บทความนี้มีจุดเริ่มจากการสนทนาผ่าน Line Call ใน Group : Retreat and Reflection เมื่อเช้านี้ โดยเริ่มต้นจากที่อาจารย์ชัยวัฒน์ ถิรพันธุ์ได้นำเรื่องราวที่ไปสนทนากับเครือข่ายที่จังหวัดนครนายกกับพี่หมอตี๋มาเล่าให้ฟัง พร้อมกับชี้ประเด็นเรื่องของความท้าทายในการทำงานแบบเป็น “เครือข่าย”
ในการสนทนาอาจารย์เปรียบเทียบการทำงานเครือข่าย 2 แบบ และชี้ชวนให้เห็นแนวคิดในการทำงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยเครือข่ายแรกคือ “เครือข่ายทุนเทา” ทั้งหลายไม่ว่าจะไทย จีน หรือใด ๆ ก็ตาม มาเปรียบเทียบกับการทำงาน “เครือข่ายของคนทำงานที่ต้องการสร้างสิ่งดี ๆ หรือต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม” ว่ามีแนวคิดแตกต่างกันอย่างไร ?
สิ่งที่อาจารย์พบคือ “เครือข่ายทุนเทา” หั้งหลาย เป้าหมายคือการทำเพื่อหาผลประโยชน์ให้กลุ่มก้อนของตัวเอง ไม่สนกลวิธีการว่าเป็นในรูปแบบใด ๆ และใครจะทำก่อนทำหลังไม่สำคัญ สำคัญว่าทำแล้วได้ผลลัพธ์ตามต้องการไหม ? ถ้าไม่ได้หาวิธีทำยังไงให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ? และทุกการกระทำอย่าให้ภัยมาถึงตัวโดยงาน ดังนั้นโดยธรรมชาติของคนพวกนี้ เครือข่ายแบบนี้ จึงมีการปรับ ประเมิน และปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา มีแผนการไว้มากกว่า 1 แผนเสมอ และมีการกระจายความเสี่ยงโดยการไม่ทำคนเดียว ใช้ผลประโยชน์เป็นตัวล่อให้ผู้คนต่างที่ต้องการมาร่วมกันงานนี้ จึงเกิดการขยายผลและเติบโต ประกอบกับการเล่นกับความโลภของมนุษย์ทั้งคนที่ร่วมกระบวนการที่อยากงานน้อย ๆ แต่ได้ผลตอบแทนมาก ๆ ง่าย ๆ เร็ว ๆ และความโลภและความกลัวของคนทั่วไป จึงทำงานได้สำเร็จ
ส่วนในงานเครือข่ายของการทำความดีเพื่อสังคมนั้นต่างออกไป นั่นเพราะเรื่องการทำความดีนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อย่างที่เราเข้าใจ เพราะมันเป็นเรื่องการเสียสละ ใช้เวลา และต้องการการดูแล ใส่ใจ และบ่มเพาะแต่ละภารกิจด้วยความละเอียดอ่อนและประณีต อีกทั้งผลลัพธ์หรือผลตอบแทนก็ไม่ได้เห็นผลทันตา แถมบางครั้งผลที่ได้กลับมาอาจจะไม่ใช่วัตถุ เงินทอง แถมยังต้องวิ่งหาการสนับสนุนเชิงงบประมาณอยู่เรื่อย ๆ ก็ยิ่งทำให้งานเครือข่ายท้าทายมากยิ่งขึ้น ซ้ำร้ายไปกว่านั้นหน่วยงานผู้ให้ทุนยังแบบแบบประเมิน มีตัวชี้วัด และเอกสารกองโตที่กลุ่มเครือข่ายเหล่านี้ต้องดูแลรับผิดชอบไปอีก และอย่าลืมว่านี้คือชีวิตในอุดมคติและเป็นชีวิตด้านการงานเท่านั้นนะ ยังไม่นับชีวิตด้านอื่น ๆ ที่ต้องการการดูแล
แต่การพูดแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกยอ “เครือข่ายชั่วร้าย” หรอกนะ และไม่ได้บอกว่าเครือข่ายชั่วแบบนี้สามารถดูแลชีวิตได้ทุกมิติเพียงแต่เครือข่ายพวกนี้รู้จักวิธีการหลอกใช้และหาผลประโยชน์ได้ง่ายต่างหาก จึงทำให้เหมือนมีชีวิตที่ดี แต่แท้จริงแล้วก็ไม่ใช่อย่างภาพที่เห็น !!!
