ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด… วันสองวันมานี้คำถามพูดนี้ของพระไพศาล วิสาโลที่กล่าวไว้ในงาน 80 Years reflection on the art of living ณ หอศิลป์ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมายังคงดังก้องอยู่ในจิตในใจของผมอยู่เรื่อย ๆ เสมือนหนึ่งว่าถ้อยความนี้มีความมหัศจรรย์อะไรซุกซ่อนอยู่

วันนี้มีเวลาว่าง ๆ เหตุเพราะแม่แอบหนีไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อน ๆ เราเลยได้มีเวลาเงียบ ๆ กับตัวเอง แต่เนื่องจากอากาศค่อนข้างร้อนมากเลยพสตัวเองไปเดินอยู่ในห้างเซ็นทรัล เวสเกตละกัน ระหว่างเดินดูนั่นนี้ มันก็มีเรื่องราวโผล่ปรากฏมากมาย และหนึ่งถ้อยคำที่ไม่จางหายไปคือคำว่า “แม้ร่างกายของคุณชัยวัฒน์จะไม่อยู่ในโลกใบนี้แล้ว แต่จิตวิญญาณของคุณชัยวัฒน์จะยังคงทำงานอยู่” ซึ่งเป็นของคำจากการสนทนาของพระไพศาล วิสาโลและอาจารย์ชัยวัฒน์ในงานวันนั้นก็ยังคงดังก้องในใจไปเรื่อย ๆ

จริง ๆ ผมตั้งใจไปหาที่นั่งเย็น ๆ สบาย ๆ เพื่อจะนำเอาคำถามที่ผมให้ AI ช่วยคิดและออกแบบเพื่อการสำรวจ ทบทวน และใคร่ครวญสิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำ MIND BUDDY CLUB Project แต่ทำไมไม่รู้วันนี้คนเยอะมาก ร้านต่าง ๆ แทบไม่มีที่นั่งเลย และที่ส่วนกลางก็เต็มไปด้วยผู้คน ผมเดินอยู่สักพักก่อนที่มีบางสิ่งแว้บเข้ามาในใจ มันเป็นเหมือนโครงร่างของคำตอบที่ผมกำลังสงสัยอยู่ว่า “ทำไมคำพูดของพระไพศาลถึงดังก้องในใจผมมา 1–2 วันแล้ว”

คำได้คำตอบง่าย ๆ ว่า “มือข้างหนึ่งผมกำลังทำงาน / ทำโปรเจคต์แห่งความฝันและการสร้างอนาคตเพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว แต่มืออีกข้างหนึ่งผมกำลังทำในสิ่งที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายฝากฝังเอาไว้”

อื้ม… มันดูเป็นคำตอบที่โคตรอุดมคติและสวยหรูมาก ๆ แต่คำตอบนี้มันก็ปรากฏขึ้นในใจของผม และมันก็กระตุ้นให้หัวใจของผมเต้นแรงเอาเสียมาก ๆ คล้าย ๆ กับว่านี่แหละคือคำตอบที่ผมเฝ้ารอคอย แต่เมื่อได้รับคำตอบนี้มาแทนที่ทุกอย่างจะสงบลง แต่มีคำถามอีกข้อที่ผุดขึ้นมาในใจ เป็นคำถามที่อาจารย์ชัยวัฒน์เคยถามกับพวกเราในวงว่า “เมื่อร่างกายของคุณชัยวัฒน์จากไป แต่จิตวิญญาณของคุณชัยวัฒน์จะทำงานอยู่ มันทำงานได้อย่างไร ? เมื่อไม่มีกายสังขารอยู่แล้ว”

ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ยินคำถามนี้ ผมว่ามันเป็นคำถามที่โคตรน่าสนใจ และคิดว่าหากเราจะหาแนวคิดหรือคำพูดสวย ๆ เท่ ๆ มาตอบมันก็คงมีอะไรให้ตอบแบบเยอะแยะมากมาย แต่เมื่อได้เรียนรู้กับอาจารย์และวงน้ำชาจนกระทั่งถึงวง Retreat and Reflection ทำให้ผมรู้ว่า “มีคำตอบมันก็ดี แต่มันมีอะไรที่น่าสำรวจและเพิ่มเติมได้อีกไหม ลองให้เวลาและอยู่กับคำถามนี้ไปก่อน” และผมว่าวันนี้ผมได้พบเค้ารางหรือเบาะแสบางอย่างของคำตอบของคำถามนี้นะ

