้เราภาษาอธิบายและสื่อสารด้วยความเป็นเราได้ง่ายขึ้น ซึ่งก่อนหน้านั้นเป็นเหมือน Copy คำครูมาพูด มันถูกแหละ แต่คนอื่น ๆ ฟังยากแค่นั้นเอง

และเรื่องสุดท้ายคือ… ทุกภาษามีที่มาที่ไปของมัน และทุกที่มาที่ไปนั้นส่งผลต่อตัวเราเสมอ ภาษาในยุคนี้หากมองในสายตาแบบหนึ่งผมอาจจะกล่าวหาไปก่อนได้ว่าเป็น “ภาษาเชิงฉายโชว์ว่าฉันมีอะไรดี” ดังนั้นมันจึงเป็นภาษาที่ดูมี Background ดูดี ดูหรู แต่หลายครั้งกลับสื่อไปไม่ถึงความหมายเบื้องหลังได้ ซึ่งมันทำให้เกิดสภาวะ Lost of Meaning และที่จะช่วยให้เราใช้ภาษาและนำสู่การเติบโตทั้งทางความคิดหรือจิตวิญญาณ มันกลับกลายเป็นกรงขังตัวเราให้คิดวนเวียนและอยู่ที่เดิม

ไหน ๆ เมื่อพูดถึงเรื่องทางจิตวิญญาณแล้ว ก็ขอแวะพูดถึงเรื่องทางศาสนาเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการสวดมนตร์หรือการบริกรรมกถาต่าง ๆ ไม่ว่าจะในภาษาบาลี สันสกฤต หรือภาษาใด ๆ ก็ตาม อยากชวนให้สังเกตดูว่าถ้อยคำเหล่านั้น หรือคำเหล่านั้นที่ให้เราเปล่งออกมา มันมีความสอดคล้องและเชื่อมโยงต่อเราและต่อสรรพสิ่งอยู่เสมอ ท่านพุทธทาสจึงบอกให้เราสวดมนต์แล้วแปลเพื่อจะเข้าใจความหมายและเห็นแนวทางการปฏิบัติตัวเองตามบนสวดมนต์นั้น อีกด้านการสวดมนต์ยังเป็นนำตัวเราเข้ามาการมีสมาธิ จดจ่อ และบางบทเป็นการย้ำเตือนหรือเราได้ตระหนักและรับรู้ถึงหน้าที่ของเราที่มีต่อตัวเองและผู้คนอื่น ๆ ด้วย

ในบทสวดหรือบทภาวนาอย่าง คายตรีมนตร์ หรือ สาวิตรีมนตร์ เป็นมนตร์ที่ได้รับความนับถือและแพร่หลายสูงสุดในหมู่ผู้ถือลัทธิพราหมณ์ ใช้สำหรับบูชานมัสการพระอาทิตย์หรือสาวิตรี มีต้นแหล่งมาจากคัมภีร์รุ่นโบราณมากคือ ฤคเวท [1]

oṃ bhūr bhuvaḥ svaḥ tat savitur vareṇyaṃ bhargo devasya dhīmahi dhiyo yo naḥ pracodayāt [2]

Meaning : O, Divine mother, our hearts are loaded up with darkness. Kindly make this darkness distant from us and advance brightening inside us. . โอ้ มารดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ จิตใจของเราเต็มไปด้วยความมืดมิด โปรดทำให้ความมืดมิดนี้ห่างไกลจากเรา และก้าวไปข้างหน้าเพื่อความสว่างไสวภายในตัวเรา. [3]

เมื่อเราได้อ่านหรือภาวนาด้วยมนตร์บทนี้แล้ว เราไม่ได้สวดท่องแต่ถ้อยคำหรือข้อความไปเรื่อย ๆ แต่เรากำลังนำพาตัวเองไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าตัวเรา ในขณะเดียวกันเราได้ตระหนักรู้ภายในว่า “สิ่งที่เราได้รับมาในชีวิตนั้น ไม่ได้เกิดมาจากเราเพียงคนเดียวโดยแท้ แต่เป็นการได้รับ เรียนรู้ และต่อยอดต่อ ๆ มาจากผู้อื่นและค่อย ๆ หลอมรวมและก่อประกอบมาเป็นตัวเราอีกที” เมื่อเราตระหนักได้ถึงสิ่งนี้ความสำนึกรู้คุณและการอ่อนน้อมถ่อมตนย่อมเกิดขึ้นภายในจิตใจ ความนุ่มนวลแห่งจิต ย่อมเกิดตามมา นี่แหละคือพาลานุภาพแห่งภาษาแห่งการสวดท่องมันตรา ความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงไปของจิตเรานั่นเอง จากจิตที่แข็งกร้าว กระด้าง และหยาบ ไปสู่จิตที่โล่ง โปร่ง เบา นุ่มนวล และตื่นรู้

และไม่ว่าเราจะมีบทสวดบทไหนประจำใจก็ตาม ขอจงค่อย ๆ ละเมียดกับถ้อยความเหล่านั้นเถอะแล้วคุณจะได้พบมหัศจรรย์แห่งกถาที่คุณเท่านั้นที่จะสัมผัสมันได้ และมีคุณอยู่ในสภาวะนั้นได้แล้ว คุณจะอยู่กับคุณภาพการเรียนรู้และวิถีแห่งชีวิตที่มีคุณภาพใหม่เกิดขึ้น

หากคุณไม่ได้สนใจหรือมันตราหรือศาสนา คุณก็ยังสัมผัสกับปรากฏการณ์แบบนี้ได้อยู่นะ เพียงแค่ต้องฝึกฝนเรื่องการตั้งใจฟังและการได้อยู่ในพื้นที่การสนทนาที่มีคุณภาพก็เท่านั้น เพราะวงสนทนาแบบนั้นแหละที่คุณจะได้พบกับความมหัศจรรย์อย่างที่คุณไม่เคยพบมาก่อน

ผมคิดว่าเรื่องนี้ยังมีประเด็นอีกมากมายและหลายมุมมองให้เรามีคิดใคร่ครวญต่อได้อีก และผมยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องฝึกฝนเพิ่มเติมอีกเช่นกัน แต่การได้คุยและได้เขียนเรื่องนี้ทำให้ผมได้พลังและเรียนรู้อะไรมากมายจริงเรื่องจริง ๆ

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก

[1] https://www.facebook.com/saibanmuong/posts/pfbid0qtcfzekwZQuJcrTAaTX3tE6JJc4knWMaJhFz9kkJFkxuJ62Tb4cbM3ymcZpKKAA6l [2] https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C [3] https://timesofindia.indiatimes.com/religion/mantras-chants/meaning-and-significance-of-the-gayatri-mantra/articleshow/75065013.cms