พออาจารย์ชัยวัฒน์เล่าเรื่องราวนี้มาให้พวกเราได้ฟังแล้ว มันทำให้เรานึกถึงเทพปกรณัมฮินดูเกี่ยวกับต้นเหตุของการที่เหล่าเทพและอสูรต้องมาร่วมมือกันเพื่อมาทำพิธีการกวนเกษียรสมุทรขึ้นมา
โดยเรื่องราวนี้เริ่มต้นจากครั้งหนึ่งฤาษีทุรวาส (ซึ่งอวตารภาคหนึ่งของพระศิวะ) เป็นฤาษีที่มีความเกรี้ยวกราดเป็นอย่างมาก ได้รับการถวายพวงมาลัยจากนางเมนะกา นางอัปสรผู้เลอโฉม เมื่อได้รับมาก็ดีใจและมาลัยพวงนั้นก็ทำให้ความเกรี้ยวกราด ดุดันของฤาษีทุรวาสลดลงไปบ้าง
ครั้งได้รับพวงมาลัยแล้วก็ออกเดินทางเพื่อหาที่สงบจิตสงบใจเพื่อภาวนาต่อไป ระหว่างเดินทางมองเห็นพระอินทร์ขี่ช้างเอราวัณก็เกิดความรู้สึกในใจว่า… มาลัยพวงนี้ไม่เหมาะกับตนเอง เพราะตนอยู่ในฐานะของฤาษี จึงคิดว่าจะนำมาลัยพวงนี้ไปถวายให้แก่พระอินทร์ ดังนั้นฤาษีทุรวาสจึงตรงเข้าไปหาพระอินทร์และมอบพวงมาลัยนี้ให้
พระอินทร์ก็รับมาด้วยความยินดีและนำมาลัยพวงนี้วางไว้บนเศียรของช้างเอราวัณ เนื่องจากเป็นของที่ได้รับมาจากมหาฤาษี แต่อยู่ ๆ ช้างเอราวัณก็เกิดอาการคุ้มคลังใช้งวงหยิบมาลัยเหวี่ยงลงกับพื้นจนพังยับเยิน และใช้เท้ากระทบมาลัยพวงนั้นต่อหน้าฤาษีทุรวาส
ฤาษีทุรวาสเห็นดังนั้นจึงโกรธมาก และสาปให้พระอินทร์และเหล่าเทวดาเสื่อมฤทธานุภาพสู้รบกับใครก็ต้องแพ้ สาปให้ทรัพย์สมบัติ ช้างเอราวัณ และ “ศรี” แห่งโลกนี้จมหายไปในเกษียรสมุทร (เป็นเหตุให้พระลักษมีต้องจากไปด้วย) นับตั้งแต่นั้นเทวดาก็รบแพ้เหล่าอสูรเรื่อยมา และโลกใบนี้ก็เข้ายุคแห่งความเศร้าหมอง สมบัติทั้งหลายก็หายไป
เหล่าเทวดาจึงไปขอความช่วยเหลือจากพระวิษณุ พระวิษณุจึงมีโองการให้ทำพิธีกวนเกษียรสมุทร เหล่าเทวดาจึงส่งทูตไปเชิญชวนเหล่าอสูรให้มาช่วยกันทำพิธีกวนเกษียรสมุทรด้วยกัน เมื่อเสร็จสิ้นพิธีกรรมทุกสิ่งก็กลับคืนมาดังเดิม
จากปกรณัมเรื่องนี้นำมาสู่การใคร่ครวญเรื่องการทำงานเชิงเครือข่ายของกลุ่มที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงทางสัมคมว่า “เพราะเหตุการทำงานเครือข่ายเพื่อการทำความดี เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจึงเป็นเรื่องยาก”
สำหรับผมแล้ว… หลายครั้งมากเลยนะที่เราเองก็ไม่ต่างอะไรกับ “ฤาษีทุรวาส” ที่อยู่ในกรอบ แนวคิด กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ในรูปแบบของตัวเราเองอย่างเข้มข้น จนบางครั้งก็ไม่อาจที่จะเปิดรับหรือปรับตัวเพื่อเปิดพื้นที่ในการร่วมไม้ร่วมมือ หรือปรับเปลี่ยนไปตามบริบทได้อย่างทันท่วงที นี่จึงเป็นความท้าทายที่สำคัญในการทำงาน
อย่างที่สอง “ฤาษีทุรวาส” เป็นตัวแทนของ “อัตตาตัวตน หรือ Ego” ได้อย่างชัดเจน แม้เรารู้ว่าการมีอัตตาตัวตนนั้นเป็นอุปสรรคต่อการทำงานร่วมกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราล้วนแต่ต้องการที่รักษาความเป็น “อัตตา” ของเราไว้ ดังนั้นการรู้ทันอัตตาตัวตนของเราเองนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราจะเห็นการพูดถึงเรื่องการมีสติ หรือ Awareness กันมากขึ้น เพราะนี่คือจุดเริ่มต้นสำคัญทั้งการทำงานกับตัวเองและการทำงานร่วมกัน