ในงาน 80 Years reflection on the art of living อาจารย์หยิบคำพูดของเกอเธ่ที่กล่าวว่า “เมื่อบรรพชนมอบมรดกให้กับเจ้า เจ้าก็จงรับเอาไว้ด้วยความเต็มใจ และทำให้มันเป็นของเจ้าเอง” ผมว่าถ้อยความของเกอเธ่นี้สำคัญมาก ๆ เลยนะ เพราะอาจารย์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือโดยสรุปประมาณว่า “ความเป็นชัยวัฒน์ ถิรพันธุ์ในวันนี้ ก็ล้วนแล้วแต่มาจากสิ่งต่าง ๆ ที่คนรุ่นก่อน ๆ ถ่ายทอดและส่งมอบเอาไว้ให้ทั้งนั้น”

และเมื่อย้อนกลับไปมองถึงประสบการณ์ระหว่างตัวเรากับอาจารย์ อาจารย์กับพี่ ๆ ในวง Retreat and Reflection อาจารย์กับลูกศิษย์ อาจารย์กับกัลยาณมิตรแวดวงต่าง ๆ อาจารย์กับผู้คน อาจารย์กับสถานที่ไม่ว่าจะเป็นบ้าน เมือง หรืออื่น ๆ ผมมักสังเกตเห็นว่า “อาจารย์ไม่ใช่แค่คนที่เอาตัวเองแตะ ไปสัมผัสกับผู้คนและสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเท่านั้น แต่อาจารย์ค่อย ๆ นำพาตัวเองเข้าสู่การมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งต่อผู้คนและสถานที่นั้น ๆ ต่างหาก”

ตัวอย่างที่เราเห็นได้ชัดที่สุดสองเหตุการณ์คือ ครั้งที่มีโอกาสติดตามอาจารย์ไปทำกระบวนการที่จังหวัดสุโขทัย ก่อนเริ่มต้นวงสนทนาอาจารย์เล่าเรื่องราวของความเป็นคนที่เกิดในจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เมืองนครฯ มีประวัติที่เชื่อมโยงและผูกพันกับเมืองสุโขทัย และการมาที่ดินแดนนี้เป็นการปลุกพลัง สร้างกำลังใจให้ผู้คนที่ทำงานที่นี่หันกลับมาทำงานเพื่อแผ่นดินถิ่นนี้ที่เป็นบ้านของเรา เรื่องเล่าของอาจารย์ไม่ใช่แค่การพูดเพื่อปลุกขวัญกำลังใจผู้คนเท่านั้น แต่เป็นการนำรากเหง้าของบรรพชนและชีวิตมาเป็นฐานและสร้างความสัมพันธ์ปลุกพลัง ปลุกไฟ ปลุกจิตปลุกใจตนและผู้คนไปพร้อมกัน เรื่องเล่าและจังหวะของอาจารย์เป็นดังท่วงท่าการร่ายรำหรือการเต้นระบำปลุกใจของชนเผ่านักรบโบราณที่ได้รำเพื่อสนุกและงดงามเท่านั้น แต่เป็นสร้างขวัญและกำลังใจก่อนออกไปทำหน้าที่หรือออกรบไปในตัว นี่คือเหตุการณ์แรกที่นึกถึง

เหตุการณ์ที่สองคือครั้งที่อาจารย์เป็นวิทยากรให้กับสมาคมหมออนามัย ชื่อชั้นของอาจารย์ชัยวัฒน์ถือเป็นวิทยากรระดับประเทศไม่จำเป็นต้องมาร่วมกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วงบ่ายที่เราจัดก็ได้ แต่อาจารย์กับร่วมกิจกรรมนั้นอย่างสนุกสนาน ก่อนทำกระบวนการภาคบ่ายต่อไป คำถามสำคัญสำหรับคือ “อาจารย์ทำไปทำไม” ตอนนั้นยังไม่มีคำตอบอะไร แต่นี่รู้แล้วว่า “อาจารย์กลับนำพาตัวเองเข้าสู่สนามเดียวกับพวกเขา” ตอนนั้นเราใช้คำว่า “อาจารย์ทำตัวเนียน ๆ ไปกับผู้เข้าร่วม” ตอนนี้เรารู้แล้วว่า “อาจารย์กำลังนำพสตัวเองมาสร้างความสัมพันธ์และเข้าระบบแห่งคามเป็นองค์รวมผ่านการทำกิจกรรมร่วมกัน”

