เนื่องจากคุณลุงวิเชียร แย้มมากเป็นเกษตรกรที่ทำการเกษตรที่หลากหลายทั้งทำนา สวนกล้วยไข่ ไม้ผล และพืชไร่อื่นๆ และปัจจุบันมีการนำสารสกัดชีวภาพมาใช้ในแปลงนาเพื่อทดแทนสารเคมี แต่จากการปฏิบัติพบว่าการพ่นสารสกัดชีวภาพนั้น ต้องพ่นบ่อยๆ เกือบทุกอาทิตย์ และช่วงเวลาของการพ่นก็ต้องพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นเท่านั้น ทำให้การพ่นโดยใช้เครื่องพ่นยาแรงดันสูงที่มีอยู่ล่าช้าและเสียเวลามาก และคุณลุงวิเชียรยังบอกว่า
"เหตุผลหลักที่เกษตรกรไม่นิยมใช้สารสกัดชีวภาพก็เพราะต้องพ่นบ่อยๆ "
การแก้ปัญหาของคุณลุงวิเชียร ก็คือการประดิษฐ์เครื่องพ่นยาขึ้นมาเอง โดยการเพิ่มหัวฉีดเป็น 3 หัว และต่อแขนยื่นออกไปนอกตัวรถประมาณ 10 เมตร แขนสามารถปรับพับเก็บได้เวลาพบสิ่งกีดขวาง ลองดูภาพประกอบครับ
- การต่อแขนยื่นออกไปนอกตัวรถ

-
ใช้เครื่องพ่นยาแรงดันสูงที่ใช้กันอยู่โดยทั่วๆ ไป

- สามารถพ่นออกไปด้านข้างได้มากกว่า 20 เมตร

- ลักษณะของการจัดวางหัวพ่น 3 หัว

คุณลุงวิเชียรเล่าว่าสามารถลดเวลาการพ่นน้ำหมักชีวภาพแต่ละครั้งลงได้มากเหลือเพียงครั้งละประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น (พื้นที่ 30 ไร่) แต่ในแปลงนาจะต้องปรับถนนและแปลงนาให้เหมาะสมเพื่อให้รถไถเดินตามสามารถเข้าถึงได้สะดวก
เป็นอีกภูมิปัญญาหนึ่งของชาวบ้านที่แก้ปัญหาการประกอบอาชีพของเขาเองนะครับ เกือบลืมครับ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 2 พันบาทเศษเป็นค่าหัวพ่นหัวละ 1 พันบาทและค่าเหล็กในการต่อแขนพ่นยาครับ
บันทึกมาเพื่อการ ลปรร.ครับ
วีรยุทธ สมป่าสัก
ภูมิปัญญาไทย ไม่แพ้ใครในสากล
ร่วมสนับสนุน ส่งเสริม และเป็นกำลังใจครับ
เรียน คุณบอย สหเวช และคุณตาหยู
กรณีลุงวิเชียร เป็นอีกกรณีหนึ่งที่บ่งชี้ได้ชัดว่า
เมืองไทย มีครูดีๆ อยู่ทั่วทั้งแผ่นดิน
ช่างคิดนะคะ … ก่อนที่จะได้สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้ ลุงวิเชียรคิดเรื่องอื่นๆ มาก่อนมั๊ยคะเนี่ยะ
เรียน ผอ.เม็กดำ1
เรียน คุณหมอนนทลี
ใช่ครับ เป็นคนช่างคิดช่างสังเกต คุณลุงวิเชียรยังมีอะไรดีๆ อีกมากนะครับ โดยเฉพาะการปลูกกล้วยไข่สูตรพี่เลี้ยงน้อง โอกาสต่อไปจะเขียนเล่าในบันทึกนะครับ
พี่เก่งมากเลยครับ ผมชอบมาก
สุดยอดเลย ครับ คนคุณภาพจริงๆ
เอ คุณสิงห์ป่าสักครับ
ผมสงสัยว่าเราได้มีการเก็บบันทึก ภูมิปัญญาเหล่านี้เอาไว้มั้ยครับ หรือไม่ก็ประเมินว่า ในช่วงปีหนึ่งๆมีการพัฒนาหรือว่า มีนวัตกรรมชาวบ้านใหม่ๆอะไรเกิดขึ้นมามั้ยน่ะครับ
ขอชื่นชมไอเดีย ลุงวิเชียร ถ้าจะทำลงทุนสักเท่าไรครับ หรือหาซื้อได้ที่ไหน
เก่งมากเลยคับ