อย่างที่สามการขาดความประณีตในการใส่ใจทำงาน หากเราอ่านจากปกรณัมเราก็พบว่าการที่พระอินทร์รับพวงมาลัยและวางที่บริเวณเศียรของช้างเอราวัณจนทำให้เกิดการตกมัน คลุ้มคลังนั้นนี่คือการขาดความใส่ใจที่มีต่อบริบท ซึ่งเรื่องนี้สำคัญอย่างมากในการทำงาน หรือหากมองผ่านเรื่องราวและสถานการณ์จริง ๆ คุณลองดูเอกสารหรือลิงก์ปลอมต่าง ๆ ของเหล่ามิจฉาชีพดูสิ คนพวกนี้ให้ความใส่ใจและสนใจในงานมากแค่ไหนที่จะพยายามในการเลียนแบบสิ่งเหล่านี้ให้ใกล้เคียงของจริงมากที่สุด
อย่างที่สี่การทำงานด้วยจิตที่มีนิวรณ์ เราต่างรู้ว่าการทำงานด้วยจิตที่ได้โล่ง โปร่ง เบานั้นก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างประณีต จิตที่มีนิวรณ์นี่เป็นต้นเหตุสำคัญของการบดบังการเห็นรายละเอียดที่สำคัญ และไม่อาจทำให้เราเข้าใกล้กับบางเรื่องบางจุด หรือการเชื่อมโยงเพื่อการร่วมมือกันอย่างแท้จริง
สุดท้ายคือการทำงานมองพุ่งไปสู่ผลลัพธ์สุดท้ายเพียงอย่างเดียว เมื่อสิริ ศรี หรือลักษมีจมลงสู่เกษียรสมุทร นี่คือภาพเปรียบเทียบที่สำคัญมาก ๆ ของเรื่องนี้ เพราะสำหรับผมแล้ว… นี่คือภาพเปรียบเทียบของการทำงานโดยหลงลืม “เป้าประสงค์แท้จริงของงาน”
หลายครั้งที่เรามุ่งมั่นตั้งใจทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งมันเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง แต่เมื่อคุณหลงลืมว่าแท้จริงแล้วคุณค่าของงานที่คุณกำลัง คุณลืมมองว่าถึงประโยชน์ที่ผู้คนจะได้รับในสิ่งที่คุณกำลังสร้าง และมุ่งเน้นแต่ผลลัพธ์ที่จะเข้ามา มันทำให้คุณกลายเป็นเหมือนเครื่องจักรในการผลิตชิ้นงานไปเรื่อย ๆ ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย ยิ่งทำยิ่งหมดแรง และหลายครั้งที่งานเครือข่ายเพื่อการเปลี่ยนแปลงเราทำเพื่อความสำเร็จของเรา ไม่ใช่ทำเพื่อความสำเร็จร่วมกันก็ยิ่งไปกันใหญ่ ดังนั้นการทำให้สิริ ศรี หรือลักษมีกลับคืนมาจากเกษียรสมุทรนั้นจึงต้องค่อย ๆ ร่วมมองหาเป้าประสงค์ร่วมและทำให้เป้าประสงค์นั้นเกิดความสอดคล้องเพื่อการนำทีมและเครือข่ายสู่เป้าหมายอย่างมีพลัง
หากเราตระหนักไว้เสมอว่า “งานของพวกเรานี้ เป็นการสร้างบารมีให้ตน สร้างความมงคลสู่ชีวิตของผู้คน” มันทำงานให้งานนี้ไม่ใช่ของงานของเรา หรือพวกเรา แต่เป็นงานที่มีคุณค่าของทุกคน ไม่ต่างอะไรกับนักโบราณสร้างพระพุทธรูปในยุคโบราณที่สร้างพระปฏิมาไว้ไม่ใช่แค่ให้ตนได้บูชา แต่สร้างไว้ให้เป็นศูนย์รวมใจของผู้คนในดินแดนนั้น ๆ
พอเขียนมาถึงตรงนี้คิดว่าเรื่องกวนเกษียรสมุทรนี่มีประเด็นน่าสนใจและมีหลาย ๆ เรื่องที่น่าหยิบจับกลับมาทบทวนอีกทีก็ได้นะ โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง Mental Model ผ่านปกรณัมตอนนี้ อันนี้ก็เป็นการสะท้อนคิดใคร่ครวญที่ได้จากการสนทนาเมื่อเช้านี้นะครับ :)