20251225150924.png

หากผมจะหา Framework ที่ผมคุ้นชินและเข้าใจง่าย ๆ มาลองอธิบายเรื่องนี้สิ่งที่อาจารย์ทำมันคือการที่อาจารย์ค่อย ๆ นำพาตัวเองและผู้คนเข้าสู่แดนแห่งความสัมพันธ์ที่ไม่ใช่แค่เข้าไปแตะหรือสัมผัสเท่านั้น แต่อาจารย์สร้างคุณภาพและสมรรถนะแห่งความสัมพันธ์กับสรรพตรงหน้าอยู่ตลอดเวลา อาจารย์มักเล่าให้ฟังเล่าว่า “ในการฝึกอาคิโด… เราต้องมองไปข้างหน้าและไม่ได้มองไปจุดจุดเดียว แต่มองไปให้กว้างที่สุด” มันว่าสิ่งนี้แหละที่ไม่ต่างกันเลย

การรู้เรื่องนี้มันตอบคำถามที่อาจารย์ตั้งไว้ได้อย่างไร ? สำหรับผมแล้วมันเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่สำคัญมาก ๆ เพราะว่าสิ่งนี้ไม่ว่าอาจารย์อยู่ที่ไหนอาจารย์ก็ทำมันอยู่ตลอดเวลาและทำแบบเป็นเนื้อเป็นตัวของอาจารย์เสียด้วยซ้ำไป ผมจำได้ครั้งหนึ่งพี่บอมส์เคยบอกว่า “ในวงสนทนาหากมีคนหนึ่งคนที่มีการฟังอย่างมีสติ จะเหนี่ยวนำวงนั้นให้ค่อย ๆ เกิดบรรยากาศการฟังอย่างมีสติให้เกิดขึ้นช้า ๆ อย่างเป็นธรรมชาติ” ผมว่าสิ่งนี้ไม่ต่างกันเลย

ยิ่งเราได้ใกล้ชิดสนิทสนมและเห็นสิ่งที่อาจารย์ทำอยู่บ่อย ๆ ไม่ช้าเราก็จะมีคุณภาพบางอย่างเกิดขึ้นในเนื้อในตัวเราด้วย แต่ละคนก็มีมุมที่เป็นอาจารย์ในตัวในแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกันนี่คือสิ่งที่ผมสังเกตเห็น

ผมเคยบอกเล่ากึ่ง ๆ แซวอาจารย์ว่า “ถ้ามีใครสักคนบอกว่าตัวเองเป็นลูกศิษย์สายอาจารย์ชัยวัฒน์ดูได้ไม่ยากเลยว่าคนไหนแค่เคยเข้าเวที คนไหนศิษย์ใกล้ชิด” เพราะมันมีท่าที ลีลา และภาษาบางอย่างที่บอกว่า “คนนี้ศิษย์สายอาจารย์ชัยวัฒน์แน่นอน” 55555 นี่คือเรื่องเชิงกายภาพที่มองเห็นและสัมผัสได้

แต่หากมองลึกลงไปหละ… ผมว่าการเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับพวกเราเนี่ยแหละที่สำคัญมาก ๆ ครั้งเมื่อเราอนุญาตและยอมรับเมล็ดพันธุ์บางอย่างจากอาจารย์เข้ามาในตัวเรา นั่นเท่ากับว่าเรารับความเป็นอาจารย์เข้ามาในตัวเราแล้ว แหม… ไม่ค่อยอยากใช้ภาพเปรียบเทียบแบบนี้เท่าไหร่ แต่มันชัดเจนที่สุดแล้วสำหรับเราคือ ไม่ต่างอะไรกับการสร้างฮอร์คัส (ในแฮร์รี่ พอตเตอร์) ในแฮร์รี่ต้องฆ่าคนเพื่อสร้าง ในชีวิตจริง เราต้องฆ่านิวรณ์หรืออัตตาบางอย่างเพื่อเปิดรับ (อย่างในกรณีเราคือการก้าวข้ามความกลัวและความดื้อของตัวเอง) หรือหากใครเป็น Generation ใกล้ ๆ กันภาพเปรียบเทียบง่ายที่สุดที่การคายตะขาบในละครเรื่องทายาทอสูร แต่ในชีวิตจริงของเรามันเป็นเรื่องของ “การเปิด (Openness)” นั่นเอง

เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพระหว่างเรากับอาจารย์ เราสามารถยกระดับคุณภาพความสัมพันธ์ไปสู่การมีสมรรถนะในความสัมพันธ์นั้นได้ก็ยิ่งจะทำให้ความสัมพันธ์นั้นแข็งแรงขึ้น คำถามสำคัญคือ “เราจะยกระดับคุณภาพความสัมพันธ์ไปสู่การมีสมรรถนะในความสัมพันธ์ได้อย่างไร ?”

สำหรับผมมันไม่ใช่เรื่องของการรู้จักกันให้มากขึ้น หรือรู้จักอาจารย์ไปเสียทุกอย่างหรอกนะ แต่มันคือการค่อย ๆ นำแนวทางและความตั้งใจทั้งของเราและของอาจารย์ค่อย ๆ นำมาประสาน ถักทอ ก่อร่าง และสร้างทิศทางขึ้นมาให้ใหม่ในสไตล์และรูปแบบของเราเอง (เขียนถึงตรงนี้คิดถึงซีรีส์เรื่องดรุณควบม้าขาวเมามายลมวสันต์ที่อาจารย์ของพระเอกก็พูดกับพระเอกไว้ก่อนตายว่า “มรรคาสู่สวรรค์ของเจ้าเป็นสิ่งที่เจ้าต้องค้นหาและสร้างมันขึ้นมาเอง” จากตอนแรกที่พนะเอกพยายามเดินทางตามทางของอาจารย์ แต่สุดท้ายเขาก็สร้างมรรคาของเขาคือการบุกเบิกความยุติธรรมให้เกิดขึ้นบนโลก)

และนี่แหละเมื่อเราสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ และยกระดับสู่สมรรถนะแห่งความสัมพันธ์ที่ดีได้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราก้าวสู่สนามได้อย่างมั่นคงมากขึ้น และเมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ดีจิตใจของเราก็จะถูกหล่อเลี้ยงด้วยพลังงานแบบนี้ตามไปด้วย (แต่เราก็ต้องฝึกฝนเรื่องจิตใจให้ดีนะ ไม่ใช่มีแล้วมีเลย เพราะเราไม่ใช่พระอรหันต์ เรามีนิวรณ์และกิเลสเป็นเพื่อนใจอยู่แล้ว เมื่อปล่อยไว้นาน ๆ นิวรณ์กิเลสกัดกินจิตก็แย่ได้ไม่ยากนะ อันนี้เตือนตัวเองไปด้วยในตัว)

และสุดท้ายเราจะค่อย ๆ นำสิ่งที่อาจารย์เคยบอกเคยสอนเคบถ่ายทอดออกมาใช้งานได้อย่างมีคุณภาพ และ/หรือบางอย่างเป็นการดันสดผสมผสานทุกสิ่งขึ้นมาใหม่ เกิดการเรียนรู้ และสิ่งสดใหม่ขึ้นมาอันนี้ก็เป็นปัญยาแห่งการปฏิบัติที่มาจากตน สถานการณ์ และสรรพสิ่งที่หล่อเลี้ยงเรามา

ดังนั้นสำหรับผมแล้วถ้อยคำว่าของเกอเธ่ที่กล่าวว่า เมื่อบรรพชนมอบมรดกให้กับเจ้า เจ้าก็จงรับเอาไว้ด้วยความเต็มใจ และทำให้มันเป็นของเจ้าเอง” จึงเป็นถ้อยคำที่สำคัญมากจริง ๆ

และนี่อาจจะเป็นเค้ารางของคำตอบที่อาจารย์ถามไว้ว่า “เมื่อร่างกายของคุณชัยวัฒน์จากไป แต่จิตวิญญาณของคุณชัยวัฒน์จะทำงานอยู่ มันทำงานได้อย่างไร ? เมื่อไม่มีกายสังขารอยู่แล้ว”

คำตอบสำหรับผม ณ วันนี้คือ… “จิตวิญญาณของอาจารย์ชัยวัฒน์จะยังคงดำรงและทำงานต่อไปได้ แม้ร่างกายจะดับสูญไปแล้ว นั่นก็เพราะจิตวิญญาณนั้นถูกแปรเปลี่ยนให้กลายไปเป็นความตั้งใจ / ปณิธาน / เจตจำนงร่วมของพวกเรา และสิ่งนี้จะยังคงดำรงอยู่ในพวกเราในฐานะลูกศิษย์ที่ทำงานเพื่อนำตนไปรับใช้ผู้คนและพัฒนาผืนแผ่นดินให้ดีงามมั่นคงต่อไป”

นี่คือเค้ารางของคำตอบที่ผมได้พบในวันนี้นะ… แต่ก็ยังมีคำถามอีกข้อที่เก็บไว้คืดต่อคือ “แล้วเราในฐานะผู้รับไม้ต่อมาแล้ว และในอนาคตต้องกลายเป็นผู้ส่งทอดปณิธานนี้ให้คนอื่น ๆ ต่อควรทำตัวอย่างไร ?” แม้มี Framework และเข้าใจกระบวนการนี้แล้ว แต่เรื่องการสืบทอดและส่งต่อเจตนารมณ์หรือเจตจำนงนี้ยังคงน่าสนใจและรอการใคร่ครวญต่อไปอีกเรื่อย ๆ

ผมไม่รู้เหมือนกันว่าบทความที่ผมเขียนนี้จะเป็นประโยชน์กับใครไหม ? แต่ผมรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นประโยชน์กับผมมาก ๆ และถึงแม้ในบทความนี้ผมจะพูดถึงอาจารย์ชัยวัฒน์เป็นส่วนใหญ่ แต่มันทำให้คิดถึงครูท่านอื่น ๆ ด้วย แต่ที่ยกตัวอย่างอาจารย์เพราะถ้อยคำที่หยิบยกมามีจุดเริ่มต้นจากงานวันเกิดของอาจารย์ก็เท่านั้น

จริง ๆ มันทำให้ผมเห็นและเข้าใจความศรัทธามากขึ้นจากการเขียนบทความนี้ด้วยนะ ผมเคยมีคำถามว่า “ทำไมคนโบราณหรือใครหลายคนถึงยอมสละทองคำที่มีค่าเพียงสร้างพระพุทธรูปกันนะ” การเขียนบทความนี้ทำให้ผมได้คำตอบง่าย ๆ ว่า “ไม่ใช่แค่เรื่องการเสียสละเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องของศรัทธา และศรัทธาเริ่มด้วยการมีความสัมพันธ์” ที่กล้าพูดอย่างนี้เพราะคิดถึงสมัยพุทธกาลเพราะชายหนุ่มเห็นพระอัสสชิที่มีบุคลิกลักษณะสำรวมจึงเกิดความสนใจและติดตามไปพบพระพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังธรรมก็ขอบวช เมื่อปฏิบัติก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ และยังประโยชน์ตามถ้อยคำของพระศาสดา สาวกรุ่นหลัง ๆ สืบทอดคำสอนนี้ไว้ทำให้ศาสนาคงอยู่ หลายรูปได้รับนิมนต์ให้ได้เข้าไปคุยกับพระเจ้าจักรพรรดิจนสามารถเปลี่ยนพระองค์จากผู้มีความแข็งกราวเป็นมีศีลธรรมด้วยดังในนิทานมิลินทปัญหา

ผู้คนรุ่นหลังพระศรัทธาในพระศาสนา และมีความเชื่อมั่นในคุณความดีจึงอุทิศตัวในการสร้างพระพุทธรูปที่วิจิตรและงดงามขึ้นมาก็ล้วนแต่เริ่มจากการมีความสัมพันธ์ที่ดี มีจิตที่นุ่มนวล และใช้ฝีมือที่มาจากปัญญาด้วยกันทั้งนั้น

นี่คือสิ่งที่ได้ค้นพบจากการเขียนบทความชิ้นนี้ ย้ำอีกครั้งมันอาจเป็นเพียงเสี้ยวส่วนของคำตอบของคำถามของอาจารย์ก็ได้ หรืออาจจะไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกับคำตอบของคำถามนั้นเลยก็ได้เช่นกัน แต่การเขียนบทความนี้ช่วยให้ผมเกิดการเรียนรรู้และเกิดพลังขึ้นมาจากภายในจริง ๆ